ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่สหรัฐฯร่วมมือกับอิสราเอลโจมตีอิหร่าน และมีการตอบโต้กันไปมา ยังไม่มีสัญญาณว่าจะยุติในเวลาอันใกล้ ซึ่งส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั้งโลกรวมถึงไทย ที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก ผลกระทบที่เกิดขึ้นนอกจากทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว
ยังเกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงของอุปทาน เนื่องจากกว่าครึ่งของน้ำมันไทยนำเข้ามาจากภูมิภาคดังกล่าว
แน่นอนว่ารัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการระยะสั้นเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากับวิกฤตพลังงานที่ราคาสูงขึ้นมากในเวลาอันรวดเร็ว กระทบเป็นลูกโซ่ไปยังภาคส่วนต่างๆ เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับแรงกระแทกมากเกินไป
แต่อย่างไรก็ตามในภาวะวิกฤตนี้ก็เป็นบทเรียนสำคัญให้ไทยต้องมีแนวทางการรับมือในระยะกลางและระยะยาวด้วย ต้องลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก และเพิ่มศักยภาพทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศให้มากขึ้น

5 โจทย์ใหญ่ที่รัฐต้องแก้ หลังไทยเสี่ยงพลังงานแพงทั้งประเทศ
"เอกนัฎ พร้อมพันธุ์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ก็เริ่มเข้าไปบริหารจัดการปัญหาเฉพาะหน้า แต่ขณะเดียวกันมีโจทย์สำคัญ 5 ข้อที่รอการขับเคลื่อน
1.ความเสี่ยงด้านการขาดแคลนน้ำมัน และราคาน้ำมันที่ผันผวนสูง จำเป็นต้องบริหารจัดการทั้งในเชิงปริมาณให้เพียงพอต่อความต้องการ และในเชิงราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม พร้อมกับดูแลเสถียรภาพของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน
2.แนวโน้มค่าไฟฟ้าที่อาจปรับตัวสูงขึ้น โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เตรียมเสนอแนวทางช่วยเหลือผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยในกลุ่มที่ใช้ไฟไม่เกิน 200–300 หน่วยต่อเดือน ให้ใช้ไฟฟ้า
ในอัตราเดิมคือ 3.88 บาท/หน่วย หากรัฐบาลเห็นชอบก็ต้องจัดสรรงบประมาณมาอุดหนุนเพิ่มเติม
เหมือนที่เคยทำมาแล้วในอดีต
3.ความล่าช้าของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP-Power Development Plan ฉบับใหม่ ซึ่งขณะนี้ยังคงใช้แผน PDP 2018 (Revision 1) ที่หมดกรอบเวลามาแล้วหลายปี เมื่อแผน PDP 2026 ยังไม่ผ่านความเห็นชอบ ส่งผลต่อทิศทางการลงทุนและความชัดเจนด้านโครงสร้างพลังงานในระยะยาว ขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งจัดทำเพื่อนำเสนอรัฐมนตรีพลังงานคนใหม่พิจารณา
4.การเร่งสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมในประเทศ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้แหล่งพลังงานภายในประเทศ ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้า และช่วยลดแรงกดดันต่อค่าไฟฟ้า อย่างไรก็ตามข้อมูลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุว่า ปริมาณสำรองปิโตรเลียมของไทยในปัจจุบันเพียงพออีกแค่ 8–9 ปีเท่านั้น หากเร่งผลักดันการเปิดสำรวจรอบใหม่ได้ตามแผน จะช่วยยืดอายุปริมาณสำรองออกไปได้นานมากขึ้น
5.ความล่าช้าในการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญในโครงสร้างการกำกับดูแลพลังงาน ทั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งส่งผลให้องค์กรสำคัญไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์
บทเรียนจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้สะท้อนชัดว่าการวางยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านพลังงานของประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรปิโตรเลียมในประเทศ ไม่เพียงช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบ และ LNG ที่มีต้นทุนสูง แต่ยังสร้างรายได้ให้รัฐผ่านค่าภาคหลวง ภาษี การลงทุน และการจ้างงานในประเทศอีกด้วย
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมีแหล่งปิโตรเลียมที่มีศักยภาพทั้งบนบก ฝั่งอันดามัน และในอ่าวไทย โดยเฉพาะพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย–กัมพูชา (OCA) ซึ่งยังเป็นที่สนใจของนักลงทุนในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
แต่ในระยะสั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ขอความร่วมมือจากผู้รับสัมปทานในอ่าวไทยให้เพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติ เพื่อลดการนำเข้า Spot LNG ที่มีราคาสูงขึ้นอย่างมาก
ขณะที่ในระยะกลางและระยะยาว การปลดล็อกศักยภาพพลังงานของประเทศจำเป็นต้องอาศัยการผลักดันเชิงนโยบาย โดยเฉพาะการปรับปรุง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ซึ่งมีการเตรียมร่างแก้ไขและเปิดรับฟังความคิดเห็นไว้แล้ว เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันมีข้อจำกัด ไม่เอื้อกับการผลิต และการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องภาระค่าใช้จ่าย การจัดเก็บค่าภาคหลวงที่ไม่สอดคล้องกับสภาพทรัพยากรที่ลดลง บทลงโทษทางอาญาที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการขาดกรอบกฎหมายรองรับการบริหารจัดการคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อการกักเก็บ (CCS) ซึ่งปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
ผลจากสงครามในตะวันออกกลางที่ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานโลกครั้งนี้ ทั้งราคาน้ำมันดิบ และ LNG ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ไทยต้องตระหนักถึงความเปราะบางในการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภูมิภาคเดียวในสัดส่วนสูง ทางเลือกเชิงนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่จึงควรมุ่งเน้นเพิ่มศักยภาพพลังงานในประเทศ ควบคู่กับการปรับกฎหมายให้ทันสมัยเพื่อดึงดูดการลงทุน รวมถึงการใช้การทูตเชิงสร้างสรรค์เพื่อหาทางออกในประเด็น OCA เพื่อให้ทรัพยากรที่มีศักยภาพสูงถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม
การมุ่งเน้นแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการอุดหนุน และตรึงราคาเพียงอย่างเดียว โดยไม่ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเชิงระบบ ก็น่าวิตกว่าในอนาคตประเทศไทยเสี่ยงที่จะเจอวิกฤตซ้ำซากและอาจหนักหนาสาหัสกว่าเดิม




