News Logo
หน้าแรก
'ซีพี' เปิดโมเดล 'ฟื้นป่าด้วยโทเคน' ร่วมมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

'ซีพี' เปิดโมเดล 'ฟื้นป่าด้วยโทเคน' ร่วมมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ

8 ก.ค. 2569 16:53
ผู้ชม 15 คน

'เครือซีพี' เปิดตัวโมเดล 'ฟื้นป่าด้วยโทเคน' ร่วมมือมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ สร้างทุนธรรมชาติ สู่เศรษฐกิจดิจิทัลเพิ่มรายได้ให้ชุมชนจูงใจรักษาป่า ประเดิม 10,000 ไร่ ที่เชียงใหม่-เชียงราย-ตาก

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์(ซีพี กรุ๊ป) กล่าว ในงาน “Tokenizing Reforestation: ฟื้นป่าด้วยนวัตกรรมโทเคน” ว่า การอนุรักษ์ป่าจำเป็นต้องสร้าง แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ให้คนที่อยู่กับป่ามีรายได้จากการรักษาป่า มากกว่าการใช้ประโยชน์ที่ทำลายทรัพยากร จึงเป็นที่มาของแนวคิด Reforest Tokenization ที่ยกระดับผืนป่าให้เป็นสินทรัพย์ เพื่อเชื่อมโยงการอนุรักษ์กับกลไกเศรษฐกิจ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม

นายศุภชัยกล่าวว่า ป่าเป็นระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ ช่วยดูดซับคาร์บอนจากกิจกรรมของมนุษย์ร้อยละ 31 เป็นแหล่งกำเนิดน้ำจืดร้อยละ 75 ของโลก เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตบนบกร้อยละ 80 และประชากรที่ยากจนที่สุดของโลกร้อยละ 90 ยังพึ่งพาป่าในการดำรงชีวิต อย่างไรก็ตาม ระหว่างปี 2533-2568 พื้นที่ป่าในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยกัมพูชาสูญเสียพื้นที่ป่าร้อยละ 42 ลาวร้อยละ 9.5 เมียนมาร้อยละ 3.9 และประเทศไทยร้อยละ 2.9 แม้ไทยจะรักษาพื้นที่ป่าไว้ได้ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการรักษา หากต้องเพิ่มพื้นที่ป่าให้มากขึ้น พร้อมรับมือกับปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่ยังเป็นความท้าทายสำคัญ

“จากประสบการณ์การลงพื้นที่จังหวัดน่านร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ผมได้เรียนรู้ว่าหัวใจของการอนุรักษ์ป่าไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ แต่คือการทำให้คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุล มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีอาชีพที่ยั่งยืน หากชุมชนยังมีรายได้ไม่เพียงพอ แรงกดดันต่อผืนป่าก็จะยังคงอยู่ วันนี้โลกมีคาร์บอนเครดิตเป็นกลไกที่สะท้อนคุณค่าของการดูดซับคาร์บอน แต่ความจริงแล้วป่ายังมีคุณค่าอีกมาก ทั้งการรักษาต้นน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ การป้องกันไฟป่า และการดูแลชุมชน Reforest Tokenization จึงเป็นการนำคุณค่าเหล่านี้มาแปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านการแปลงคาร์บอนเครดิตเป็นโทเคน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ทุกคนมีส่วนร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์ ขณะที่รายได้จะกลับสู่ชุมชนผู้ดูแลผืนป่า เปลี่ยนผืนป่าให้เป็นทรัพย์สินที่มีคุณค่า สร้างอาชีพที่มั่นคง ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและการประกอบกิจกรรมที่ทำลายทรัพยากร”นายศุภชัยกล่าว

นายศุภชัยกล่าวว่า ปัจจุบันเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้เริ่มนำร่องโมเดลดังกล่าวร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ โดยมุ่งพัฒนาระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ หากชุมชนประมาณ 200 ครัวเรือน ซึ่งดูแลพื้นที่ป่าราว 10,000 ไร่ สามารถมีรายได้จากการอนุรักษ์เพิ่มขึ้นอีก 10,000-15,000 บาทต่อเดือน ควบคู่กับการปลูกพืชมูลค่าสูง ก็จะช่วยเปลี่ยนแรงจูงใจจากการทำลายป่าไปสู่การรักษาป่า และเป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศไทยและภูมิภาค เพื่อให้การอนุรักษ์ป่ากลายเป็นเศรษฐกิจที่ทุกคนมีส่วนร่วม และชุมชนได้รับประโยชน์อย่างยั่งยืน

ด้านหม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์กล่าวว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติต้องเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพของชีวิตคนในชุมชนที่เสมือนเป็นด่านหน้าคอยเผชิญกับวิกฤตต่างๆ หากพวกเขาอยู่ไม่ได้ ธรรมชาติก็ย่อมอยู่ไม่ได้เช่นกัน เราจึงควรคำนวณต้นทุนในการทำธุรกิจใหม่ที่คำนึงถึงต้นทุนทางธรรมชาติพร้อมกับการขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตของชุมชนให้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตของเขาในอนาคตเช่นกัน

“ผมหวังว่าการที่พวกเราทุกคนจะช่วยหาหลักในการทำธุรกิจใหม่ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงเฉพาะผลกำไร  แต่มองภาพการเติบโตของชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พร้อมร่วมดำเนินการกับทุกคนเพื่อทำให้วัตถุประสงค์เหล่านี้เป็นจริงและสามารถขยายผลในวงกว้างได้ และอยากชวนทุกคนให้คำนึงถึงต้นทุนของการไม่ทำอะไร จะสูงกว่าที่ทรัพยากรธรรมชาติล่มสลายในอนาคต แม้จะมีเงินก็ไม่สามารถซื้อคืนมาได้ เพราะการฟื้นฟูธรรมชาติต้องใช้เวลา และวิกฤตนั้นจะส่งผลกระทบย้อนกลับมาหาภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"หม่อมหลวงดิศปนัดดา

รายงานข่าวแจ้งว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดตัว Reforest Tokenization เป็นโมเดลเศรษฐกิจสีเขียวที่มุ่งยกระดับ "ทุนธรรมชาติ" (Natural Capital) ของประเทศไทยสู่ระบบเศรษฐกิจยุคดิจิทัล โดยวางโรดแมปดำเนินงานโครงการระหว่างปี 2569–2573 โดยตั้งเป้าพัฒนากลไก Reforest Tokenization ให้สามารถเชื่อมข้อมูลการฟื้นฟูป่า การกักเก็บคาร์บอน และผลลัพธ์จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมกับภาคส่วนต่างๆอย่างเป็นระบบ

ในระยะแรกภายในปี 2569 เครือซีพีจะนำคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่ป่าที่พัฒนาโดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯจำหน่ายบนแอพพลิเคชันTrueMoney เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมสนับสนุนการดูแลป่า ผ่านรูปแบบการแลกสิทธิใช้งานทันที หรือ Instant Redeem กลไกในระยะเริ่มต้นนี้จะยังไม่มีการถือครองเหรียญหรือโทเคนใน Digital Wallet แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและบล็อกเชน เพื่อเชื่อมกระบวนการเลือกซื้อ ชำระเงิน และรับใบรับรองการชดเชยคาร์บอนให้ครบในประสบการณ์เดียว ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการสนับสนุนการดูแลป่าได้สะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น 

สำหรับระยะต่อไปเครือเจริญโภคภัณฑ์จะพัฒนากลไก Reforest Tokenization อย่างเต็มรูปแบบภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างช่องทางใหม่ในการระดมทุนและขยายระบบนิเวศการอนุรักษ์โดยใช้โทเคนเป็นเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโยงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ ไม่เฉพาะคาร์บอนเครดิต แต่รวมถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และบริการของระบบนิเวศอื่น ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชนร่วมสร้างทุนทางธรรมชาติ หรือNatural Capital ของประเทศไทย และทำให้การอนุรักษ์ป่าสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน โดยมีพื้นที่นำร่องใน 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และตาก พื้นที่รวมกว่า 10,000 ไร่ ประมาณการณ์คาร์บอนเครดิต 10,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ทั้งนี้ เครือซีพี ยังตั้งเป้าร่วมพัฒนากลไกกองทุนหมุนเวียนเพื่อการฟื้นฟูป่ากับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ภายในปี 2573 เป็นเงินรวมกว่า 30 ล้านบาท เพื่อให้ทรัพยากรที่เกิดจากการอนุรักษ์สามารถกลับมาสนับสนุนชุมชนและการฟื้นฟูพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงขยายโครงการด้วยตนเองและร่วมมือกับพันธมิตรอื่นๆ ในอนาคต

รายงงานข่าวแจ้งว่า ภายในงานยังมีเวทีเสวนาหัวข้อ “Unlocking Forest Value through Collaboration: ปลดล็อกคุณค่าผืนป่า ผ่านพลังความร่วมมือ” เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการทำให้การฟื้นฟูป่าเป็นโมเดลที่ขยายผลได้จริง ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ โดยนายสมิทธิ์ หาเรือนพืชน์ ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า การอนุรักษ์ป่าจะเกิดผลอย่างยั่งยืนได้ต้องเริ่มจากชุมชน โดยรับฟังความต้องการ สร้างองค์ความรู้ และใช้เทคโนโลยีร่วมกับระบบตรวจสอบที่โปร่งใส เมื่อชุมชนมีรายได้จากคาร์บอนเครดิต ก็จะเกิดแรงจูงใจในการดูแลผืนป่าและลดปัญหาไฟป่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงทำหน้าที่เชื่อมโยงชุมชนกับภาคเอกชน เพื่อพัฒนาโมเดลการอนุรักษ์ที่โปร่งใส ปราศจากการฟอกเขียว และสร้างรายได้จากการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ด้านนายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุดด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์กล่าวว่า กว่า 10 ปีที่ผ่านมา เครือซีพีได้ทำงานร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และมูลนิธิปิดทองหลังพระ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่กับผืนป่า โดยมุ่งสร้างอาชีพและรายได้ที่ยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจที่อยู่ร่วมกับป่าได้ เช่น กาแฟ พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและต่อยอดสู่คาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ผืนป่าและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

ขณะที่ นายวรสิทธิ์ สิทธิวิชัย ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจคาร์บอนเครดิต บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์มีความเกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรและเกษตรกรจำนวนมาก ซึ่งส่วนหนึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้ผืนป่า จึงเผชิญความท้าทายทั้งปัญหาการบุกรุกป่าและการเผาที่ก่อให้เกิดหมอกควัน เครือซีพีจึงดำเนินมาตรการรณรงค์ ควบคู่กับการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ และมองว่าธุรกิจคาร์บอนเครดิตเป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนร่วมอนุรักษ์ผืนป่า เนื่องจากป่าไม้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน จึงเป็นความรับผิดชอบของภาคธุรกิจในการสนับสนุนให้ชุมชนมีรายได้ที่เพียงพอ ลดการบุกรุกป่า ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเหมาะสม”

นายอภินันท์ ดาบเพ็ชร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอสเซนด์ บิท จำกัด และผู้อำนวยการฝ่ายการเติบโตของวอลเล็ทแพลตฟอร์ม บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด กล่าวว่า แอสเซนด์ บิท และทรูมันนี่ ภายใต้เครือแอสเซนด์ กรุ๊ป เชื่อว่าความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริง เมื่อการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่ายๆ เราจึงนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาต่อยอดบริการซื้อคาร์บอนเครดิต บนแอพพลิเคชันทรูมันนี่ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างสะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้ ผ่านโครงการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานเลือกแพ็กเกจการชดเชยคาร์บอนได้ตามความต้องการ และได้รับใบรับรองการชดเชยคาร์บอน เพื่อยืนยันการมีส่วนร่วมและสามารถตรวจสอบได้ ความร่วมมือในโครงการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ด้าน Reforest Tokenization ควบคู่ไปกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อนำมาส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวเศรษฐกิจ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

BOI ไฟเขียวลงทุน 9 โครงการ 6.6 หมื่นล. ตั้งอนุฯกลั่นกรอง Data Center
BOI ไฟเขียวลงทุน 9 โครงการ 6.6 หมื่นล. ตั้งอนุฯกลั่นกรอง Data Center