นายกฯหัวโต๊ะถก 'กรอ.' นัดแรก ตั้งเป้าเศรษฐกิจโตเกิน 3% เพิ่มสัดส่วนลงทุนแตะ 30% ของจีดีพี ดันไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ตั้ง 4 อนุฯขับเครื่อน 4 เครื่องยนต์หลัก 'เอกนิติ' เปรียบตั้ง GPS ให้ชัด จับพวงมาลัยให้ตรง-ปลดเบรก-เหยียบคันเร่งเศรษฐกิจ
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) นัดแรก ที่ทำเนียบรัฐบาล
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะรองประธาน กรอ. แถลงหลังการประชุมว่า การประชุม กรอ.ได้เปลี่ยนจากเวทีรับฟังข้อเสนอไปสู่กลไกร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ข้อเสนอของภาคเอกชนไม่อยู่เพียงบนโต๊ะประชุม แต่จะแปลงเป็นการลงมือทำ แก้ปัญหาจริง และสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนและผู้ประกอบการสัมผัสได้โดยมีการกำหนดเป้าหมาย เจ้าภาพ ตัวชี้วัด และกรอบเวลาที่ชัดเจน
"ขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนไปในระดับโครงสร้าง วันนี้คำถามใหญ่ของประเทศไทยไม่ใช่เพียงเศรษฐกิจจะโตเท่าไร แต่คือเราจะโตจากอะไร และจะทำอย่างไรให้การเติบโตนั้นเกิดขึ้นจริง ซึ่ง กรอ. จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย โดยมีเป้าหมายที่จะให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่า 3% จาก 2.7% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้เข้าใกล้ 30% ของจีดีพี และผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศขึ้นสู่กลุ่ม Top 20 ของโลกในระยะ 4 ปี และทำให้ไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมกำหนดให้มีตัวชี้วัดและการติดตามผลทั้งในระยะ 6 เดือน 12 เดือน และตลอดวาระรัฐบาล"นายเอกกนิติกล่าว
นายเอกกนิติกล่าวว่า จากการรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนหลายเวที ทั้งจากกลุ่มอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการในภาคส่วนต่างๆ สะท้อนปัญหาสำคัญตรงกันว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้ขาดโอกาส แต่ติดคอขวดหลายด้าน การทำงานของ กรอ. จะให้ภาคเอกชนมีบทบาทที่เข้มข้นมากขึ้น เพราะภาคเอกชนคือผู้ลงทุน ผู้สร้างนวัตกรรม ผู้สร้างงาน ผู้เชื่อมไทยกับตลาดโลก และทำให้ศักยภาพของประเทศกลายเป็นผลลัพธ์จริงขณะที่ภาครัฐต้องทำหน้าที่ปลดล็อค วางโครงสร้างพื้นฐาน ปรับกติกา และทำให้การทำงานของระบบราชการเร็วขึ้น ชัดขึ้น และสนับสนุนการแข่งขันได้มากขึ้น
นายเอกนิติกล่าวว่า ด้วยเหตุนี้ กรอ. ชุดใหม่จึงถูกออกแบบให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 4 เครื่องยนต์หลัก เพื่อให้การแก้ปัญหาไม่แยกส่วน แต่เชื่อมโยงกันเป็นระบบ ได้แก่ เครื่องยนต์ที่หนึ่ง New Economy & Infrastructure Engine คือการสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น Smart Electronics, Data Center, AI Infrastructure, Automotive แห่งอนาคต, พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการลงทุนแต่ต้องทำให้การลงทุนใหม่ยกระดับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ
นายเอกนิติกล่าวว่า เครื่องยนต์ที่สอง Trade & Localization Engine คือการเชื่อมเศรษฐกิจไทยกับตลาดโลก พร้อมกระจายโอกาสลงสู่พื้นที่และผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยวคุณภาพ สินค้าและบริการไทย เกษตรและอาหารแห่งอนาคต Soft Powerการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าใหม่
นายเอกนิติกล่าวว่า เครื่องยนต์ที่สาม People Engine คือการพัฒนาคนไทยให้พร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่เพราะปัญหาสำคัญของตลาดแรงงานวันนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการมีงานทำ แต่คือทักษะไม่ตรงกับความต้องการของเศรษฐกิจใหม่ จึงต้องเร่งยกระดับการศึกษา วิจัยและนวัตกรรมUpskill–Reskill และทักษะ AI และดิจิทัล เพื่อให้คนไทยไม่ตกขบวนและมีโอกาสได้งานคุณภาพมากขึ้น
นายเอกนิติกล่าวว่า เครื่องยนต์ที่สี่ Government Engine คือการเปลี่ยนภาครัฐจากคอขวดให้เป็นผู้สนับสนุนการเติบโต ผ่านการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ยกระดับรัฐบาลดิจิทัล เพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และทำให้การอนุมัติ อนุญาต และบริการภาครัฐรวดเร็ว โปร่งใสและคาดการณ์ได้มากขึ้น
“ถ้าเรามองเศรษฐกิจเหมือนทีมฟุตบอล กองหลังคือเสถียรภาพการคลังและเศรษฐกิจมหภาค กองกลางคือพลังงาน น้ำ กฎระเบียบ เทคโนโลยี และคน ส่วนกองหน้าคืออุตสาหกรรมแห่งอนาคตและภาคเอกชนที่จะทำประตูให้ประเทศ กรอ. คือเวทีที่ทำให้ทีมเศรษฐกิจไทยเล่นเป็นทีมเดียวกัน”นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า ที่ประชุมกรอ.เห็นชอบให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อขับเคลื่อนงานตาม 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ โดยแต่ละคณะจะต้องกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ Quick Big Win เป้าหมาย ตัวชี้วัด และแผนดำเนินงาน สำหรับระยะเร่งด่วน (6 เดือน) และ Quick Win ระยะกลาง 1 ปี และระยะยาว 4 ปี พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน เพื่อให้การทำงานมีจังหวะติดตามผลต่อเนื่อง ไม่ใช่ประชุมแล้วจบ หัวใจของ กรอ. ชุดนี้คือการเปลี่ยนข้อเสนอให้เป็นผลลัพธ์ ทุกข้อเสนอจะต้องตอบคำถาม 3 ข้อให้ชัดเจน คือใครเป็นเจ้าภาพ จะดำเนินการอย่างไร และจะเห็นผลเมื่อใด เพื่อให้ทุกเรื่องมีเจ้าของ มีแผน และมีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์
นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับการขับเคลื่อนด้านการลงทุนใหม่จะมุ่งผลักดันงานที่เป็นคอขวดสำคัญของประเทศ ได้แก่ การเตรียมพลังงานและน้ำรองรับการลงทุน การพัฒนา AI Infrastructure และ Data Center การเร่งมาตรการ Fast Pass สำหรับโครงการลงทุน การปลดล็อคกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และการเชื่อมโยงการลงทุนใหม่ให้สร้างประโยชน์ต่อ SME แรงงาน และห่วงโซ่อุปทานไทย
นายเอกนินติกล่าวว่า กรอ. ให้ความสำคัญกับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ Smart Electronics, Tourism, Agri & Food Processing, Medical & Wellness, Retail & Trading, Automotive แห่งอนาคต และ Creative Economy ซึ่งเป็นสาขาที่ไทยมีศักยภาพ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม การลงทุน งานคุณภาพ และโอกาสให้คนไทยได้กว้างขึ้น เป้าหมายของ กรอ. ไม่ใช่เพียงทำให้ตัวเลขจีดีพี ดีขึ้น แต่คือการทำให้เศรษฐกิจไทยมีเครื่องยนต์ใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิมแข่งขันได้กว่าเดิม และสร้างโอกาสกว้างกว่าเดิม โดยเฉพาะให้ SME ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่คุณค่าใหม่เป็นซัพพลายเออร์ เป็น service provider เป็น partner และได้รับการยกระดับมาตรฐาน เทคโนโลยี และผลิตภาพไปพร้อมกับการลงทุนใหม่
"แนวทางการทำงานของ กรอ. จะสอดคล้องกับหลัก 5T ของรัฐบาล ได้แก่ Target, Transition, Transformation, Transparent และ Together กำหนดตำแหน่งไทยในเวทีโลกที่ชัดเจน ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ให้ตรงกับเป้าหมาย ยกเครื่องปลดล็อคอุปสรรคกฎระเบียบและข้อจำกัด มีเครื่องมือตั้งเป้าหมายที่วัดได้ และการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน พูดง่ายๆ คือ เราต้องตั้ง GPS ให้ชัด จับพวงมาลัยให้ตรง ปลดเบรกที่ฉุดรั้ง และเร่งคันเร่งในเรื่องที่สำคัญที่สุด"นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าาวว่า ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนหน้าต่างโอกาสครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก วันนี้โลกกำลังจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนฐานการผลิต และพลังงาน อาหาร ดิจิทัล และภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นปัจจัยสำคัญของการลงทุน โอกาสครั้งนี้จะไม่รอเรา และจะไม่มาถึงประเทศที่ยังทำงานแบบเดิม กรอ. ชุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทีมประเทศไทย โดยรัฐและเอกชนต้องร่วมกันทำให้ไทยไม่ใช่เพียงผู้ตามของโลกใบใหม่ แต่ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค และสร้างโอกาสใหม่ให้คนไทยทุกคน




