เปิด 5 ประเทศอันดับต้น ครองสำรองน้ำมันดิบมากที่สุด เวเนซุเอลานำโด่ง 17.17% ของทั้งโลก ตามด้วยซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน แคนาดา และอิรัก
ขณะที่โลกเผชิญความผันผวนของราคาพลังงานและความต้องการน้ำมันยังคงสูง ข้อมูลล่าสุดปี 2568 เผยให้เห็นความจริงที่ชัดเจนว่าสำรองน้ำมันดิบพิสูจน์แล้วของโลกกระจุกตัวอยู่ในมือเพียง 5 ประเทศ ซึ่งครองส่วนแบ่งรวมกันเกือบ 62% ของปริมาณทั้งหมดทั่วโลก
จากรายงานของ Worldometer ที่รวบรวมข้อมูล ปริมาณน้ำมันดิบสำรองที่พิสูจน์แล้วของโลกในปี 2568 พบว่า เวเนซุเอลา เป็นประเทศที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก โดยมีปริมาณประมาณ 303,008 ล้านบาร์เรล คิดเป็นราว 17.17% ของสำรองน้ำมันทั้งหมดของโลก
แหล่งน้ำมันสำคัญของเวเนซุเอลาอยู่ในพื้นที่แถบน้ำมันโอรีโนโก (Orinoco Belt) ซึ่งมีลักษณะเป็น น้ำมันดิบชนิดหนัก ที่ในอดีตสกัดได้ยาก แต่เมื่อเทคโนโลยีการผลิตพัฒนาขึ้น และราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงพอที่จะทำให้การผลิตคุ้มค่า แหล่งน้ำมันเหล่านี้จึงถูกจัดให้เป็นน้ำมันสำรองที่สามารถผลิตได้จริงในเชิงพาณิชย์
หลังการปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 ที่นำไปสู่การจับกุม นิโคลัส มาดูโร และภรรยา เวเนซุเอลาเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง โดย เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเดิมขึ้นเป็นประธานาธิบดีรักษาการ รัฐบาลใหม่ได้ปล่อยนักโทษการเมืองจำนวนมากและผ่านกฎหมายปฏิรูปอุตสาหกรรมน้ำมันเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
ขณะที่สหรัฐฯ ประกาศควบคุมการขายน้ำมันเวเนซุเอลาอย่างไม่มีกำหนด พร้อมเปิดทางให้บริษัทพลังงานตะวันตกเข้ามาฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ทรุดโทรม แม้การผลิตน้ำมันในช่วงต้นปี 2569 จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพเดิมของประเทศเนื่องจากความเสียหายสะสมในภาคพลังงานและความไม่แน่นอนทางการเมือง
อันดับสองคือ ซาอุดีอาระเบีย มีน้ำมันสำรองประมาณ 267,230 ล้านบาร์เรล คิดเป็นราว 15.14% ของสำรองน้ำมันทั้งโลก น้ำมันส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบชนิดเบาแบบดั้งเดิม ซึ่งสามารถผลิตได้ค่อนข้างง่ายและมีต้นทุนต่ำ ทำให้ประเทศนี้เป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันที่มีต้นทุนแข่งขันได้มากที่สุดในโลก
ซาอุดีอาระเบียยังเป็นสมาชิกหลักของ Organization of the Petroleum Exporting Countries หรือ OPEC และมีบทบาทสำคัญในการกำหนดระดับการผลิตและทิศทางอุปทานน้ำมันในตลาดโลกมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ
อันดับสามคือ อิหร่าน มีน้ำมันสำรองประมาณ 208,600 ล้านบาร์เรล คิดเป็นราว 11.82% ของทั้งโลก โดยส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบแบบดั้งเดิมที่สามารถผลิตได้จากแหล่งขนาดใหญ่หลายแห่ง ทำให้ต้นทุนการผลิตไม่สูงมากนัก อิหร่านจึงยังคงเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายสำคัญของกลุ่มโอเปก แม้ว่าประเทศจะเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและมาตรการคว่ำบาตรจากนานาชาติมาอย่างยาวนานก็ตาม
ปัจจุบัน อิหร่าน อยู่ในภาวะตึงเครียดทางการทหารกับ สหรัฐฯ และพันธมิตรในตะวันออกกลาง โดยสถานการณ์ยกระดับเป็นการปะทะกันอย่างรุนแรง ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้ตลาดพลังงานทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งน้ำมัน
ความเสี่ยงสำคัญคือ ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางทะเลที่มีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 ของการค้าระหว่างประเทศของโลก หากเกิดการปะทะต่อเนื่องหรือมีการปิดเส้นทางเดินเรือในบริเวณนี้ยาวนาน อาจทำให้การส่งออกน้ำมันหยุดชะงักและสร้างภาวะอุปทานตึงตัวในตลาดโลก
อันดับสี่คือ แคนาดา สำรอง 163,108 ล้านบาร์เรล หรือ 9.24% ของโลก โดยส่วนใหญ่เป็นน้ำมันจากทรายน้ำมัน (Oil sands) ในแถบอัลเบอร์ตา ซึ่งกลายเป็นสำรองพิสูจน์แล้วตั้งแต่ปี เมื่อการสกัดด้วยเทคโนโลยีใหม่มีศักยภาพเชิงเศรษฐกิจ
อันดับสี่คือ แคนาดา สำรองน้ำมันดิบพิสูจน์แล้ว 163,108 ล้านบาร์เรล หรือ 9.24% ของโลก ตามข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่สอดคล้องกัน โดยส่วนใหญ่กว่า 97-98% มาจากน้ำมันทราย (Oil sands) ในแถบอัลเบอร์ตา ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นสำรองพิสูจน์แล้วตั้งแต่ปี 2546 เมื่อเทคโนโลยีการสกัดมีความคุ้มทุนเชิงเศรษฐกิจ
อันดับห้าคือ อิรัก มีน้ำมันสำรองประมาณ 145,019 ล้านบาร์เรล คิดเป็นราว 8.22% ของสำรองน้ำมันทั้งโลก แหล่งน้ำมันส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบแบบดั้งเดิมที่พบมากในพื้นที่ทางตอนใต้และตอนเหนือของประเทศ ซึ่งสามารถผลิตได้ในต้นทุนค่อนข้างต่ำ
แม้อุตสาหกรรมน้ำมันของอิรักจะเคยได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและความไม่มั่นคงทางการเมืองในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่อิรักยังคงเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญของตะวันออกกลางและมีบทบาทต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง
เมื่อรวมกันแล้ว 5 ประเทศนี้ถือสำรองน้ำมันดิบพิสูจน์แล้วรวมกว่า 1.086 ล้านล้านบาร์เรล จากปริมาณสำรองทั้งโลกประมาณ 1.76 ล้านล้านบาร์เรล ตัวเลขนี้มาจากการประมาณการทางธรณีวิทยาและวิศวกรรมที่เชื่อว่าสามารถผลิตได้ภายใต้เงื่อนไขเศรษฐกิจและเทคโนโลยีปัจจุบัน
ในขณะที่ประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา อยู่อันดับที่ 8 ของโลก มีน้ำมันสำรองประมาณ 83,729 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็น 4.74% ของสำรองน้ำมันทั้งโลก ตามข้อมูลของ Worldometer แม้จะมีสำรองน้อยกว่าประเทศในตะวันออกกลางและเวเนซุเอลา แต่สหรัฐฯ ยังเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกต่อเนื่องหลายปี โดยอาศัยเทคโนโลยีขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินดินดานในแหล่งสำคัญอย่าง Permian Basin และ Bakken Formation ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างมาก
ทั้งนี้ สำรองน้ำมันพิสูจน์แล้ว (Proved reserves) หมายถึงปริมาณที่คาดว่าจะสกัดได้ด้วยความมั่นใจสูงจากแหล่งที่รู้จัก โดยอ้างอิงจากมาตรฐานสากลขององค์กรอย่าง Energy Information Administration (EIA) และ OPEC ซึ่งตัวเลขอาจแตกต่างเล็กน้อยตามแหล่งข้อมูลเนื่องจากประเภทน้ำมันและเกณฑ์การรวม
อุตสาหกรรมน้ำมันโลกเริ่มพัฒนาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 หลังการค้นพบแหล่งขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ และตะวันออกกลางช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ส่วนเวเนซุเอลาและแคนาดาเพิ่มสำรองอย่างมากในยุคหลังเมื่อน้ำมันหนักและทรายน้ำมันกลายเป็นเชิงพาณิชย์ได้
แม้การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนจะเร่งตัวขึ้นทั่วโลก แต่สำรองน้ำมันดิบยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานของระบบพลังงานโลก และการกระจุกตัวใน 5 ประเทศนี้ยังคงกำหนดทิศทางของอุปทานและราคาน้ำมันในเวทีระหว่างประเทศ
อ้างอิง:
Worldometers: Oil Reserves by Country (2025)
Visual Capitalist: All of the World’s Oil Reserves by Country




