กรมพัฒนาธุรกิจฯ ย้ำ 1 ก.ค.69 เป็นต้นไป จดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทใหม่ผ่านออนไลน์ 100% ช่วยประหยัด-ลดคอร์รัปชัน และยุติให้ข้อมูลนิติบุคคลรูปแบบกระดาษกับหน่วยงานภาครัฐ เผยแต่ละปีใช้กระดาษกว่า 19.2 ล้านแผ่น
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยกระดับการให้บริการภาครัฐครั้งสำคัญ เดินหน้าสู่การให้บริการออนไลน์เต็มรูปแบบ 2 งานบริการ ได้แก่ 1.ให้บริการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ห้างหุ้นส่วนและบริษัท ที่ผ่านมา กรมฯ ใช้เวลา 9 เดือน (1 ตุลาคม 2568 - 29 มิถุนายน 2569) เร่งพัฒนาระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (DBD Biz Regist) ให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้ใช้งานที่ต้องมีความสะดวก User Friendly ที่สำคัญจะต้องมีความรวดเร็ว ต้องให้บริการไม่เกินกว่าระยะเวลาที่ใช้ในการยื่นแบบระบบ Walk In (กระดาษ) ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้ใช้งานหรือผู้ประกอบธุรกิจได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
นายพูนพงษ์กล่าวว่า สถิติผู้ใช้บริการจดทะเบียนนิติบุคคล (เฉพาะจัดตั้งใหม่) ผ่านระบบออนไลน์ (DBD Biz Regist) ในเดือนมิถุนายน 2569 (1 - 29 มิถุนายน 2569) มีจำนวนสูงถึง 7,146 ราย คิดเป็น 95.04% ของการจดทะเบียนตั้งใหม่ทั้งหมด ขณะที่ Walk In มีจำนวนเพียง 373 ราย คิดเป็น 4.96% เมื่อเทียบกับเดือนกันยายน 2568 (1 - 30 กันยายน 2568) มีจำนวนเพียง 6,273 ราย คิดเป็น 76.95% ของการจดทะเบียนตั้งใหม่ทั้งหมด ขณะที่ Walk In มีจำนวนถึง 1,879 ราย คิดเป็น 23.05% และหากมองตัวเลขการจดทะเบียนธุรกิจในภาพรวมจะพบว่า จังหวัดที่มีการใช้งานจดทะเบียนผ่านระบบ DBD Biz Regist แบบ 100% โดยไม่มีการใช้งานผ่าน Walk In เลย มีถึง 28 จังหวัด เช่น กระบี่ กำแพงเพชร ปัตตานี เลย หนองคาย เป็นต้น
นายพูนพงษ์กล่าวว่า จากสถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ใช้งานบริการผ่านระบบ DBD Biz Regist ที่มีความพร้อมในระดับสูง กรมฯ จึงกำหนดวันเพื่อขออนุญาตให้บริการจดทะเบียนธุรกิจ (เฉพาะการจัดตั้งใหม่) ทั้งการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด ในรูปแบบออนไลน์เพียงช่องทางเดียว 100% ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป (ไม่รวมการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลง) ประกอบกับช่วงเวลาที่ผ่านมากรมฯ ได้สร้างความรู้ความเข้าใจ พร้อมให้คำแนะนำการใช้งานระบบ DBD Biz Regist แก่ผู้ใช้บริการ และประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีความพร้อมในการปรับตัว ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการสามารถดำเนินการจดทะเบียนฯ ผ่านระบบ DBD Biz Regist จะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาติดต่อที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ลดการติดต่อแบบเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับภาคธุรกิจและประชาชนที่มาขอรับบริการ ที่อาจเป็นสาเหตุการเรียกรับผลประโยชน์หรือการทุจริตคอร์รัปชัน
นายพูนพงษ์กล่าวว่า 2.ยุติการให้บริการข้อมูลนิติบุคคลรูปแบบกระดาษ สำหรับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ซึ่งเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ 320 แห่ง มาเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคล ภายใต้แนวคิด ‘ปลดล็อกข้อมูลภาครัฐ ลดภาระภาคประชาชน’ เพื่อลดปริมาณการใช้กระดาษที่ถือเป็นต้นทุนสำคัญของการดำเนินงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป กรมฯ จะยุติการให้บริการข้อมูลนิติบุคคลในรูปแบบกระดาษ สำหรับหน่วยงานภาครัฐ และเปลี่ยนผ่านไปสู่งานให้บริการด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านระบบเชื่อมโยงข้อมูลธุรกิจ (BDEX: Business Data Exchange) ที่จะเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อสืบค้นและตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลได้โดยตรงแบบ Real Time และระบบบริการข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์สำหรับหน่วยงานภาครัฐ (DBD e-Service for Government) เพื่อขอรับบริการหนังสือรับรอง รายการทางทะเบียนนิติบุคคล งบการเงิน และบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์
นายพูนพงษ์กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาสู่รัฐบาลดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล หรือ Data-Driven Government ซึ่งจะทำให้ระบบราชการมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ อีกทั้งยังลดความซ้ำซ้อนของการเรียกเอกสาร และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ อันจะเป็นการยกระดับการให้บริการแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ ซึ่งกรมฯ ได้มีหนังสือแจ้งหน่วยงานต่างๆ ล่วงหน้าเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมแล้ว ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569
นายพูนพงษ์กล่าวว่าในปี 2568 ที่ผ่านมา กรมฯ ได้ให้บริการข้อมูลนิติบุคคลโดยออกหนังสือรับรองนิติบุคคลจำนวน 2.3 ล้านฉบับ คิดเป็นกระดาษถึง 9.2 ล้านแผ่น และออกสำเนาเอกสารทางทะเบียนและสำเนางบการเงินรวม 10 ล้านแผ่น รวมใช้กระดาษไปทั้งสิ้นประมาณ 19.2 ล้านแผ่นต่อปี การยุติงานบริการในรูปแบบกระดาษครั้งนี้ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ภาครัฐและภาคธุรกิจ การใช้เทคโนโลยีมาช่วยในงานบริการที่จะยกระดับประเทศไทยสู่มาตรฐานโลก รวมถึงสร้างความเชื่อมั่น ความโปร่งใสให้กับชาวไทยและต่างชาติได้ด้วย
“การก้าวผ่านสู่การให้บริการผ่านระบบดิจิทัล 100% เป็นการยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ การนำระบบตรวจสอบและยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐอย่างไร้รอยต่อ ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการปลอมแปลงเอกสาร หรือการแอบอ้างสิทธิของผู้อื่น ทำให้ทุกขั้นตอนมีมาตรฐาน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้จริง ทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ มีความราบรื่น ไร้รอยต่อ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ภาคธุรกิจและประชาชน”นายพูนพงษ์กล่าว




