กกร. ปรับประมาณการณ์จีดีพีปี 69 โต 2.1–2.5% คาดส่งออกพุ่ง 12-16% หวั่นวิกฤติสงครามกระทบราคาน้ำมันพุ่ง ชงรัฐเร่งพิจารณาส่งออกน้ำมันดีเซลตามกลไกการค้าเสรี ชี้ SMEs ไทยขาล่างทรุดต่อเนื่อง เสนอแก้ปัญหาเศรษฐกิจ K-Shape
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันพุธที่ 2 กันยายน 2569 นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นประธานการแถลงข่าวการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมีนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และนายอธิป พีชานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมในการแถลงข่าว
นายผยงกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตดีกว่าที่ประเมินไว้ จากแรงส่งของการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวสูงกว่าคาด โดย กกร. ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็น 12%-16% จากเดิม 8%-10% และ ปรับประมาณการ GDP เป็น 2.1%-2.5% จากเดิม 1.6%-2.0%
อย่างไรก็ดี แรงส่งจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนสู่เศรษฐกิจในประเทศลดลงอย่างชัดเจน โดยในอดีตการส่งออกที่เติบโตเฉลี่ยราว 14% และการลงทุนที่เติบโต 10% เคยสอดคล้องกับ GDP ที่ขยายตัวเฉลี่ยราว 6-7% สะท้อนว่าไทยสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Domestic Value Capture) ได้น้อยลง จากการพึ่งพา Import Content ที่สูง ขณะที่การลงทุนระลอกใหม่ยังสร้างการจ้างงานได้จำกัดเมื่อเทียบกับในอดีต
นายผยง ระบุว่า ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมายกระดับ เพิ่มแรงกดดันต่อราคาพลังงานโลกและสร้างความผันผวนในตลาดการเงิน โดยล่าสุด ณ ต้นเดือน ก.ย. 69 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นแตะ 95 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล (จาก 84 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรลเมื่อเดือน ก.ค.) ท่ามกลางปริมาณน้ำมันสำรองโลกที่ลดลงต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน จากมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันดีเซลที่ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำมันสำเร็จรูปสะสมในคลังสูงขึ้น จนผู้ประกอบการโรงกลั่นจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกลั่นและปริมาณวัตถุดิบพลอยได้จากกระบวนการกลั่น (By-products) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลาสติก ยาง เคมีภัณฑ์ ยานยนต์ และบรรจุภัณฑ์
ดังนั้น จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาผ่อนคลายให้สามารถส่งออกน้ำมันได้ตามกลไกการค้าเสรี รวมทั้ง การบริหารสถานการณ์ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ตามที่ กกร. ได้เสนอไปก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ ไทยจำเป็นต้องรักษาการอยู่ในเรดาร์การลงทุนของโลก แต่ต้องเร่งต่อยอดให้เต็มศักยภาพ เช่น data center ซึ่งทุกการลงทุน 100 MW คิดเป็นมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท ต้องเร่งสร้าง Ecosystem ให้เกิดเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ (vertical integration) อาทิ ขยายการลงทุน PCB ที่ได้รับการอนุมัติโดย BOI การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด น้ำ การยกระดับภาคอุตสาหกรรมไปสู่ smart manufacturing และการเตรียมความพร้อมด้านบุคคลากร โดยมีส่วนร่วมจากสถาบันการศึกษา ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างเต็มศักยภาพเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น creative economy เพื่อให้เกิด real impact ต่อเศรษฐกิจในประเทศ ดังนั้น กกร. จึงได้แต่งตั้งคณะทำงาน Data center เพื่อร่วมขับเคลื่อนธุรกิจนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง Reinvent เศรษฐกิจ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและปรับตัวรับโอกาสจากจังหวะที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ สร้าง Trust & Confidence และดึงดูดการลงทุนระลอกใหม่
นายผยง กล่าวว่า กกร. มองเห็นความสำคัญในการยกระดับข้อมูลอุตสาหกรรมของประเทศ เพื่อให้เข้าใจการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในลักษณะ K-shape Economy มากขึ้น ซึ่ง กกร. ได้ติดตามประเด็น K-shape ของเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน มิ.ย. 69 พบว่า K ขาบนกระจุกตัวในธุรกิจ New Economy ที่ได้อานิสงส์จาก Digital และ AI เช่น คอมพิวเตอร์และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทจีน สหรัฐฯ และสิงคโปร์ ขณะที่ K ขาล่างเป็นธุรกิจที่เผชิญการแข่งขันรุนแรงจากสินค้าต่างประเทศ เช่น ยานยนต์ ปิโตรเลียม และวัสดุก่อสร้าง
โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพบว่าธุรกิจ SMEs ใน K ขาล่าง สัญชาติไทยที่อยู่ใน 7 อุตสาหกรรมภายใต้ “Reinvent Thailand” มีการผลิตลดลงเฉลี่ย 8% ขณะที่กิจการต่างชาติลดลงสูงถึง 19% โดยเฉพาะธุรกิจญี่ปุ่น ความแตกต่างที่เกิดขึ้นทำให้การมองเพียงตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมอาจไม่เพียงพอ และยิ่งตอกย้ำความสำคัญของข้อมูล ผ่านการยกระดับตัวชี้วัดใน 3 มิติ ได้แก่ ความครอบคลุม (Coverage) คุณภาพข้อมูล (Quality) และสะท้อนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Structure) ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยอาศัยการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สภาพัฒน์ และสำนักงานประกันสังคม เพื่อให้เกิดการปฎิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน




