‘ผู้ว่า ธปท.’ เผย กนส. อนุมัติเกณฑ์กำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) เบื้องต้นแล้ว เตรียมออกใบอนุญาตใหม่ บังคับใช้ภายในไตรมาส 4/69 พร้อมคุมเข้ม Non-Bank ยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค อุดช่องโหว่ธุรกิจสีเทา
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภายหลังร่วมงาน Beyond ESG : Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย ถึงความคืบหน้าการออกเกณฑ์กำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) ว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) แล้ว โดยขั้นตอนจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นหรือเฮียริ่งหลักเกณฑ์ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ก่อนจะนำคำแนะนำและข้อสังเกตทั้งหมดมาปรับปรุงหลักเกณฑ์ และมั่นใจว่าจะสามารถออกใบอนุญาตใหม่สำหรับผู้ประกอบการ BNPL ได้ภายในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
นายวิทัย กล่าวว่า เมื่อมีการออกใบอนุญาตแล้วผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจลักษณะนี้จะต้องเข้ามาขอรับใบอนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากประกอบธุรกิจโดยไม่เข้าสู่ระบบจะถือว่ามีความผิดทางกฎหมายทันที โดยในปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่ให้บริการในลักษณะดังกล่าวและเข้าข่ายอยู่ประมาณ 6 แห่งขึ้นไป ซึ่งเป็นบริษัทปล่อยที่สินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าแบบเงินผ่อนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดย ธปท. จะเน้นการกำกับดูแลที่ตัวผู้ปล่อยสินเชื่อเป็นหลัก
นายวิทัยกล่าวด้วยว่า สำหรับการนำกลุ่มผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) เข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลนั้น ปัจจุบัน Non-Bank ภายใต้การกำกับดูแลมีจำนวนมากถึง 24 ประเภท รวมกว่า 3,600 แห่ง ซึ่งที่ผ่านมา ธปท. อาจไม่ได้เข้าไปกำกับดูแลในเชิงลึกมากนัก เนื่องจากรูปแบบของแบงก์ชาติตั้งแต่วิกฤตปี 2540 เป็นต้นมาจะมุ่งเน้นการดูแลสถาบันการเงินประเภทที่รับฝากเงิน เช่น ธนาคารพาณิชย์และแบงก์รัฐเป็นหลัก เพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องการไม่สามารถคืนเงินฝากของผู้ฝากเงิน เนื่องจากปัจจุบันสถาบันการเงินและธนาคารมีความเข้มแข็งและมีความเสี่ยงเรื่องแบงก์ล้มต่ำลงมาก แต่ความเสี่ยงในระบบการเงินได้เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค (customer protection) เนื่องด้วยพบปัญหาประชาชนถูกเอาเปรียบจากเงื่อนไขหรืออัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด รวมถึงบางส่วนอาจกลายเป็นช่องทางผ่านของธุรกิจสีเทาและธุรกรรมผิดปกติ
นายวิทัย กล่าวว่า สำหรับการขยายขอบเขตเข้าไปกำกับดูแลนอนแบงค์กว่า 3,600 แห่งนี้ ถือเป็นงานที่ท้าทายมากสำหรับ ธปท. ซึ่งจะต้องอาศัยการใช้ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (AI ) เข้ามาช่วยในการตรวจสอบ รวมถึงต้องมีการทอดเวลาให้สถาบันการเงินกลุ่มดังกล่าวมีความพร้อมในการปรับตัว ตลอดจน ธปท. เองก็ต้องเตรียมความพร้อมและขยายกำลังคนเพื่อรองรับภารกิจดังกล่าว แม้การตรวจสอบอาจจะไม่ลงลึกเท่ากับการตรวจธนาคารพาณิชย์ แต่จะมีการยกระดับการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก ทั้งนี้ กลุ่มนอนแบงค์ทั้งหมด 24 ประเภทดังกล่าว ครอบคลุมตั้งแต่นอนแบงค์ที่ให้สินเชื่อประเภทต่างๆ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกัน (P Loan) , สินเชื่อนาโนฟิแนนซ์, สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ, BNPL , บัตรเครดิต ตลอดจนธุรกิจการรับชำระเงิน (Payment) , กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-wallet, ธุรกิจลิสซิ่ง และบริการแลกเปลี่ยนและโอนเงินระหว่างประเทศ
นายวิทัย กล่าวว่า สัดส่วนตัวเลขของบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลในระบบว่า หากพิจารณาในแง่ของจำนวนบัญชีพบว่า 75% อยู่กับกลุ่มนอนแบงค์ ขณะที่ 20 - 25% อยู่กับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ แต่หากพิจารณาในแง่ของมูลค่าหนี้สิน (value) จะพบว่าประมาณ 55% อยู่ที่กลุ่ม Non-Bank กลุ่มให้สินเชื่อ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเข้าไปดูแลเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคนั้นมีความจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่กลุ่มสินเชื่อรายย่อยเหล่านี้เป็นสำคัญ




