News Logo
หน้าแรก
ก.คลังปรับหลักบัตรสวัสดิการปี 69 เน้นคัดรายบุคคล-เพิ่ม 5 กลุ่มต้องห้าม

ก.คลังปรับหลักบัตรสวัสดิการปี 69 เน้นคัดรายบุคคล-เพิ่ม 5 กลุ่มต้องห้าม

2 มิ.ย. 2569 15:50
ผู้ชม 34 คน

ก.คลังแถลง ปรับหลักเกณฑ์ ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 69 เน้นกคัดกรองรายบุคคล แทนพิจารณาทั้งครอบครัว เพิ่มกลุ่มต้องห้าม-ตรวจสอบทรัพย์สิน หนี้สินเข้มข้น เจ้าของธุรกิจ-จ่ายประกันเกินปีละ12,000 บาท ไม่เข้าข่ายรับบัตรสวัสดิการ ตั้งเป้าให้สวัสดิการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง จ่อเพิ่มช่องทางอำนวยความสะดวกในการยืนยันสิทธิ์ผู้ถือบัตรรายเก่า 5 ช่องทาง ให้ มท.ช่วยเก็บตก ผู้ด้อยโอกาสไม่เข้าถึงระบบ

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 14.00 น. นายลวรรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ร่วมกันแถลงข่าวถึงขั้นตอนการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งเป็นการทบทวนเกณฑ์ผู้มีรายได้น้อยให้เป็นปัจจุบันตามมติคณะรัฐมนตรี

 โดยนายลวรรณ แสงสนิท ได้ชี้แจงถึงเหตุผลและความจำเป็นในการปรับปรุงเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นี้ว่า ข้อมูลผู้มีสิทธิ์เดิมจำนวนกว่า 13.18 ล้านคน ซึ่งลงทะเบียนไว้เมื่อปี 2565 หรือประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันอีกต่อไป ดังนั้นการปรับปรุงเกณฑ์ใหม่ในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ประการ คือ เพื่อปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน และเพื่อแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เช่น กรณีที่มีผู้ที่ไม่ได้ยากจนจริงได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากเกณฑ์เดิมพิจารณาจากภาพรวมของครอบครัว ซึ่งเกณฑ์ใหม่ที่เสนอคณะรัฐมนตรีในวันนี้เชื่อว่าจะสามารถคัดกรองบุคคลได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

นายลวรรณกล่าวต่อไปว่าอีกส่วนสำคัญก็คือ กลไกในการ "เก็บตก" ผู้ที่มีรายได้น้อยที่ยังไม่ได้รับสิทธิ์ โดยกล่าวว่า กระทรวงการคลังจะมีการคัดกรองกลุ่มคนเดิม 13.18 ล้านคนตามเกณฑ์ใหม่ แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่ามีผู้มีรายได้น้อยอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ จึงได้เสนอคณะรัฐมนตรีขอให้ใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีหน่วยงานและบุคลากรที่คุ้นเคยกับประชาชนในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นระดับหมู่บ้าน ตำบล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือเทศบาล ทำหน้าที่ "เก็บตก" ผู้ที่อยู่ห่างไกล ไม่ได้รับข่าวสาร หรือเข้าไม่ถึงระบบ ด้วยเหตุผลใดก็ตาม

โดยการเก็บตกนี้ จะใช้ฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นจุดตั้งต้น เพื่อให้ทันภายในกรอบระยะเวลา 2 เดือนแรก

ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวยอมรับว่าการใช้ข้อมูลเป็นหลักอาจไม่ครอบคลุม 100% แต่ก็จะมีการพิจารณาแนวทางในการเดินสำรวจเพิ่มเติมในระยะต่อไป

หลักเกณฑ์ใหม่ปี 69 เน้นความแม่นยำรายบุคคล

ในระหว่างการแถลงข่าวกระทรวงการคลังได้มีการเผยแพร่ภาพกราฟฟิกเนื้อหาระบุว่า หลักเกณฑ์การลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐในปี 2569 จะมีการปรับเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับหลักเกณฑ์เดิมในปี 2565 โดยมุ่งเน้นการพิจารณาสิทธิเป็นรายบุคคล แทนที่จะพิจารณาทั้งครอบครัว เพื่อให้สวัสดิการเข้าถึงผู้ที่มีรายได้น้อยตัวจริงอย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

นายลวรรณ ได้กล่าวเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนมาใช้เกณฑ์รายบุคคลนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรอง เนื่องจากเกณฑ์เดิมที่เป็นแบบครอบครัวนั้นมีความ "เบลอ" ทำให้บางครอบครัวที่มีสถานะไม่เหมือนกัน แต่พอรวมกันแล้วกลับได้รับสิทธิ์ทั้งหมด นอกจากนี้ การใช้เกณฑ์รายบุคคลจะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาไปสู่ระบบ Negative Income Tax หรือการคืนภาษีให้ผู้มีรายได้น้อยในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทรวงการคลังตั้งใจจะทำให้สำเร็จ

คุณสมบัติเบื้องต้นและกลุ่มบุคคลต้องห้ามที่ถูกเพิ่ม

ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวต่อว่าสำหรับคุณสมบัติเบื้องต้นนั้น ผู้สมัครยังคงต้องมีสัญชาติไทยและมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปเช่นเดิม โดยให้เหตุผลว่าผู้มีสิทธิ์ควรเป็นผู้ที่อยู่ในตลาดแรงงานและมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้ นอกจากนี้ กลุ่มต้องห้ามเดิม 4 กลุ่ม ซึ่งได้แก่ นักบวช ผู้อยู่ในสถานสงเคราะห์ ผู้ต้องขัง และข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ (ยกเว้นผู้มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี) รวมถึงผู้รับบำเหน็จ บำนาญ เบี้ยหวัด ข้าราชการการเมือง สส. และ สว. ก็ยังคงถูกจำกัดสิทธิ์เช่นเดิม แต่ในปี 2569 นี้ ได้มีการเพิ่มกลุ่มบุคคลต้องห้ามใหม่อีก 5 กลุ่ม เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการคัดกรอง ซึ่งนายลวรรณ ได้อธิบายรายละเอียดดังนี้:

1.นักเรียน/นักศึกษา: 

ซึ่งถือว่ายังไม่อยู่ในระบบแรงงานและมีผู้ดูแลอยู่ จึงไม่ควรเป็นกลุ่มเป้าหมายของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มุ่งเน้นคนวัยทำงานที่มีรายได้ไม่เพียงพอ

2.ผู้ถือหุ้น/กรรมการบริษัท: 

ผู้ที่เป็นกรรมการบริษัทที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่ว่าจะเป็นบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วน ถือว่ามีศักยภาพในการเลี้ยงดูตนเองได้ และทำธุรกิจใหญ่โต จึงมีความพร้อมมากกว่าผู้ที่ควรได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

3.ผู้มีบัญชีหุ้น/ตราสารหนี้:

 ผู้ที่สามารถเข้าถึงการลงทุนในหุ้นหรือพันธบัตรต่างๆ ได้ ถือเป็นกลุ่มคนอีกระดับหนึ่งที่อยู่สูงกว่ากลุ่มคนที่ควรได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

4.ผู้จ่ายเบี้ยประกันชีวิตเกินกว่า 12,000 บาทต่อคนต่อปี:

 ผู้ที่สามารถจ่ายเบี้ยประกันชีวิตในระดับนี้ได้ ถือว่ามีความพร้อมในการดูแลตนเองและไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐ เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว การทำประกันภัยเป็นเรื่องที่อยู่ท้ายสุดของลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายของผู้มีรายได้น้อย โดยนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ได้กล่าวเสริมในภายหลังว่า หมายถึงกรณีกลุ่มบุคคลต้องห้ามที่ว่านี้ หมายถึงเฉพาะกลุ่มผู้เอาประกันจ่ายด้วยตัวเองเท่านั้น ไม่รวมถึงประกันที่บริษัทหรือนายจ้างออกให้ หรือประกันภาคบังคับ

5.บิดา/มารดา/บุตร/คู่สมรสที่ผู้มีเงินได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนค่าเลี้ยงดู: 

หากมีการใช้สิทธิลดหย่อนค่าเลี้ยงดูบิดามารดาในวงเงิน 30,000 บาทในระบบภาษี ผู้ที่ถูกลดหย่อนนั้นจะถูกตัดสิทธิ์ เนื่องจากถือว่ามีผู้ดูแลอยู่แล้ว

นายลวรรณยังเน้นย้ำว่า หากเข้าเกณฑ์ต้องห้ามแม้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง บุคคลนั้นจะถูกปัดตกจากระบบทันที

เทียบหลักเกณฑ์ระหว่างปี 2565 และปี 2569

เทียบหลักเกณฑ์ระหว่างปี 2565 และปี 2569

เกณฑ์ด้านรายได้ ทรัพย์สิน และหนี้สินที่เข้มงวดขึ้น

ในส่วนของเกณฑ์ด้านรายได้ มีการเปลี่ยนแปลงจากรายได้เฉลี่ยของครอบครัวไม่เกิน 100,000 บาทต่อคนต่อปี มาเป็นการพิจารณารายได้ของแต่ละบุคคล โดยกำหนดว่าต้องมีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้กับผู้อื่นไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี เช่นเดียวกันกับเกณฑ์ทรัพย์สินทางการเงิน ซึ่งเปลี่ยนจากการพิจารณาทรัพย์สินทางการเงินเฉลี่ยของครอบครัวไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน มาเป็นการพิจารณาทรัพย์สินทางการเงินรายบุคคล ได้แก่ เงินฝาก/สลากออมทรัพย์ของธนาคารต่างๆ รวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อคน

นอกจากนี้ เกณฑ์ด้านอสังหาริมทรัพย์ยังคงพิจารณาตามเกณฑ์ส่วนบุคคลเดิม แต่มีการเพิ่มการตรวจสอบกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ โดยกำหนดห้ามมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ส่วนบุคคล แต่ยกเว้นรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก (ไม่เกิน 314 ซีซี) รถยนต์สามล้อ รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง (กระป๊อ) และรถใช้งานเกษตรกรรม เนื่องจากเป็นพาหนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีพหรือประกอบอาชีพ

ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวต่อไปว่า หลักเกณฑ์ยังยืนยันว่าผู้ลงทะเบียนต้องไม่มีบัตรเครดิตเช่นเดิม ด้วยเหตุผลว่าผู้ที่สามารถขอและได้รับการอนุมัติบัตรเครดิตจากสถาบันการเงินได้นั้น ถือว่ามีศักยภาพทางการเงินในระดับหนึ่งแล้ว จึงอยู่สูงกว่าผู้ที่ควรได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

สำหรับเกณฑ์หนี้สิน ซึ่งเป็นเกณฑ์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามา จากเดิมที่เคยกำหนดวงเงินสินเชื่อบ้านไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และรถยนต์ไม่เกิน 1 ล้านบาท จะถูกปรับเปลี่ยนเป็นวงเงินสินเชื่อรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท โดยรวมหนี้สินจากสถาบันการเงินและนอนแบงก์ทั้งหมด เพื่อให้สะท้อนถึงศักยภาพในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ซึ่งผู้ที่เข้าถึงสินเชื่อในระดับนี้ได้ ถือว่ามีศักยภาพสูงกว่าผู้ที่ควรได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

นายลวรรณกล่าวเน้นย้ำว่า การตรวจสอบหนี้สินจะดำเนินการ ณ เวลาที่ตรวจ โดยจะใช้ข้อมูลในเดือนพฤษภาคม 2569 ที่เกิดขึ้นจริงและผ่านมาแล้ว ซึ่งเกณฑ์ใหม่ทั้งหมดนี้จะถูกนำมาใช้ในการคัดกรองผู้ถือบัตรเดิม 13.18 ล้านคน โดยคาดว่าจะเหลือจำนวนผู้มีสิทธิน้อยลงกว่าเดิมอย่างแน่นอน แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนที่ชัดเจนได้ในขณะนี้ เนื่องจากต้องรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 40 แห่ง ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังเริ่มกระบวนการตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ถูก "เก็บตก" และผ่านการคัดกรองตามเกณฑ์เดียวกัน จะต้องมาดำเนินการลงทะเบียน KYC (Know Your Customer) อีกครั้งหลังจากมีการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์รอบใหม่ทั้งหมดแล้ว

ช่องทางการยืนยันสิทธิ์สำหรับผู้ถือบัตรรายเก่า-เก็บตกผู้ด้อยโอกาส

ปลัดกระทรวงการคลัง ได้กล่าวถึงช่องทางการยืนยันตัวตนเพื่อลงทะเบียนรอบใหม่ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเก่าและต้องการยืนยันการลงทะเบียนรอบใหม่ ทางกระทรวงการคลังได้อำนวยความสะดวกด้วยการเตรียมช่องทางให้เลือกถึง 5 ช่องทาง โดยผู้ลงทะเบียนสามารถเลือกช่องทางที่สะดวกได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน เป็นต้นไป ขณะที่นายวินิจกล่าวเสริมว่าช่องทางเดิมยังคงเปิดอยู่ ไม่ได้ปิด เพียงแต่เพิ่มช่องทางใหม่ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกดังนี้:

1.การยืนยันสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”: โดยเลือกแบนเนอร์โครงการฯ และกดยอมรับเงื่อนไข

2.การยืนยันผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”: ซึ่งต้องล็อกอินและค้นหาระบบลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ

4.การยืนยันผ่านเว็บไซต์โครงการ: ที่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th หรือ welfare.mof.go.th โดยสามารถพิสูจน์ตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD หรือกรอกข้อมูลส่วนตัว

4.การยืนยันผ่านตู้ ATM ธนาคารกรุงไทย: โดยเสียบบัตรประชาชนและระบุเบอร์โทรศัพท์

5.การลงทะเบียน ณ หน่วยรับลงทะเบียนของ 5 ธนาคารหลัก: ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.), ธนาคารออมสิน, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธ.อ.ท. ) ซึ่งเจ้าหน้าที่จะช่วยดำเนินการอ่านข้อมูลจากบัตรประชาชนและให้กรอกข้อมูลที่จำเป็นต่อไป

ขั้นตอนลงทะเบียนบัตรสวัสดิกรแห่งรัฐ

ขั้นตอนลงทะเบียนบัตรสวัสดิกรแห่งรัฐ

นายวินิจย้ำว่าในทุกช่องทาง ผู้ลงทะเบียนจะต้องอ่านและยอมรับเงื่อนไขการลงทะเบียนก่อนยืนยันสิทธิ์ เพื่อให้แน่ใจว่าได้ทราบถึงหลักเกณฑ์ใหม่แล้ว และช่องทางเดิมสำหรับการลงทะเบียนยังคงเปิดอยู่ ไม่ได้ปิด เพียงแต่เพิ่มช่องทางใหม่ๆ เพื่ออำนวยความสะดวก

นายลวรรณ ได้กล่าวสรุปเกี่ยวกับกำหนดการที่สำคัญว่า ตั้งใจจะประกาศผลการคัดกรองในวันที่ 17 กรกฎาคม โดยผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับผลการคัดกรองสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายใน 2 สัปดาห์นับจากวันประกาศผล หรือภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม และผู้ที่ยื่นอุทธรณ์จะต้องนำข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมายืนยัน โดยมีระยะเวลาถึงวันที่ 16 สิงหาคม และหากผู้ถือบัตรเดิมไม่ดำเนินการยืนยันสิทธิ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด จะถูกหลุดจากระบบ

สำหรับในช่วงถามตอบคำถามจากผู้สื่อข่าว เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เกณฑ์หนี้สินที่ไม่เกิน 100,000 บาท จะตรวจสอบ ณ เวลาใด และหนี้สินมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจะจัดการอย่างไร?

นายลวรรณกล่าวตอบว่าการตรวจสอบหนี้สินจะดำเนินการ ณ เวลาที่ตรวจ โดยจะใช้ข้อมูลในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงและผ่านมาแล้ว ทางกระทรวงฯ ขอให้ประชาชนอย่าแต่งตัวให้เข้ากับเกณฑ์ แต่ให้ยึดข้อมูลตามจริง ณ เวลานั้น

เมื่อถามว่าคาดว่าจะมีผู้ที่ยังเหลือสิทธิ์จากจำนวน 13.18 ล้านคนเดิมประมาณเท่าใด?

นายลวรรณกล่าวว่ายังไม่สามารถระบุจำนวนที่แน่นอนได้ในขณะนี้ ทราบเพียงว่าจะเหลือน้อยลงกว่าเดิมอย่างแน่นอน เนื่องจากต้องรอให้หน่วยงานเจ้าของข้อมูลกว่า 40 แห่ง ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลผู้ถือบัตรให้แล้วเสร็จ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังเริ่มกระบวนการตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน

เมื่อถามว่าในอดีตเคยใช้เกณฑ์รายบุคคล แต่มีปัญหาเรื่องการที่คนรวยในบ้านเดียวกันได้รับสิทธิ์ด้วย การกลับมาใช้เกณฑ์รายบุคคลครั้งนี้จะไม่เกิดปัญหาเดิมซ้ำรอยหรือ?

นายวินิจกล่าวตอบว่าสถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากอดีต เนื่องจากระบบดิจิทัลและฐานข้อมูลต่างๆ มีความก้าวหน้ามากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและข้อมูลการหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งครอบคลุมเงินได้ทั้ง 8 ประเภท ทำให้สามารถเห็นภาพรวมของรายบุคคลได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้มีเจตนาให้ผู้ยากจนเสียสิทธิ์ แต่เป็นการคัดกรองให้แม่นยำขึ้น เพื่อให้ผู้ที่ลำบากจริงได้รับสิทธิ์ และผู้ที่ไม่ได้ลำบากจริงสามารถไปใช้สิทธิ์อื่นๆ ได้

เมื่อถามว่าผู้ที่ยังไม่เคยอยู่ใน 13.18 ล้านคน หรือ "คนใหม่" ที่ต้องการสมัคร จะต้องทำอย่างไร?

นายวินิจกล่าวตอบว่าในเบื้องต้น ผู้ที่อยู่ในฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวง พม. จะมีการสำรวจตามรายชื่อนั้นๆ และหากมีเหตุจำเป็นจริงๆ สามารถติดต่อหน่วยงานของกระทรวงมหาดไทยในพื้นที่ได้

ส่วนนายลวรรณกล่าวตอบว่าผู้ที่ถูก "เก็บตก" และผ่านการคัดกรองตามเกณฑ์เดียวกัน จะต้องมาดำเนินการลงทะเบียน KYC (Know Your Customer) อีกครั้งหลังจากมีการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์รอบใหม่ทั้งหมดแล้ว ซึ่งรายละเอียดจะแจ้งให้ทราบในภายหลัง

เมื่อถามต่อว่าการจ่ายเบี้ยประกันชีวิตที่เกิน 12,000 บาทต่อปีนั้น หมายถึงประกันที่ผู้เอาประกันจ่ายเอง หรือรวมถึงที่นายจ้างจ่ายให้ด้วย?

นายวินิจกล่าวตอบว่าหมายถึงประกันชีวิตที่ผู้เอาประกันจ่ายเองเท่านั้น ไม่รวมถึงประกันที่บริษัทหรือนายจ้างออกให้ เช่น ประกันความเสี่ยงภัยต่างๆ ซึ่งเบี้ยประกันที่นำไปหักลดหย่อนภาษีได้จะเป็นลักษณะของประกันที่ผู้เอาประกันจ่ายเอง ส่วนประกันภาคบังคับหรือประกันที่มีมูลค่าไม่สูงมากก็จะไม่ถูกตัดสิทธิ์

เมื่อถามว่าจะมีการติดตามผลผู้ที่ได้รับสิทธิ์ไปแล้ว หากภายหลังมีรายได้เพิ่มขึ้นจนเกินเกณฑ์ จะถูกตัดสิทธิ์หรือไม่?

นายลวรรณกล่าวว่าใช่ ด้วยเทคโนโลยีระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่นำมาใช้ ทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลของผู้ถือบัตรได้อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง หรืออาจจะบ่อยกว่านั้นได้ หากมีการตรวจสอบแล้วพบว่าผู้ถือบัตรไม่มีคุณสมบัติแล้ว ก็จะถูกตัดสิทธิ์จากระบบไป ขณะเดียวกัน ผู้ที่ ณ วันที่ตรวจสอบยังไม่จน แต่ภายหลังประสบความยากลำบากมากขึ้น ก็จะสามารถเข้ามาในระบบได้ เป็นระบบที่มีการตรวจสอบและปรับปรุงข้อมูลอยู่ตลอดเวลา

นายลวรรณ กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายหลักของการปรับเกณฑ์ครั้งนี้คือการคัดกรองผู้ที่ไม่ยากจนจริงออกจากระบบ เพื่อให้สวัสดิการไปถึงผู้ที่สมควรได้รับอย่างแท้จริง และลบข้อครหาเรื่องความไม่แม่นยำ ซึ่งจะมีการรายงานความคืบหน้าให้สื่อมวลชนทราบเป็นระยะๆ ต่อไป

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ยิ่งส่งออกมาก ทำไมไทยยิ่งขาดดุล?"
"ยิ่งส่งออกมาก ทำไมไทยยิ่งขาดดุล?"