News Logo
หน้าแรก
คลังคาดจีดีพีไทยปี 69 โต 1.6% ได้แรงหนุนจากส่งออก-ท่องเที่ยว

คลังคาดจีดีพีไทยปี 69 โต 1.6% ได้แรงหนุนจากส่งออก-ท่องเที่ยว

28 เม.ย. 2569 21:00
ผู้ชม 43 คน

คลังคาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 1.6% ได้ส่งออก-ท่องเที่ยวช่วยดัน แม้เผชิญวิกฤตพลังงาน แย้มผ่อนคลายนโยบายการคลังเพื่อดึงลงทุนถึงเป้า 30% ต่อจีดีพี

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 อยู่ในทิศทางของการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้จะต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากปัจจัยภายนอกประเทศและภูมิรัฐศาสตร์โลก อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลังพร้อมดำเนินนโยบายเชิงรุกเพื่อรักษาระดับการขยายตัว ควบคู่ไปกับการเร่งเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

"กระทรวงการคลังคาดว่าในปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ร้อยละ 1.6 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.1 ถึง 2.1) การขยายตัวดังกล่าวมีแรงสนับสนุนหลักจากอุปสงค์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยด้านการส่งออกคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 6.2 ได้รับอานิสงส์สำคัญจากการฟื้นตัวของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลัก ประกอบกับสัญญาณการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสแรก โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลก"นายวินิจกล่าว

นายวินิจ กล่าวว่า ขณะที่การนำเข้าคาดว่ามูลค่าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 13.9 เป็นการขยายตัวที่สอดคล้องกับทิศทางการผลิตภาคอุตสาหกรรม ส่วนใหญ่เป็นการเร่งนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ เพื่อรองรับแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนและการผลิตเพื่อการส่งออกในระยะต่อไป รวมถึงเป็นผลจากราคานำเข้าพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น

นายวินิจ กล่าวต่อว่า ด้านอุปสงค์ในประเทศ มีทิศทางขยายตัวอย่างแข็งแกร่งและเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยการบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ร้อยละ 2.3 ได้รับปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ช่วยกระจายรายได้สู่ระดับฐานราก ตลอดจนมาตรการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของภาครัฐที่ช่วยพยุงกำลังซื้อของครัวเรือน

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.2 ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น มีการติดตามและเร่งรัดการลงทุนจริงอย่างต่อเนื่อง มีการดำเนินการ Thailand FastPass และการปลดล็อกอุปสรรคหลักที่นักลงทุนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (New S-Curve) และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในการใช้ไทยเป็นฐานการผลิต

นายวินิจ กล่าวอีกว่า สำหรับภาคการคลัง จะกลับมามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ โดยคาดว่า การบริโภคภาครัฐจะขยายตัวร้อยละ 1.3 และการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 1.7 อันเป็นผลจากการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่คาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จทันตามกรอบเวลา ซึ่งจะช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนได้อีกทางหนึ่ง ด้านการลงทุนของรัฐวิสาหกิจมีทิศทางการเบิกจ่ายที่ดีอย่างต่อเนื่องโดยครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2569 เบิกจ่ายได้สูงถึง 1.17 แสนล้านบาท และมีอัตราการเบิกจ่ายราวร้อยละ 50 สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

นายวินิจ กล่าวด้วยว่า ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ 3 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 2.5 ถึง 3.5) ตามทิศทางราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น โดยมีสมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 91.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ช่วงคาดการณ์ที่ 86 ถึง 96 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศมีความแข็งแกร่ง คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 1 ของจีดีพี

โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่ามกลางความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์โลก วิกฤตพลังงาน และเทคโนโลยี AI กระทรวงการคลังตั้งเป้าผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพ สร้างโอกาสให้ SMEs และยืนยันความพร้อมในการบริหารจัดการพื้นที่ทางการคลังอย่างยืดหยุ่น แม้จะยังคงยึดมั่นในกรอบวินัยการคลัง แต่ก็พร้อมดำเนินนโยบายผ่อนคลายหากมีความจำเป็น เพื่อผลักดันเป้าหมายในการขยายสัดส่วนการลงทุนของประเทศให้เพิ่มขึ้นแตะระดับร้อยละ 30 ต่อจีดีพี โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล อันจะเป็นการวางรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

"ยังต้องติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ 1) ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อและกระทบต่อราคาพลังงาน 2) ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า 3) สถานการณ์เอลนีโญที่อาจทำให้เกิดวิกฤตอุณหภูมิสูงและภัยแล้ง และ 4) ความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ SMEs ที่ยังอยู่ในระดับสูง”โฆษกกระทรวงการคลังระบุ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวเศรษฐกิจ
จีดีพี
กระทรวงการคลัง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พีทีที สเตชั่น เปิดตัว ‘Super PowerX 99’ น้ำมันออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในไทย
พีทีที สเตชั่น เปิดตัว ‘Super PowerX 99’ น้ำมันออกเทนมากกว่า 99 สูงสุดในไทย