สภาพัฒน์รายงานเม็ดพลาสติกราคาพุ่ง 100% ส่อหมดสต็อกภายในเม.ย.นี้ เหตุขาดแนฟทาวัตถุดิบสำคัญ ดันราคาถุงพลาสติก แก้วน้ำ หลอด ขวดเพ็ทราคาพุ่ง ส่วนปุ๋ยยังมีพอใช้อยู่
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 16 เมษายน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ โดยศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง รายงานสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและผลกระทบทางเศรษฐกิจ ว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลก ณ วันที่ 15 เมษายน 2569 น้ำมันดิบดูไบ ราคา 101.7 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ลดลงจากวันที่ 14 เมษายน ซึ่งอยู่ที่ 103.8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือลดลง 2.0%
น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส(WTI) อยู่ที่ 91.3 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เท่าเดิม ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์(Brent) 94.9 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ลดลงจากวันที่ 14 เมษายนซึ่งอยู่ที่ 94.8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือลดลง 0.1%
น้ำมันเบนซินตลาดสิงคโปร์ (UGL95) อยู่ที่ 126 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ลดลงจากวันที่ 14 เมษายนซึ่งอยู่ที่ 129.8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือลดลง 2.9% ขณะที่น้ำมันดีเซลตลาดสิงคโปร์ (ULSD) ราคาอยู่ที่ 156.3 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ลดจากวันที่ 14 เมษายนซึ่งอยู่ที่ 169.3 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หรือลดลง 7.7%
ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG JKM) ราคาอยู่ที่ 15.8 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู ลดจากวันที่ 14 เมษายนซึ่งอยู่ที่ 19.4 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู หรือลดลง 18.4%
ส่วนฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 ติดลบรวม 60,167 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 22,478 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบ 37,689 ล้านบาท
สำหรับสถานการณ์สินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบ
1. เม็ดพลาสติกและปิโตรเคมี โดยราคาเม็ดพลาสติกราคาสูงขึ้น 70-100% จากเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากขาดแคลนแนฟทา (Naphtha) เป็นสำคัญและคาดว่าสต็อกเม็ดพลาสติกในประเทศอาจหมดลงภายในเดือนเมษายน 2569
ส่วนไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ (IPA) ตัวทำละลายที่ใช้ในกระบวนการพิมพ์บรรจุภัณฑ์ ซึ่งประเทศไทยนEเข้า 100% ขาดสต็อก
สำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ได้รับผลกระทบ คือกลุ่มบรรจุภัณฑ์ ที่ราคาสูงขึ้น 20-40% อาทิ ฟิล์มพลาสติก ถุงพลาสติก ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และกระสอบบรรจุข้าวสาร ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค คือ ถุงพลาสติก แก้วน้ำ หลอด และขวด PET
2.ปุ๋ยเคมี ประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีประมาณ 95% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด ปริมาณปุ๋ยสำรองในประเทศยังมีเพียงพอต่อความต้องการ
โดยภาพรวมสต็อกปุ๋ยทุกชนิด มีสต็อกคงเหลือรวม 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 0.8 ล้านตันต่อเดือน
ขณะที่ปุ๋ยยูเรีย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด ปัจจุบันมีสต็อกอยู่ในมือแล้ว 0.32 ล้านตัน (6.5 ล้านกระสอบ) และอยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบียอีก 0.1 ล้านตัน (2 ล้านกระสอบ)
ทั้งนี้ ต้นทุนเกษตรกรปุ๋ยคิดเป็นต้นทุนผลิตประมาณร้อยละ 20–30 ของพืชหลัก
วันเดียวกัน กระทรวงพลังงานรายงานสถานการณ์ด้านพลังงานว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอน แม้มีสัญญาณบวกว่าสหรัฐและอิหร่านอาจบรรลุข้อตกลงได้ในสัปดาห์นี้ตามการประเมินของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่การที่สหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมทางทะเลอย่างเข้มงวดต่อเรือที่เข้า-ออกท่าเรือของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้นักลงทุนยังคงกังขาต่อความสำเร็จของการเจรจา ส่งผลให้ตลาดพลังงานเผชิญภาวะตึงตัวและเริ่มขาดแคลนเชื้อเพลิง ผลักดันให้ราคพลังงานของโลกทรงตัวในระดับสูง โดยราคาวันที่ 16 เมษายน 2569 ราคาน้ำมันดิบ WTI เคลื่อนไหวที่ 90.54 - 91.88 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล, Brent 94.33 - 95.29 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และ Dubai ทรงตัวอยู่ที่ 103.01 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
สำหรับปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศ ข้อมูล ณ วันที่ 16 เมษายน 2569 มีน้ำมันเพียงพอกับความต้องการใช้ประมาณ 110 วัน โดยเป็นน้ำมันสำรองตามกฎหมาย 25 วัน น้ำมันสำรองเพื่อการค้า 23 วัน น้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 34 วัน และน้ำมันที่ได้รับการยืนยันในการจัดหาแล้ว 28 วัน
ส่วนการผลิตและจำหน่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ข้อมูล ณ วันที่ 14 เมษายน 2569 ผลิตน้ำมันดีเซลได้ 81 ล้านลิตร และจำหน่าย 56.32 ล้านลิตร
ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 16 เมษายน 2569 ติดลบ 61,591 ล้านบาท โดยมีการชดเชยน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 188.28 ล้านบาท




