นายกฯ แคนาดาเขย่าเวที Davos ประกาศอวสานระเบียบโลกเก่า ชี้ชัดโลกถึงจุดแตกหัก มหาอำนาจใช้เศรษฐกิจเป็นอาวุธบีบอธิปไตยชาติเล็ก เตือนชาติอำนาจกลางต้องเลิก ‘อยู่ใต้คำลวง’ และเร่งรวมตัวสร้างทางเลือกก่อนจะสายเกินแก้
โลกกำลังก้าวเข้าสู่ "จุดแตกหัก" (Rupture) เมื่อระเบียบโลกเดิมที่สหรัฐฯ เป็นมหาอำนาจเดี่ยวหรือ Pax Americana กำลังสิ้นสุดลงอย่างถาวร มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ส่งสัญญาณเตือนแรงกลางเวที World Economic Forum (WEF) 2026 ณ เมืองดาวอส ว่ากฎกติกาโลกที่เคยศักดิ์สิทธิ์กำลังจางหายไป และมหาอำนาจเริ่มใช้เศรษฐกิจและกำแพงภาษีเป็นอาวุธบีบคั้นอธิปไตยของผู้อื่นอย่างไม่ไว้หน้า โดยย้ำชัดว่า "ผู้แข็งแกร่งทำในสิ่งที่ตนทำได้ ส่วนผู้อ่อนแอก็ต้องจำยอมรับชะตากรรม"
สุนทรพจน์นี้ถูกหยิบยกมาวิเคราะห์โดย รศ. ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการศูนย์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Piti Srisangnam โดยระบุว่า นี่คือการ "ปักหมุด" ครั้งสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่าโลกไม่ได้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านธรรมดา แต่กำลังเผชิญความจริงที่โหดร้ายซึ่งมหาอำนาจหลักไร้ขีดจำกัดและข้อผูกมัดใดๆ อีกต่อไป พร้อมเตือนให้ไทยและประเทศอำนาจระดับกลางเร่งปรับตัวก่อนจะสายเกินแก้
บริบทความตึงเครียดนี้มีภาพชัดเจนจากการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะผนวกแคนาดาเป็นรัฐที่ 51 และประกาศจะยึดครองกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก พร้อมขู่ใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อทำลายอธิปไตยเหนือดินแดน คาร์นีย์ชี้ว่าการพยายาม "โอนอ่อนผ่อนตาม" หรือประนีประนอมเพื่อซื้อความปลอดภัยเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันที่ใช้ไม่ได้จริง เพราะความยินยอมไม่ได้ช่วยให้รอดพ้นจากภัยคุกคามในโลกที่มหาอำนาจจ้องจะเขมือบทรัพยากร
คาร์นีย์หยิบยกแนวคิด "อานุภาพของผู้นำไร้อำนาจ" ของ วาตสลาฟ ฮาเวล มาเปรียบเทียบว่าที่ผ่านมาโลกกำลัง "ใช้ชีวิตอยู่ใต้คำลวง" (Living within a lie) โดยแสร้งทำเป็นว่ากฎกติกาโลกยังทำงานได้จริง ทั้งที่มหาอำนาจมักยกเว้นกฎให้ตัวเองเสมอเมื่อสะดวก ถึงเวลาแล้วที่ทุกประเทศต้อง "ปลดป้ายลวง" ออกจากหน้าต่าง หยุดแสดงละครว่าโลกยังสงบสุข และหันมาสร้างความเข้มแข็งจากภายในเพื่อลดความเปราะบางจากการถูกตอบโต้อย่างไม่เป็นธรรม
แคนาดาจึงเลือกเดินหมากใหม่ด้วยการสร้าง "ความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางยุทธศาสตร์" (Strategic Autonomy) ทั้งด้านพลังงาน อาหาร แร่ธาตุสำคัญ และเทคโนโลยี AI โดยเริ่มกระจายความเสี่ยงด้วยการทำข้อตกลงกับจีน กาตาร์ และเร่งเจรจากับกลุ่มอาเซียนรวมถึงประเทศไทย เพื่อลดการพึ่งพิงสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันครองส่วนแบ่งการส่งออกของแคนาดาสูงถึง 75% ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งภายใต้ผู้นำสหรัฐฯ ที่คาดเดาไม่ได้และพร้อมจะทำลายข้อตกลงการค้าได้ทุกเมื่อ
ใจความสำคัญที่สะเทือนใจผู้ฟังจนได้รับเสียงปรบมือกึกก้องคือคำเตือนที่ว่า "ประเทศอำนาจระดับกลางต้องรวมกลุ่มกัน เพราะถ้าเราไม่อยู่ที่โต๊ะเจรจา เราก็จะเป็นเมนูอาหารเสียเอง" คาร์นีย์เสนอให้ชาติเหล่านี้เลิกแข่งกันเองเพื่อเอาใจมหาอำนาจ (Transactionalism) แต่ควรสร้างพันธมิตรแบบยืดหยุ่น (Variable Geometry) เพื่อสร้าง "ทางเลือกที่สาม" ที่มีพลังต่อรอง และปกป้องอธิปไตยที่ยึดโยงอยู่กับความสามารถในการทนทานต่อแรงกดดัน
แม้คาร์นีย์จะถูกฝ่ายค้านในประเทศวิจารณ์ว่าเน้นงานต่างประเทศจนละเลยวิกฤตค่าครองชีพและที่อยู่อาศัย แต่เขาพยายามพิสูจน์ว่าการสร้างความแข็งแกร่งบนเวทีโลกคือทางรอดเดียวของเศรษฐกิจแคนาดาในระยะยาว สอดคล้องกับมุมมองของ ดร.ปิติ ที่ชี้ให้เห็นว่าความโหยหาอดีตไม่ใช่กลยุทธ์ แต่การเผชิญหน้ากับความจริงและหยุดใช้ชีวิตใต้คำลวงคือหนทางเดียวที่จะสร้างระเบียบโลกใหม่ที่ยุติธรรมและแข็งแกร่งกว่าเดิมจากรอยร้าวของระบบเก่านี้





