บลูมเบิร์กตีข่าวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เผชิญฤดูร้อนระอุ ดันความต้องการพลังงานพุ่ง ท่ามกลางวิกฤตซัพพลายจากตะวันออกกลาง ขณะไทยปรับแผนเพิ่ม LNG ตลาดจรอีก 3 ลำเรือ
สำนักข่าว Next News รายงานข่าวอ้างสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเตรียมรับมือกับฤดูร้อนที่ร้อนจัดกว่าปกติ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะส่งผลให้ความต้องการพลังงานไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อระบบส่งไฟฟ้า ในช่วงเวลาที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ทำให้ปริมาณพลังงานตึงตัว
ตามรายงานของศูนย์อุตุนิยมวิทยาเฉพาะกิจอาเซียน (ASMC) อุณหภูมิในส่วนใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งภาคพื้นทวีปและหมู่เกาะ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนกว่าครึ่งพันล้านคน จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน-พฤษภาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อินโดนีเซียและมาเลเซีย มีโอกาสสูงถึง 80-100% ที่จะมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติก่อนประเทศอื่น ๆ ก่อนที่ความร้อนผิดปกติจะขยายไปยังภาคพื้นทวีปส่วนใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอีกสองเดือนถัดมา รวมถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยและตอนเหนือของเวียดนาม ส่วนพื้นที่เล็ก ๆ เช่น เวียดนามตะวันออกเฉียงใต้ กัมพูชา และบางส่วนของฟิลิปปินส์ คาดว่าจะมีอุณหภูมิใกล้เคียงปกติ
สถานการณ์ความร้อนจัดนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งและการผลิตในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น หากการหยุดชะงักยืดเยื้อ อาจคุกคามการผลิตไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก โดยเฉพาะในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิสามารถไต่ระดับสูงจนอบอ้าว
นอกจากนี้ ตลาดก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายเช่นกัน หลังจากผู้ผลิตรายใหญ่ในกาตาร์ได้ระงับการดำเนินงานของโรงงานส่งออกที่ใหญ่ที่สุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากผลพวงจากสงคราม ทำให้ผู้ซื้อก๊าซในบางส่วนของภูมิภาคต้องหันไปพึ่งพาตลาดจร (spot market)
เวียดนามและไทยกำลังเร่งหาซื้อก๊าซ LNG สำหรับการจัดส่งในเดือนมีนาคมและเมษายน โดยไทยได้ปรับแผนจัดหาก๊าซ LNG เพื่อเพิ่มการจัดส่งแบบตลาดจรอีก 3 ลำเรือในช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่สิงคโปร์ซึ่งนำเข้าก๊าซ LNG จากกาตาร์กว่า 40% เมื่อปีที่แล้ว อาจเห็นราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นในไตรมาสที่สอง
ราคาก๊าซในตลาดเอเชียพุ่งสูงขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วและยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้ซื้อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องแข่งขันกับผู้ซื้อในเอเชียและยุโรปเพื่อแย่งชิงก๊าซปริมาณจำกัดที่เหลืออยู่ สถานการณ์นี้ตอกย้ำถึงความเปราะบางของอุปทานพลังงานในภูมิภาค ท่ามกลางความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดเกินคาดการณ์




