'นายกฯ-ศุภจี'เอาจริงปราบนอมินี ผนึก 21 หน่วยงานลุยเด็ดขาด กรมพัฒนาธุรกิจฯ เผยสกัดตั้งแต่ต้นทางและตรวจสอบเชิงลึก ทำกลุ่มเสี่ยงลดถึง 75%
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เร่งดำเนินงานป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีตามนโยบาย Quick Big Win เพื่อสกัดกั้นการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ (นอมินี) และป้องกันการนำนิติบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ อาทิ การฟอกเงิน และการประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมฯเร่งบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร คัดกรองนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้น การลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก รวมถึงการเพิ่มมาตรการตรวจสอบ 5 คำสั่ง 2 ประกาศ สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ก่อนการรับจดทะเบียนนิติบุคคล หลังจากที่กรมฯ บังคับใช้คำสั่งให้กลุ่มเสี่ยงต้องส่งหลักฐานทางการเงินเพิ่มเติม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ไตรมาสแรกของปี 2569 (1 ม.ค. - 31 มี.ค. 69) พบการจัดตั้งบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลงอย่างก้าวกระโดดถึง 60% (พบบริษัทกลุ่มเสี่ยง 1,373 บริษัท) เมื่อเทียบกับสถิติช่วงเดียวกันของปี 2568 (3,511 บริษัท) ทั้งนี้ กรมฯ ยังเพิ่มมาตรการยืนยันการลงทุน และบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ช่วงวันที่ 1 เมษายน - 23 เมษายน 2569 พบบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลงถึง 75% (175 บริษัท) เมื่อเทียบกับสถิติช่วงเดียวกันของปี 2568 (658 บริษัท) สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการต่างๆ ที่กรมฯ ได้ออกมาก่อนหน้านี้ช่วยป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดในธุรกิจนอมินีได้จริงและเห็นผลเป็นรูปธรรม
นายพูนพงษ์กล่าวว่า ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 - 23 เมษายน 2569 กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรได้ดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดธุรกิจใน 3 ด้านคือ 1) ดำเนินการเร่งด่วน โดยตรวจสอบนิติบุคคลไทยที่มีคนต่างด้าวร่วมถือหุ้นที่อาจมีลักษณะนอมินี พร้อมนำส่งข้อมูลให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) 11 ราย ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลกว่า 300 ราย โดยเป็นธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มเหล็ก สำนักงานบัญชี/ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจขนส่ง ตรวจพบในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ สุราษฎร์ธานี ชลบุรี กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล
"2) การลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกกลุ่มเสี่ยงใน 27 พื้นที่ 10 จังหวัด อาทิ เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ โลจิสติกส์ และล้งมะพร้าว โดยส่งข้อมูลนิติบุคคลที่เข้าข่ายนอมินี ไปยัง 9 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินคดีทางกฎหมายให้ถึงที่สุด อาทิ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) 534 ราย ตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ถือหุ้นคนไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนิติบุคคลที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นนอมินี ส่งให้กรมสรรพากร 6,709 ราย เพื่อตรวจสอบบัญชี และงบการเงินของนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง ส่งให้สำนักงานประกันสังคม 137 ราย เพื่อตรวจสอบผู้ประกันตน หรือลูกจ้างของสำนักงานบัญชีที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ส่งให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) 117 ราย เพื่อตรวจสอบนิติบุคคลที่เข้าข่ายกระทำความผิดตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ประกอบด้วย สำนักงานบัญชี 92 ราย ล้งมะพร้าวนิติบุคคล 15 ราย และบุคคลธรรมดา 10 ราย ส่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) 25 ราย และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า(กขค.) 15 ราย เพื่อดำเนินการตามกฎหมายแก่ผู้กระทำผิดต่อไป"นายพูนพงษ์กล่าว
นายพูนพงษ์กล่าวว่า 3) การตรวจสอบนิติบุคคลต่างด้าวที่อาจประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือฝ่าฝืน พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 พบธุรกิจต่างด้าวที่เข้าข่ายการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต 4,372 ราย ประกอบไปด้วย ธุรกิจบัญชีหนึ่งซึ่งต้องห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด 256 ราย ธุรกิจบัญชีสองและธุรกิจบัญชีสามที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงจะประกอบธุรกิจได้ จำนวน 4,116 ราย โดยกรมฯ จะรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบเชิงลึกต่อไป หากพบว่าประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจริงจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยเด็ดขาด
นายพูนพงษ์กล่าวว่า นางศุภจีสั่งการให้กรมฯบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เร่งเดินหน้าป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีอย่างจริงจัง โดยจะลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการป้องกันและปราบปรามนอมินี รวม 21 หน่วยงาย อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กรมสรรพากร ดีเอสไอ และสมาคมธนาคารไทย ในวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกฯเป็นประธาน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามนอมินีอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความโปร่งใสดูแลอำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาแบบถูกต้องตามกฎหมายสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและภาคธุรกิจ อันจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว




