ผู้ว่าแบงก์ชาติ คาดพ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ช่วยดันจีดีพีปี 69 โตเพิ่ม 0.6% ทั้งปีขยายตัว 2.1% มั่นใจไทยยังไม่เกิดภาวะ stagflation แต่ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวระหว่างเยี่ยมชมงานมหกรรมการเงิน Money Expo ครั้งที่ 26 “Money Expo 2026 Bangkok” ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ถึงกรณที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติออกพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ…. หรือพ.ร.ก.กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาทว่า คาดว่าจะส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2569 โตเพิ่ม 0.6% มาอยู่ที่ 2.1% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.5% ขณะที่ปี 2570 คาดว่าจีดีพีจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.6% จากเดิมคาด 2% เป็นผลจากฐานที่สูงในปีนี้ จากการออกมาตรการต่างๆของรัฐบาล
นายวิทัย กล่าวว่า ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนเมษายนที่ออกมาเป็นบวกที่ 2.89% (จากที่ติดลบมาหลายเดือน) เป็นไปตามที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อจะทยอยเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ บางเดือนอาจสูงถึง 4-5% ก่อนจะทยอยปรับลดลงมา และการออก พ.ร.ก.เงินกู้ โดยใช้เพื่อกระตุ้นการบริโภค 200,000 ล้านบาทนั้นยอมรับว่ามีผลต่อเงินเฟ้อบ้าง และคาดว่าจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้ขึ้นมาอยู่ที่ 3-3.1% จากคาดการณ์ที่ 2.9% สิ่งที่ต้องติดตามคือ การลงทุนที่รัฐบาลต้องการจะปรับเปลี่ยนเรื่องการใช้พลังงานนั้น การใช้เงินจะออกมาเร็วหรือช้าแค่ไหน
"ยืนยันว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทย ยังไม่อยู่ในภาวะ stagflation (เศรษฐกิจถดถอย กำลังซื้อลดลง แต่เงินเฟ้อสูงขึ้น) เพราะโดยนิยาม stagflation เศรษฐกิจจะต้องตกต่ำ เงินเฟ้อยืนอยู่ในระดับสูงเป็นระยะยาว แต่สำหรับในประเทศไทยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นในปีนี้และจะทยอยลดลงในไตรมาส 2 ปีหน้า"นายวิทัยกล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลาง เพราะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Stagflation แต่วันนี้ยังมั่นใจว่ายังไม่อยู่ในภาวะ Stagflation อย่างไรก็ตามมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามและประเมิน
นายวิทัย กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าของการปรับลดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมของธนานคารพาณิชย์นั้น ธปท. อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความเห็น เพื่อประเมินผลกระทบขั้นสุดท้าย หวังว่าจะเสร็จภายในสิ้นเดือนพฤษภาคม และอาจเริ่มใช้ได้ตั้งแต่กรกฎาคมนี้ ซึ่งจะลดภาระให้กับรายย่อยและเอสเอ็มอีได้




