โลกในปี 2026 กำลังก้าวเข้าสู่ "ยุคแห่งการแข่งขัน" ที่ไร้กติกา เมื่อความขัดแย้งทางภูมิเศรษฐศาสตร์กลายเป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งที่อาจฉุดเศรษฐกิจโลกพังทลาย ขณะที่ประเทศไทยเองกำลังเผชิญหน้ากับมรสุมหนี้และวิกฤตความเหลื่อมล้ำที่อาจบานปลายหากไม่เร่งรับมือ
รายงานความเสี่ยงโลกปี 2026 ระบุว่าโลกกำลังยืนอยู่บนปากเหวแห่งความผันผวน โดย 57% ของผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า สถานการณ์โลกจะอยู่ในขั้น "พายุโหมกระหน่ำ" หรือปั่นป่วนอย่างหนัก ระบบพหุภาคีที่เคยสร้างความมั่นคงกำลังล่มสลายลง และถูกแทนที่ด้วย "โลกหลายขั้วที่ไร้ความร่วมมือ" ซึ่งแต่ละประเทศจะใช้อาวุธทางเศรษฐกิจ เช่น การตั้งกำแพงภาษีและการจำกัดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์
การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomic Confrontation) ได้ก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงที่สุดในระยะสั้น รัฐบาลทั่วโลกเริ่มละทิ้งกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศและหันไปใช้นโยบายกีดกันทางการค้าเพื่อสร้างความมั่นคงให้ตนเอง นอกจากนี้ ปัญหาการแพร่กระจายของข้อมูลบิดเบือนยังคงเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัว โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยี Deepfake ที่ทำให้ประชาชนแยกแยะความจริงกับเรื่องโกหกได้ยากขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในสถาบันหลักและเสถียรภาพทางสังคม
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลชี้ให้เห็นว่าความกังวลใหญ่ที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องสงครามการค้า แต่คือ "วิกฤตเศรษฐกิจที่หยั่งรากลึก" โดยความเสี่ยง 3 อันดับแรกของไทยประกอบด้วย ปัญหาหนี้สิน (ทั้งหนี้สาธารณะ หนี้ธุรกิจ และหนี้ครัวเรือน) ตามมาด้วย ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และ การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังติดอยู่ในกับดักโครงสร้างเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ขณะที่สัญญาประชาคมเริ่มสั่นคลอนจากภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นและความเหลื่อมล้ำที่ขยายตัว
เทคโนโลยี AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนไทยอีกต่อไป เมื่อ "ผลกระทบเชิงลบจาก AI" ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 4 ของความเสี่ยงสำคัญในประเทศไทย ในระดับโลก AI กำลังเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีใหม่ไปสู่พลังขับเคลื่อนระบบ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะ "ผลผลิตเพิ่มแต่คนตกงาน" โดยกลุ่มแรงงานทักษะสูงจะได้ประโยชน์มหาศาล แต่แรงงานระดับปฏิบัติการอาจถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติอย่างรวดเร็ว หากขาดการวางแผนรับมือที่ดี AI จะยิ่งซ้ำเติมการฟื้นตัวแบบ K-shaped และทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำในไทยกว้างขึ้นกว่าเดิม
ในช่วงที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นอันดับแรก ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมกลับถูกลดบทบาทลงในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ภัยธรรมชาติที่รุนแรงและเกิดบ่อยขึ้นยังคงถูกจัดให้เป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งในช่วง 10 ปีข้างหน้า โดยประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเปราะบางสูง ทั้งต่อปัญหาน้ำท่วมและความผันผวนของสภาพอากาศ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายถาวรต่อโครงสร้างพื้นฐานและเมืองชายฝั่ง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากละเลยความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า อาจนำไปสู่ผลกระทบระยะยาวที่ยากต่อการฟื้นฟู
ความเหลื่อมล้ำยังคงเป็น "ตัวกลาง" ที่เชื่อมโยงความเสี่ยงทั่วโลกเข้าด้วยกันเป็นปีที่สองติดต่อกัน และเป็นชนวนเหตุสำคัญของการแบ่งขั้วในสังคม เมื่อผู้คนรู้สึกถูกทอดทิ้งจากระบบเศรษฐกิจและสูญเสียความหวังในการยกระดับฐานะ กระแสการประท้วงและการต่อต้านกลุ่มอีลิท (Streets versus Elites) จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งประเทศไทยเองก็จัดความเหลื่อมล้ำอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูงสุด 5 อันดับแรก ชี้ให้เห็นว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนเป็นความเปราะบางทางสังคมที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ
กุญแจสำคัญในการก้าวผ่าน "ยุคแห่งการแข่งขัน" นี้ คือการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์แม้ในช่วงที่ต้องแข่งขันกัน ประเทศไทยจำเป็นต้องจัดการกับปัญหาหนี้สินที่กัดกินการเติบโต ควบคู่ไปกับการปรับตัวรับแรงกระแทกจาก AI และการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก หากไม่สามารถแก้ไขจุดอ่อนเชิงโครงสร้างเหล่านี้ได้ในวันนี้ อนาคตของไทยในโลกปี 2026 อาจต้องเผชิญกับพายุที่รุนแรงเกินกว่าจะตั้งรับได้ทัน
อ้างอิง: World Economic Forum





