กกร. ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.4-2.6% ขานรับรัฐปรับภาษีสรรพสามิต 'รถยนต์ไฟฟ้า' นำเข้าสำเร็จรูปเป็น 35% หวังปกป้องฐานผลิตรถยนต์ไทย ห่วงปัญหากากอุตสาหกรรมเร่งรัฐเข้าตรวจสอบ สั่งปิด–เพิกถอนใบอนุญาตโรงงานผิดกม.
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นประธานการแถลงข่าว คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมีนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และนายวรกฤต จารุวงศ์ภัค เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย ร่วมในการแถลงข่าว
นายพจน์ กล่าวว่า กกร.เห็นชอบการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยสำหรับปี 2569 โดยในส่วนของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้ปรับขึ้นเป็น 2.4-2.5% (เดิม 2.1-2.5%) การส่งออก ปรับขึ้นเป็น 18-22% (เดิม 12-16%) และอัตราเงินเฟ้อ ปรับลงเหลือ 2.1-2.5% (เดิม 2.5-3.0%)

กรอบประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ของ กกร.
นายพจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกปรับตัวสูงขึ้นและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด จากทั้งราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวสูงราว 105-110 USD/bbl ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนและมีแนวโน้มสูงต่อไปตามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผ่านสู่ภาระค่าครองชีพและกดดันเงินเฟ้อ ขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดในการใช้มาตรการทางการคลังมากขึ้น ก่อกระแสลุกลามเป็นการชุมนุมประท้วงในหลายประเทศของยุโรป ด้านตลาดการเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวยังอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางความกังวลของตลาดต่อภาวะฟองสบู่ในกลุ่ม AI ปัจจัยเหล่านี้จะสร้างแรงกดดันต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า
ทั้งนี้ การปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ทำให้เห็นภาพภาคการผลิตที่เติบโต โดยดัชนี MPI ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 69 เติบโต 2.6% ต่างจากดัชนีเดิมที่ชี้ว่าภาคการผลิตหดตัว โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีที่เติบโตถึง 18.9% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับ FDI ที่เร่งตัวขึ้นในช่วงก่อนหน้า และการส่งออกที่มีการเติบโตสูงในปีนี้ โดยดัชนี MPI ใหม่ช่วยให้ข้อมูลภาคการผลิตสอดคล้องกับเทรนด์ดิจิทัลของโลกที่ขับเคลื่อนการส่งออกและเศรษฐกิจได้ดีขึ้น คาดว่าการปรับปรุงดัชนี MPI ทำให้ประมาณการจีดีพีปี 69 ปรับขึ้นเป็น 2.4%–2.6% จากเดิม 2.1%–2.5%
อย่างไรก็ดี กกร. มีความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจที่เป็นไปในลักษณะ K-shape มากขึ้นสะท้อนจากดัชนี MPI ใหม่ที่กลุ่ม K ขาบนกระจุกตัวจากกระแส AI และ Data Center ของโลก แต่มีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบนำเข้าสูงถึงราว 60% จึงส่งผ่านผลบวกต่อเศรษฐกิจจำกัด ขณะที่กลุ่ม K ขาล่าง ต้องเผชิญกับกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ จึงจำเป็นต้องเร่งกระจายผลจาก K ขาบน ให้เป็น“ตัวเร่ง” สำคัญที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ก่อให้เกิดการจ้างงานคนไทยและใช้ supply chain ไทย รวมถึงการยกระดับกลุ่ม K ขาล่าง เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และทำให้ธุรกิจไทยสามารถได้รับประโยชน์เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตที่ทั่วถึงได้มากขึ้น
นายพจน์ กล่าวว่า กกร.สนับสนุนภาครัฐในการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ BEV และ REEV นำเข้าสำเร็จรูป (CBU) ขึ้นเป็น 35% ซึ่งถือเป็นกลไกเชิงนโยบายที่มุ่งเน้นการสนับสนุนภาคการผลิตและการลงทุนในประเทศ มาตรการนี้จะมีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูและสร้างความเป็นธรรมให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ซึ่งเป็นเสาหลักที่มีมูลค่าและความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยสูงถึง 10% ของ GDP พร้อมช่วยรักษาการจ้างงานกว่า 800,000 คน และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบห่วงโซ่อุปทานที่มีผู้ประกอบการ SMEs กว่า 3,000 ราย โดยมาตรการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2570 เติบโตไดไม่น้อยกว่า 7% ต่อปี และผลักดันยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศให้กลับขึ้นสู่ระดับ 1.55 ล้านคันต่อปี อีกทั้งยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์แห่งอนาคตและชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูง (E-Parts/CAV) ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนตั้งฐานผลิตและศูนย์วิจัยพัฒนา (R&D) จากพันธมิตรระดับโลกจากต่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยสู่ฐานการผลิตและส่งออกระดับสากล
ทั้งนี้ ที่ประชุม กกร. มีความเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อปัญหากากอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ จึงสนับสนุนแนวนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรม ในการเข้าควบคุม ตรวจสอบกากอุตสาหกรรมนำเข้าและปราบปรามโรงงานที่กระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม พร้อมสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและเป็นธรรม รวมถึงการสั่งปิดโรงงานหรือเพิกถอนใบอนุญาตตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด โดยยืนยันหลักการสำคัญว่า “ภาคเอกชนไม่ปกป้องผู้กระทำผิด และผู้ประกอบการที่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายต้องไม่เสียเปรียบผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย” ทั้งนี้ กกร. จะมีการประชุมหารือ เพื่อจัดทำข้อเสนอแนวทางการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ มีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่ เพื่อคุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อม สร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคการผลิตและเศรษฐกิจในระยะยาว
นายพจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุม IMF-World Bank Group ที่เพิ่งจบไป เป็นโอกาสสำหรับ Second Take-off ของไทย โดยประเทศไทยสามารถมีบทบาทสำคัญในการเป็น Trusted Connector เชื่อมต่อการลงทุนระลอกใหม่ที่หลั่งไหลเข้าประเทศ ทั้งคลื่นลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมอนาคตที่สอดรับกับเทรนด์โลก ตลอดจนการลงทุนในการเปลี่ยนผ่านพลังงานเพื่อผลักดันไทยก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ทั้งนี้ กกร. พร้อมร่วมขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามแนวทาง Reinvent Thailand ผ่านกลไก กรอ. เพื่อยกระดับผลิตภาพและทุนมนุษย์ สนับสนุนการเติบโตที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และทั่วถึงต่อไป




