“เอกนิติ”เตือนน้ำมันแพงยาว 1-2 ปี ห่วงเกิดภาวะ Stagflation เร่งป้องกันไม่ให้วิกฤตซ้ำรอยต้มยำกุ้ง จ่อ ชงครม. 11 เมษาฯนี้เคาะมาตรการช่วยเหลือพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม ยันไม่ลดภาษีอุ้มดีเซล
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อค่ำวันที่ 9 เมษายน ที่อาคารรัฐสภา ในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงฝ่ายค้านว่า ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางนำไปสู่วิกฤติพลังงานโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวน และอาจเกิดความขาดแคลนสินค้าเนื่องจากปัญหาการขนส่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
“รัฐบาลมีความกังวลถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะ Stagflation หรือภาวะเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลจึงต้องเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตครั้งนี้ลุกลามจนซ้ำรอยวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 (วิกฤตต้มยำกุ้ง) สำหรับวิกฤตครั้งนี้จะทำให้เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนในหลายมิติ โดยเฉพาะมิติด้านพลังงาน ที่ยุคน้ำมันราคาถูกจะไม่มีอีกต่อไปอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้า เนื่องจากสงครามทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางไปมาก”นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับการบรรเทาผลกระทบระยะสั้น รัฐบาลเลือกใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือแรกในการพยุงราคาน้ำมันไม่ให้สูงเกินไป และขอยืนยันว่าจะไม่ใช้วิธีลดภาษีสรรพสามิต เนื่องจากรายได้ส่วนนี้จะเป็นงบประมาณสำคัญที่ต้องนำไปจัดสรรดูแลด้านอื่นๆ อาทิ ด้านสาธารณสุข
“ภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากร รัฐบาลจะเน้นการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าให้ตรงจุดและคุ้มค่าที่สุด โดยในวันเสาร์นี้ ( 11 เมษายน) จะประชุม ครม.นัดพิเศษเพื่อออกมาตรการดูแลกลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง กลุ่มเปราะบาง กลุ่มชาวประมง และกลุ่มเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาราคาปุ๋ยแพง รัฐบาลเชื่อมั่นว่าการให้ความช่วยเหลือคนตัวเล็กตัวน้อยและธุรกิจ SME รวมถึงการเร่งปฏิรูปและเปลี่ยนผ่านประเทศครั้งนี้ จะช่วยให้ประชาชนก้าวข้ามผ่านวิกฤติที่อาจจะรุนแรงกว่าที่คิด และเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”นายเอกนิติกล่าว




