โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศปรับลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากสวิตเซอร์แลนด์ จากระดับสูงสุดที่เคยเสนอไว้ 39% ลงมาเหลือ 15% หลังได้รับแรงกดดันจากภาคธุรกิจสวิส และได้เข้าพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของแบรนด์นาฬิกาหรูอย่าง โรเล็กซ์ (Rolex) รวมถึงผู้นำธุรกิจรายใหญ่อีกหลายราย ที่เดินทางมาล็อบบี้ให้ทบทวนนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ
วันที่ 21 มกราคม 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยเรื่องดังกล่าวระหว่างขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวที World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยยอมรับว่า หลังจากเสนออัตราภาษีในระดับสูงช่วงแรก ได้เกิดกระแสต่อต้านอย่างหนัก พร้อมระบุว่า “นรกแทบแตก”
ทรัมป์กล่าวว่า การพบหารือกับผู้แทนจาก โรเล็กซ์ มีส่วนทำให้ตนเปลี่ยนใจ โดยมีรายงานว่าในการพบกันครั้งนั้น โรเล็กซ์ได้มอบ นาฬิกาตั้งโต๊ะที่ออกแบบตามเอกลักษณ์ของแบรนด์ ให้เป็นของที่ระลึก และทรัมป์ยังกล่าวชมเชยว่านาฬิกาสวิสเป็นสินค้าที่สวยงามและยอดเยี่ยมมาก
ก่อนหน้านี้ อัตราภาษีถูกดันขึ้นไปสูงถึง 39% ซึ่งทรัมป์ยอมรับตรงๆ ว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะ "ความไม่พอใจส่วนตัว" ที่มีต่ออดีตประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ คาริน เคลเลอร์-ซุตเตอร์ ที่ทำให้ตนรู้สึกไม่สบอารมณ์ในระหว่างการหารือเมื่อปีที่ผ่านมา ทรัมป์เล่าว่าเธอพยายามย้ำว่าสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศเล็กๆ และไม่ควรถูกเก็บภาษีสูง แต่เธอกลับไม่ยอมรับฟังข้อกังวลของเขาเรื่องการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความโล่งใจให้กับผู้ค้าและนักสะสมนาฬิกาในสหรัฐฯ อย่างมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการเตือนว่าหากเพดานภาษียังอยู่ที่ 39% แบรนด์นาฬิกาสวิสอาจต้องผลักภาระต้นทุนด้วยการขึ้นราคาสินค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคโดยตรง ทรัมป์ระบุว่าเขาตัดสินใจลดภาษีเพราะ "ไม่อยากทำร้ายใคร" แม้แบรนด์อย่างโรเล็กซ์จะมีส่วนทำให้สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับสวิตเซอร์แลนด์ก็ตาม
การลดหย่อนภาษีครั้งนี้ไม่ได้มาฟรีๆแต่เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงเบื้องต้นที่ทำขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยภาคอุตสาหกรรมของสวิตเซอร์แลนด์ให้คำมั่นสัญญาว่าจะเข้ามา ลงทุนในสหรัฐฯ เป็นมูลค่ารวมกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7 ล้านล้านบาท) ภายในสิ้นปี 2028 เพื่อแลกกับการได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าที่ทัดเทียมกับคู่แข่งจากสหภาพยุโรป
อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันเพดานภาษีจะถูกตรึงไว้ที่ 15% แต่ทรัมป์ยังคงทิ้งท้ายเป็นนัยว่าตัวเลขนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้อีกในอนาคต โดยเขากล่าวว่า "การที่เราลดระดับลงมา ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่เพิ่มขึ้นไปอีก" สร้างความไม่แน่นอนให้ตลาดลักชูรีที่ต้องเฝ้าระวังท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยทั้งสองประเทศตั้งเป้าที่จะหาข้อสรุปในขั้นตอนสุดท้ายของการเจรจาให้ได้ภายในไตรมาสแรกของปี 2026
สำหรับไทม์ไลน์ของภาษีสวิตเซอร์แลนด์ในยุคทรัมป์เริ่มต้นจากการวางแผนที่ 30% ก่อนจะพุ่งขึ้นเป็น 39% จากความขัดแย้งทางการทูต และมาจบที่การทำข้อตกลงเบื้องต้นที่ 15% ในปัจจุบัน ทั้งนี้แบรนด์โรเล็กซ์ยังไม่ได้มีการออกมาให้ความเห็นอย่างเป็นทางการต่อกรณีนี้แต่อย่างใด
ด้าน ปาเต็ก ฟิลิปป์ (Patek Philippe) อีกหนึ่งแบรนด์นาฬิกาหรูระดับโลกสัญชาติสวิส ได้เตรียมปรับลดราคานาฬิกาในสหรัฐฯ ลงประมาณ 8% โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการยกเลิกการปรับขึ้นราคาก่อนหน้าและการคืนค่าส่วนต่าง (margin) ให้กับตัวแทนจำหน่าย หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจปรับลดภาษีนำเข้านาฬิกาสวิส
ก่อนหน้านี้ ปาเต็ก ฟิลิปป์ จำเป็นต้องขึ้นราคาสินค้าในสหรัฐฯ ถึง 15% เมื่อช่วงกลางเดือนกันยายน เพื่อตอบโต้การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งเพิ่มภาษีนำเข้าอย่างหนัก ซึ่งนับเป็นการปรับราคาขึ้นครั้งที่สองในรอบเพียง 6 เดือน ต่อเนื่องจากการเก็บภาษีเพิ่ม 10% ในช่วงเดือนพฤษภาคม โดยในช่วงที่ภาษีพุ่งสูง แบรนด์ได้ปรับลดส่วนแบ่งกำไรของร้านค้าปลีกควบคู่ไปด้วยเพื่อให้ภาระต้นทุนถูกแบ่งกันระหว่างผู้ผลิต ร้านค้า และลูกค้า
การปรับลดราคาครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การปรับราคาให้สมดุลทั่วโลก เนื่องจากราคาที่พุ่งสูงในสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ทำให้เกิดส่วนต่างของราคามหาศาลเมื่อเทียบกับตลาดหลักอื่นๆ เช่น รุ่น Cubitus Ref. 7128/1G-001 ที่เคยมีราคาสูงถึง 100,000 ดอลลาร์ในสหรัฐฯ ขณะที่ในอังกฤษมีราคาเทียบเท่าเพียง 87,000 ดอลลาร์เท่านั้น โดยการปรับราคาใหม่จะทำให้ราคาในทั้งสองตลาดใกล้เคียงกันที่ระดับ 92,000 ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม แม้ภาษีจะถูกปรับลดลงมาเหลือ 15% แล้ว แต่ข้อตกลงทางการค้าฉบับสมบูรณ์ยังอยู่ระหว่างการเจรจาซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นในไตรมาสแรกของปี 2026 นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวจากเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวว่าอาจมีการพิจารณาคืนเงินภาษี สำหรับส่วนต่างของอัตราภาษีที่เคยจ่ายสูงไปก่อนหน้านี้ด้วย ท่ามกลางคำเตือนจากทรัมป์ว่าอัตราภาษีที่ลดลงนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต





