4 องค์กรภาคประชาชน ยื่น 8 ข้อถึง 'เอกนัฏ' เร่งปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน เรียกเงินชดเชยคืนจากโรงกลั่นที่ได้กำไรเกินควร-ผู้ค้าที่กักตุน เบรกกองงทุนฯกู้ 1.5 แสนล้าน
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่กระทรวงพลังงาน ตัวแทนจากสภาผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก รวมตัวยื่นหนังสือ “ข้อเสนอเร่งด่วนการปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรม และการลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นธรรมต่อประชาชน” ต่อนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
หนังสือระบุว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงแล้ว รัฐบาลต้องลดราคาน้ำมันดีเซล ไม่ใช่ลดเพียงแค่ 2 บาท/ลิตร ทั้งนี้ เพราะ 1.ค่าการกลั่นน้ำมันช่วงวันที่ 1-10 เมษายน พ.ศ. 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ 16.40 บาท/ลิตร จากปกติราคาค่าการกลั่นอยู่ที่ 2 บาท/ลิตร จึงเป็นการเอากำไรเกินสมควร ที่ 14.40 บาท/ลิตร หรือเฉลี่ยวันละ 1,000 ล้านบาท เพียงเพราะมีการใช้ราคาอิงสิงคโปร์ และใช้ราคานำเข้าจากสิงคโปร์ที่ไม่มีอยู่จริง
2.ค่าการตลาด มีการบวกกำไรเพิ่มเติมเกินจากมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ให้ควบคุมราคาค่าการตลาดน้ำมันดีเซล ไม่เกิน 1.50 บาท/ลิตร ในขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มลดลงในวันที่ 9 เมษายน 2569 มีการคิดค่าการตลาดที่ 10.58 บาท/ลิตร หรือคิดเป็น 7 เท่าของราคาค่าการตลาดตามมติ กบง. โดยได้กำไรเกินสมควรในวันเดียว (9 เมษายน 2569) มากถึง 636 ล้านบาท ขณะที่วันที่ 10 เมษายน 2569 ค่าการตลาดอยู่ที่ 4.29 บาท/ลิตร กำไรเกินสมควรในวันเดียวกันนี้ 195 ล้านบาท รวม 2 วันได้กำไรเกินควร กว่า 800 ล้านบาท หรือเฉลี่ยกำไรเกินสมควรวันละ 400 ล้านบาท
3.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้จ่ายค่าชดเชยไปแล้ว ณ วันที่ 8 เมษายน 2569 เป็นจำนวน 57,700 ล้านบาท โดยเป็นการชดเชยค่าน้ำมัน 1,244 ล้านบาท ทั้งๆ ที่มีกำไรเกินสมควรจากค่าการกลั่นวันละกว่า 1,000 ล้านบาท และกำไรจากค่าการตลาดเกินสมควรวันละ 400 ล้านบาท และเป็นภาระต้องจ่ายค่ากำไรเกินสมควร 1,400 ล้านบาท โดยประชาชนต้องจ่ายชดเชยอย่างไม่เป็นธรรมผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ผู้ได้กำไรเกินสมควรมากถึงร้อยละ 89 ของยอดกำไรเกินสมควร ซึ่งไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน จึงไม่เห็นด้วยกับการกู้เงินให้แก่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีก 150,000 ล้านบาท เพื่อนำไปรักษากำไรเกินสมควรต่อไป
นอกจากนี้ ยังปรากฏข้อมูลในการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า พบน้ำมันดีเซลหายจากระบบประมาณ 600-700 ล้านลิตร ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 ส่อพิรุธทุจริต "น้ำมันลม" เบิกเงินชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยไม่มีน้ำมันจริง ทำให้รัฐได้รับความเสียหายในหลักหมื่นล้านบาทจากการแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จและฉ้อโกงเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลต่อสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กระทรวงพลังงานต้องตรวจสอบความจริงแล้วเรียกเงินที่ชดเชยให้แก่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงคืนกลับสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งต้องดำเนินคดีแก่ผู้ฉ้อโกงเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย
องค์กรภาคประชาชนจึงมีข้อเสนอเรียนรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน โปรดใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มที่เอาเปรียบประชาชนมายาวนานให้มีความเป็นธรรม รวมทั้งส่งเสริมแนวทางพลังงานที่เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้ โดยมีข้อเสนอ 8 ข้อ ดังนี้
1.ขอให้ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงออกจากโครงสร้างราคาน้ำมัน เนื่องจากปัจจุบันโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทยใช้โครงสร้างราคาน้ำมันอิงราคาสิงคโปร์บวกค่าใช้จ่ายที่สมมุติว่านำเข้าจากสิงค์โปร์ อาทิ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างทางจากสิงคโปร์มาไทย ค่าปรับปรุงคุณภาพน้ำมันระหว่างสิงคโปร์และโรงกลั่นไทย รวมทั้งค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง ที่รวมเรียกว่าค่าพรีเมี่ยม เพื่อป้องกันลาภลอยจากสถานการณ์ด้านราคาของสิงคโปร์ โดยการกำหนดเพดานค่าการกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิงไม่เกิน 2.50 บาท/ลิตร และ ให้กำกับค่าการตลาดตามที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เคยมีมติกำหนดไว้ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ให้น้ำมันดีเซล บี7 มีค่าการตลาดไม่เกิน 1.50 บาท และน้ำมันเบนซินแก๊สโซฮอล95 และ เบนซินแก๊สโซฮอล 91 มีค่าการตลาดไม่เกิน 1.85 บาท/ลิตร
2.ห้ามใช้เอทานอลและไบโอดีเซล ผสมน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล ยกเว้นมีราคาต่ำกว่า 10% ขึ้นไปของราคาน้ำมันพื้นฐาน เนื่องจากน้ำมันชีวภาพขับได้ระยะทางน้อยกว่าน้ำมันพื้นฐาน 10% ทั้งนี้ เพื่อไม่เป็นการก่อภาระต่อการชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในยามวิกฤตน้ำมันแพงในปัจจุบัน และให้ลดการผสมไบโอดีเซลลงเหลือเพียงแค่ บี5 (B5) เพื่อไม่เป็นภาระการชดเชยของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปัจจุบันมีสถานะติดลบประมาณ 5 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ สำหรับ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ในบทเฉพาะกาล มาตรา 55 เกี่ยวกับการใช้เงินกองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิงชดเชยน้ำมันชีวภาพที่จะครบระยะเวลา 7 ปี ในวันที่ 24 กันยายน 2569 ไม่สมควรแก้ไขกฎหมายต่ออายุการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อชดเชยน้ำมันชีวภาพอีก
3.ยกเลิกการให้ภาคครัวเรือนใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ในราคาที่สมมุติว่านำเข้าจากซาอุดิอาระเบียบวกค่าใช้จ่ายในการนำเข้า โดยให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซในประเทศก่อนด้วยราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม ซึ่งในปัจจุบัน โรงแยกก๊าซ ซึ่งใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ผลิตก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ได้ปีละ 3.7 ล้านตัน ขณะที่ภาคครัวเรือนใช้ก๊าซจำนวน 2.1 ล้านตัน จึงควรให้ประชาชนได้ใช้ทรัพยากรในประเทศในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม นอกจากนี้ต้องกำหนดให้ก๊าซหุงต้มสำหรับครัวเรือนเป็นสินค้าควบคุมราคาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ส่วนก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ที่เหลือใช้จากภาครัวเรือน ให้นำไปคำนวณราคาเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก จากโรงกลั่นน้ำมัน และส่วนที่นำเข้า ขายให้แก่ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และภาคปิโตรเคมี โดยตัดขาดจากกองทุนน้ำมัน ซึ่งจะทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ต้องนำเงินที่จัดเก็บจากผู้ใช้น้ำมันเบนซิน และดีเซล มาชดเชยกับผู้ใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) อีกต่อไป
4.กำหนดค่าการกลั่นไม่เกิน 2.50 บาท/ลิตร ราคาค่าการกลั่นอ้างอิงราคาสิงคโปร์ที่ปัจจุบันสูงมากผิดปกติ เดือนมีนาคมเฉลี่ย 7.23 บาท/ลิตร และ 1 - 10 เมษายนมีค่าการกลั่นเฉลี่ยสูงถึง 16.40 บาท/ลิตร ก่อให้เกิดผลประโยชน์เป็นลาภลอยแก่โรงกลั่น จึงควรกำหนดค่าการกลั่นที่เป็นจริงและเป็นธรรมแก่ประชาชน ไม่เกิน 2.50 บาท/ลิตร ส่วนเกินจากนั้นควรนำมาลดราคาเนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น และให้เรียกคืนเงินชดเชยที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ชดเชยส่วนที่เป็นลาภลอย ที่เกินจาก 2.50 บาทต่อลิตรคืนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยอาศัยกฎหมายกลางเกี่ยวกับการออกคำสั่งทางปกครอง เนื่องจากการจ่ายค่าชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นคำสั่งทางปกครอง
5.ตรวจสอบเอกสารของผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงย้อนหลังและเรียกคืนเงินส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมัน เพราะรัฐบาลไม่ได้ดำเนินการตรวจเช็กสต็อกเก่าก่อนมีการขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ก่อให้เกิดส่วนต่างที่เป็นลาภลอยจากการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงเก่าที่ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามพ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 มาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 ได้กักตุนน้ำมันสต็อกเก่าที่ได้รับชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปแล้ว ก่อนนำมาขายในราคาใหม่ จึงขอให้รัฐมนตรีเรียกคืนเงินส่วนเกินนั้นเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
6.ให้คณะกรรมการกองทุนน้ำมันมีอำนาจที่ชัดเจนในการเรียกคืนเงินชดเชยที่จ่ายให้เนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น โดยออกพ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ 2562 เพื่อให้คณะกรรมการกองทุนน้ำมันมีอำนาจที่ชัดเจน ในการเรียกคืนเงินชดเชยที่จ่ายให้เนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น ที่มีลาภลอยจากค่าการกลั่นที่สูงเกิน 2.50 บาท/ลิตร เข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยไม่ต้องนำ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาใช้เสริม เพื่อไม่ต้องมีการตีความข้อกฎหมายต่ออีก
7.หยุดการกู้เงิน 1.5 แสนล้านบาท ให้แก่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะหากรัฐบาลได้ใช้อำนาจตามกฎหมายดังกล่าวมาแล้วในข้อ 1-6 แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องกู้เงิน เพราะการกู้เงินของรัฐบาลต้องตกเป็นภาระหนี้ของประชาชนผู้ใช้น้ำมันต้องชำระคืนเงินกู้
8.ส่งเสริมการพึ่งตัวเองของประชาชน ด้วยการให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์บนหลังคาได้โดยสะดวก โดยให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติให้ใช้ระบบหักลบกลบหน่วยราคาค่าไฟได้ (net metering) และมีนโยบายให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) รับซื้อไฟฟ้าจากหลังคาประชาชนด้วยระบบ net billing พร้อมสั่งการให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กฟน. และ กฟภ. ดำเนินการตามมติ กพช. ดังกล่าว
น.ส.รสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานปรับลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นและหน้าปั๊มลงโดยเร็ว หลังราคาอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปรับลดลง แต่ราคาหน้าปั๊มไม่ลด และมีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่ม ขณะที่ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่เป็นธรรม
น.ส.รสนากล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเป็นเหมือนกองทุนที่ประกันกำไรให้กับโรงกลั่นเอกชน เนื่องจากในช่วงที่น้ำมันราคาถูก รัฐบาลก็จะอ้างเรื่องกองทุนน้ำมันเพื่อเก็บเงินเพิ่มทำให้ประชาชนต้องใช้น้ำมันแพง ทั้งนี้ หากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานดำเนินการตามข้อเสนอทั้งหมดที่ภาคประชาชนเสนอ จะช่วยลดภาระกองทุนน้ำมันอย่างแน่นอนและควรจะลดภาระของประชาชนที่ต้องจ่ายเงินหน้าปั๊มด้วย
“การที่จะเก็บเงินส่วนต่างที่น้ำมันราคาลดลง เข้ากองทุนน้ำมันตลอดเวลาไม่เป็นธรรมกับประชาชน เพราะการขึ้นราคาน้ำมันครั้งละ 6 บาท หรือ 3.50 บาท 2 รอบ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกลุ่มเบนซิน ตัวเลขเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2568 มีการดึงเงินจากผู้ใช้เบนซิน 95 เข้ากองทุนถึง 9.66 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 เก็บ 2.86 บาทต่อลิตร คิดว่าควรจะลดลงมาให้กับประชาชนที่ใช้น้ำมันบ้างไม่ใช่อ้างแต่เรื่องกองทุนน้ำมัน” น.ส.รสนากล่าว
ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงยินดีรับข้อเสนอทั้ง 8 ข้อไปพิจารณา โดยหลายประเด็นสอดคล้องกับแนวทางที่เตรียมดำเนินการอยู่แล้ว พร้อมเชิญตัวแทนภาคประชาชนเข้าร่วมทำงานและติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อเสนอไม่สิ้นสุดเพียงการยื่นหนังสือ พร้อมยืนยันว่า จะเร่งปรับกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น ลดบทบาทที่ก่อให้เกิดภาระต่อประชาชน และไม่ปล่อยให้เป็นเครื่องมือสร้างกำไรให้เอกชนในช่วงวิกฤต และจะใช้โอกาสนี้ปรับโครงสร้างพลังงานให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น
นายเอกนัฏกล่าวว่า ปัจจุบันสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มฟื้นตัวจากเดิมที่ขาดทุนวันละกว่า 2,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะพยายามบริหารกองทุนโดยไม่เพิ่มภาระหนี้ และการกู้เงินจะเป็นทางเลือกสุดท้าย นอกจากนี้ กระทรวงอยู่ระหว่างดำเนินมาตรการลดภาระประชาชน เช่น การปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นเพื่อช่วยลดราคาหน้าปั๊ม รวมถึงเตรียมผลักดันนโยบายพลังงานทางเลือกอย่างโซลาร์รูฟท็อปและระบบซื้อขายไฟฟ้าเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
นายเอกนัฏกล่าวว่า พร้อมกันนี้ ยังสั่งตรวจสอบสต็อกน้ำมันย้อนหลังทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการกักตุนและแสวงหากำไรเกินควร หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด และยืนยันว่ากระทรวงจะยืนอยู่ข้างประชาชนในการแก้ไขปัญหาพลังงานในครั้งนี้
“เห็นด้วยว่าเราต้องหยุดการโยกตัวเลข (การเพิ่ม - ลด ค่าการกลั่น ค่าการตลาด และกองทุนน้ำมัน ทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสได้ใช้น้ำมันในราคาถูก) และจะไม่ยอมให้เอาเงินกองทุนน้ำมันมาเป็นฉากหน้าในการให้ประชนแบกรับภาระแทนนายทุน ส่วนเรื่องสต็อกเก่ากำลังจะไปถึงกระทรวงยุติธรรมแล้ว ผมไม่เห็นด้วยเลยที่เปิดโอกาสให้คลังน้ำมันหรือว่าผู้ค้ามาหากำไร เพราะฉะนั้นใครที่มีพฤติกรรมแบบนี้เอาผิดหมดทุกคนครับ" นายเอกนัฏกล่าว




