News Logo
หน้าแรก
การซื้อหุ้นทรูจากเทเลนอร์-เอไอเอสรุกธุรกิจธนาคารดิจิทัลส่อผูกขาด

การซื้อหุ้นทรูจากเทเลนอร์-เอไอเอสรุกธุรกิจธนาคารดิจิทัลส่อผูกขาด

4 ก.พ. 2569 16:54
ผู้ชม 162 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

สภาผู้บริโภคจี้ กสทช. ชี้แจงกรณี “อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป” เข้าซื้อหุ้นทรูจากเทเลนอร์ และเอไอเอสเดินหน้าธุรกิจธนาคารดิจิทัล ปล่อยธุรกิจโทรคมนาคมไทย ยุคผูกขาดข้ามตลาด เข้าถึงข้อมูลผู้บริโภคเต็มรูปแบบ เสี่ยงถูกเอาเปรียบ

 น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า หลังจากกลุ่ม อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป เข้าซื้อหุ้น “ทรู” จากกลุ่มเทเลนอร์ ทำให้ธุรกิจโทรคมนาคมไทยเหลือผู้เล่นเพียง 2 รายอย่างชัดเจน และทั้งทรูและเอไอเอส มีการขยายธุรกิจเข้าสู่การเงิน โดยยื่นขอใบอนุญาตธนาคารไร้สาขา หรือธนาคารดิจิทัล ซึ่งการขยายธุรกิจข้ามอุตสาหกรรมเป็นเรื่องใหญ่ แต่ยังไม่เห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะมีมติหรือเงื่อนไขกำกับดูแลอย่างไร รวมถึงจะมีการศึกษาผลกระทบต่อผู้บริโภครองรับหรือไม่

“สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าการเหลือผู้เล่นเพียง 2 ราย คือทิศทางโทรคมนาคมกำลังมุ่งสู่การควบรวมแบบข้ามตลาด เนื่องจากผู้ประกอบการได้ดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งโครงข่าย การเงิน ดาต้าเซ็นเตอร์ การเป็นผู้ให้บริการธุรกรรมทางการเงินและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ต่างมีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลและดาต้าปริมาณมหาศาล กสทช.ในฐานะผู้กำกับดูแลต้องออกมาชี้แจงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น” น.ส.สุภิญญา กล่าว

สำหรับผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคและประเด็นที่น่ากังวล คือความเสี่ยงด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากการที่ค่ายมือถือควบคุมทั้งโครงข่ายและธนาคารดิจิทัลอาจทำให้เกิดการใช้ข้อมูลข้ามธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรมหรือการเลือกปฏิบัติ อีกทั้งการถอนตัวของกลุ่มทุนยุโรปของเทเลนอร์ในตลาดประเทศไทย จึงทำให้เกิดคำถามถึงมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลที่เคยอ้างอิงจากประเทศยุโรปว่าจะลดลงหรือไม่

“ข้อมูลผู้บริโภคกำลังกลายเป็นต้นทุนทางอำนาจที่สำคัญที่สุด หากค่ายมือถือควบคุมทั้งโครงข่าย แอป ธนาคาร และแพลตฟอร์ม ย่อมเกิดความเสี่ยงต่อการเลือกปฏิบัติ การกีดกันคู่แข่ง และการใช้ข้อมูลข้ามธุรกิจ ใครมีดาต้ามากกว่าย่อมได้เปรียบ แล้วใครจะคุ้มครองข้อมูลของประชาชน” ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค ระบุ

ทั้งนี้ ภายหลังการควบรวมทรูและดีแทค ธุรกิจโทรคมนาคมไทยเข้าสู่การผูกขาด แม้จะมีการแยกให้บริการเป็นค่ายทรูและดีแทค ทำให้ผู้บริโภคไม่มีทางเลือก ตลาดเข้าสู่การแข่งขันแบบรายใหญ่ผูกขาดเพียงสองรายหรือ ดูโอโพลี (Duopoly) ทั้งหมดยังมีผลกระทบให้ผู้ประกอบการรายเล็กที่ทำธุรกิจในกลุ่มเดียวกันแข่งขันได้ยากลำบากมากขึ้น

นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา กสทช. ได้มีมติรับทราบการควบรวมมากว่าสองปีครึ่ง พร้อมกำหนดมาตรการแยกบริการและการเยียวยา แต่ในปัจจุบันยังไม่ปรากฏผลการศึกษาที่ชัดเจนว่าผู้บริโภคได้รับประโยชน์อย่างไรบ้าง “เอกชนได้สิ่งที่ต้องการไปแล้ว ทั้งควบรวมและจัดโครงสร้างผู้ถือหุ้น แต่ยังไม่เห็นคำอธิบายชัดเจนว่าผู้บริโภคได้อะไร และ กสทช. ยังสามารถกำกับดูแลผลกระทบได้มากน้อยเพียงใด” น.ส.สุภิญญา กล่าว

นอกจากนี้ ปัญหาการผูกขาดในกิจการโทรคมนาคม ไม่ใช่อยู่ที่เรื่องราคาและสัญญาณโทรศัพท์เท่านั้น แต่ได้ขยายไปสู่การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล การเงิน และบริการดิจิทัลในชีวิตประจำวันทั้งหมดของคนไทย ถือเป็นโจทย์สำคัญที่พรรคการเมืองและรัฐบาลชุดใหม่ต้องร่วมกันกำหนดทิศทางและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเข้มข้นมากขึ้น

ควรระวังการควบรวมข้ามตลาด

ผศ.พรเทพ เบญญาอภิกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปรากฏการณ์ที่บริษัทโทรคมนาคมในประเทศไทยเริ่มขยายขอบเขตธุรกิจไปยังภาคส่วนอื่นๆ เช่น บริการทางการเงิน ดาต้า เซ็นเตอร์ คลาวด์ และเอไอ โดยขยายตัวในลักษณะนี้ไม่ใช่การควบรวมในแนวตั้งหรือแนวนอนตามที่เคยเป็นมา แต่จัดเป็น การควบรวมข้ามตลาด (Conglomerate Merger)

 

นั่นคือ การขยายไปสู่อุตสาหกรรมที่ต่างออกไป เพื่อเปลี่ยนจากบริษัทโทรคมนาคมไปเป็นบริษัทเทคโนโลยี (Tech Company) เนื่องจากอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเดิมเริ่มอิ่มตัว และมีกำไร (Margin) น้อยลง บริษัทจึงต้องสร้างอีโคซิสเต็มเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและล็อกผู้บริโภคไว้ในระบบนิเวศของตนเองผ่านบริการที่ครบวงจร รวมถึงการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล (ดาต้า) มหาศาลที่มีอยู่ในมือ

 

สำหรับข้อกังวลและผลกระทบต่อผู้บริโภค แม้การขยายธุรกิจจะเป็นเสรีภาพ แต่อาจารย์พรเทพ ชี้ให้เห็นว่าการที่กลุ่มทุนใหญ่ข้ามไปทำธุรกิจในหลายตลาด อาจนำไปสู่การแข่งขันที่อ่อนตัวลง เนื่องจากผู้เล่นรายใหญ่จะหลีกเลี่ยงสงครามราคาในทุกสนามเพื่อรักษาผลกำไร นอกจากนี้ ยังเสี่ยงต่อการเกิดกำแพงการแข่งขันที่ทำให้รายย่อยหรือคู่แข่งรายใหม่เข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคถูกขังอยู่ในแพลตฟอร์มเรียบร้อยแล้ว

 

ข้อแนะนำต่อหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมและปกป้องผู้บริโภคนั้น ควรดำเนินการทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน จากในปัจจุบันการกำกับดูแลแยกส่วนกัน เช่น กสทช. ดูแลโทรคมนาคม ธนาคารแห่งประเทศไทย ดูแลการเงิน และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดูแลพลังงาน ทำให้ไม่เห็นภาพรวมของการควบรวมข้ามตลาด โดยหน่วยงานเหล่านี้ต้องประสานงานกันมากขึ้น

 

ประเด็นต่อมา การมุ่งบทบาทเชิงรุกของ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) โดยต้องเข้ามามีบทบาทหลักในการตรวจสอบผลกระทบในภาพรวมตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้า อีกทั้งรัฐควรเร่งศึกษาตลาด เพื่อประเมินว่าพื้นที่หรือบริการใดที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบจากการครอบงำตลาดในอนาคต

 

รวมถึงจัดทำมาตรการเยียวยาก่อนการควบรวม โดยควรนำมาตรฐานสากลจากยุโรปหรืออเมริกามาใช้ เช่น การกำหนดให้บริษัทต้องยื่นขออนุญาตรวมธุรกิจล่วงหน้า และหากพบความเสี่ยง รัฐอาจสั่งให้มีการขายสินทรัพย์บางส่วนออกไปเพื่อรักษาโครงสร้างการแข่งขัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

EXIM BANK ผสานพันธมิตรการเงินโลก งาน IMF-World Bank 2026
EXIM BANK ผสานพันธมิตรการเงินโลก งาน IMF-World Bank 2026