News Logo
หน้าแรก
'โตโยต้า'ลงทุนเพิ่ม1.49พันล้าน ผลิตรถปิกอัพไฮโดรเจนครั้งแรกในไทย

'โตโยต้า'ลงทุนเพิ่ม1.49พันล้าน ผลิตรถปิกอัพไฮโดรเจนครั้งแรกในไทย

19 ต.ค. 2569 10:42
ผู้ชม 6 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

'บีโอไอ'ไฟเขียว'โตโยต้า มอเตอร์' ขยายการลงทุน 1,490 ล้านบาท ผลิตรถปิกอัพไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจน เป็นครั้งแรกของไทย กำลังผลิต 3,000 คันต่อปี ส่งออกไปยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ คาดเริ่มผลิตปลายปี 2570

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม  2569 นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เพื่อผลิตรถปิกอัพไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Fuel Cell Electric Vehicle: FCEV) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในรุ่น New Hilux ที่โรงงานโตโยต้าบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เงินลงทุน 1,490 ล้านบาท มีกำลังผลิต 3,000 คันต่อปี คาดว่าจะเริ่มสายการผลิตใหม่ในเดือนธันวาคม 2570 โดยในระยะแรก เป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศทั้งหมด โดยเฉพาะยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

นายนฤตม์กล่าวว่า การเลือกนำเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (FCEV) ซึ่งเป็นเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของโตโยต้ามาต่อยอดบนสายการผลิต Hilux เดิมในประเทศไทย สะท้อนว่าไทยกำลังได้รับบทบาทสำคัญในการผลิตเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตสำหรับตลาดโลก เนื่องจากมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากการเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถปิกอัพ Hilux ที่สำคัญที่สุดในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของโตโยต้า อีกทั้งมีความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนและบุคลากรที่มีประสบการณ์ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่จะรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกสู่พลังงานสะอาด


นายนฤตม์กล่าวว่า การลงทุนของโตโยต้าครั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศที่มุ่งผลักดันให้ “ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลกในทุกเทคโนโลยี” ทั้งรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) รถยนต์ไฟฟ้าไมลด์ไฮบริด (MHEV) รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV) รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานเซลล์เชื้อเพลิง (FCEV) ควบคู่กับการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 และการสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เอื้อต่อผู้ผลิตยานยนต์ทุกค่ายจากทุกประเทศ

“บีโอไอขอขอบคุณโตโยต้าที่ให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย โดยได้ขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องมาตลอดกว่า 60 ปี และครั้งนี้ได้เลือกนำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่างรถปิกอัพไฟฟ้าพลังงานไฮโดรเจนหรือ FCEV มาผลิตในไทยเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก เป็นการส่งสัญญาณสำคัญว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและตลาดยานยนต์ โตโยต้ายังคงมองไทยเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ และกำลังยกระดับไทยไปสู่ฐานเทคโนโลยีใหม่ การลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจน แต่ยังสร้างโอกาสในการพัฒนาบุคลากร ถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์แห่งอนาคตด้วย”นายนฤตม์ กล่าว

นายนฤตม์กล่าวว่า โตโยต้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นรายใหญ่ที่เข้ามาประกอบธุรกิจในไทยยาวนานถึง 64 ปี และได้ขยายการลงทุนเพื่อยกระดับฐานการผลิตให้รองรับเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง มูลค่าเงินลงทุนสะสมกว่า 2 แสนล้านบาท มีโรงงานผลิตรถยนต์ 3 แห่งในไทย (สำโรง เกตเวย์ และบ้านโพธิ์) ด้วยกำลังผลิตกว่า 770,000 คันต่อปี มีการจ้างงานพนักงานโดยตรงกว่า 13,000 คน โดยปัจจุบันโตโยต้าในประเทศไทย ถือเป็นฐานการผลิตใหญ่อันดับ 4 ของโลก รองจากญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และจีนเท่านั้น โดยใช้ไทยเป็นฐานการส่งออกรถยนต์ไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก โครงการลงทุนผลิต FCEV ครั้งนี้ ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ Multi-pathway ที่มุ่งสู่การลดคาร์บอนด้วยเทคโนโลยีพลังงานที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้งานและความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด

นายนฤตม์กล่าวว่า สำหรับโครงการนี้ โตโยต้าจะใช้โรงงานบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นฐานผลิตรถปิกอัพ FCEV โดยต่อยอดจากสายการผลิตรถปิกอัพ Hilux เดิม พร้อมปรับปรุงกระบวนการผลิตและลงทุนเพิ่มในสถานีงานสำหรับประกอบชิ้นส่วนสำคัญของระบบขับเคลื่อน FCEV เช่น ถังเก็บไฮโดรเจน (Fuel Tank) เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) แบตเตอรี่ (Battery Pack) มอเตอร์ไฟฟ้า และชุดควบคุมพลังงาน นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนติดตั้งสถานีเติมไฮโดรเจนภายในโรงงาน เพื่อรองรับการผลิตและทดสอบรถยนต์ FCEV

นายนฤตม์กล่าวว่า โครงการนี้มีแผนใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศประมาณ 640 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมระบบปรับอากาศและระบายความร้อน เบาะนั่ง ล้อและยาง ชุดสายไฟ และชิ้นส่วนภายในรถยนต์ พร้อมทั้งจะพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ โดยเฉพาะบริษัทไทย ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการผลิต การควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และการบริหารทรัพยากรบุคคล เพื่อยกระดับมาตรฐานและขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้รองรับเทคโนโลยียานยนต์ FCEV และเพิ่มโอกาสในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ระดับโลก

เลขาฯบีโอไอกล่าวว่า  สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของไทย ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2569 บีโอไอ ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนรวม 203 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 141,000 ล้านบาท ครอบคลุมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภท MHEV, HEV, PHEV, BEV และล่าสุดคือ FCEV ตลอดจนแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนว่าไทยกำลังพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ที่รองรับเทคโนโลยีหลากหลาย ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ระบบขับเคลื่อนรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง โดยโครงการ FCEV ของโตโยต้า เป็นอีกโครงการสำคัญที่จะช่วยสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน และเสริมบทบาทไทยในฐานการผลิตยานยนต์ครบวงจรท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จบประชุม IMF-World Bank ไทยได้อะไร? ‘เอกนิติ’เปิดผลลัพธ์ กาง 3 เป้าศก.
จบประชุม IMF-World Bank ไทยได้อะไร? ‘เอกนิติ’เปิดผลลัพธ์ กาง 3 เป้าศก.