สภาฯ ถกเดือดปัญหาฝุ่น PM2.5 กำลังคร่าชีวิตคนเหนือ ฝั่งพรรคภูมิใจไทยชี้ร่างพ.ร.บ. อากาศสะอาดฉบับที่ค้างอยู่ในชั้นกรรมาธิการ วุฒิฯ มีช่องโหว่หลายด้าน สร้างภาระงบประมาณโดยไม่จำเป็น และเพิ่มต้นทุนให้ภาคอุตสาหกรรม
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ได้มีการยื่นญัตติด่วนเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสนอมาตรการเร่งด่วนและนโยบายการจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 จำนวน 4 ฉบับ ในช่วงหนึ่งนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน ได้ร่วมเสนอญัตติด่วนเพื่อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา PM2.5 ถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) เนื่องจากในปัจจุบันภาคเหนือกำลังป่วยหนักและเสียชีวิตลงอย่างช้าๆ เพราะรัฐบาลละเลยปัญหา ซึ่งในปัจจุบันค่าฝุ่นพุ่งสูงถึง 300 ไมโครกรัมต่อลูกบากศ์เมตร (มคก./ลบ.ม.) บางพื้นที่พุ่งสูงถึง 700 มคก./ลบ.ม. ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในพื้นที่ และต่อภาคการท่องเที่ยว
นายภัทรพงษ์ ระบุต่อว่า ต้นตอของปัญหาเกิดจากไฟในพื้นที่ป่าและฝุ่นพิษที่มาจากต่างประเทศ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยอภิปรายเพื่อชี้ให้เห็นว่างบประมาณรายจ่ายในการแก้ไขปัญหาไม่เพียงพอและรัฐบาลควรวางแผนจัดสรรงบกลางเพื่อจัดการปัญหาไฟป่า ขณะนี้รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อแก้ไขปัญหา ทั้งยังละเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในช่วงวิกฤต ปัจจุบันเชียงใหม่กว่า 9 เขตเข้าเกณฑ์ประกาศเขตภัยพิบัติ แต่รัฐบาลเพิกเฉย
ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศเขตภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน เพราะจะสามารถปลดล็อกงบประมาณและบริหารจัดการในการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในช่วงหนึ่งนายภัทรพงษ์ได้ ระบุว่า ไม่สนว่า ครม.นี้จะได้ตำแหน่งมาด้วยวิธีไหน แต่ขณะนี้ต้องลุกขึ้นมาทำงานและแก้ไขปัญหา และสิ่งที่รัฐบาลจะพลาดที่สุดในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างคือการปล่อยให้ร่าง พ.ร.บ. อากาศถูกปัดตก จึงขอเรียกร้องให้นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกมายืนยันเพื่อให้ประชาชนคลายความกังวลว่า หากรัฐบาลชุดนี้ไม่หยิบร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดมาพิจารณาในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้นายสุชาติจะลาออกจากเป็นรัฐมนตรี
ด้าน นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรภูมิใจไทย ได้อภิปรายว่า ร่างพ.ร.บ. อากาศสะอาดที่ผ่านสภาฯ และอยู่ในขั้นกรรมาธิการวุฒิสภา มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชนและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันกฎหมายที่ดีจะต้องไม่สร้างปัญหาใหม่ ซึ่งปัญหาสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้คือ เรื่องโครงสร้างและกลไกที่ไม่ชัดเจน โดยมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้
ประเด็นที่ 1 เรื่องความซ้ำซ้อนของกฎหมาย นายศุภชัย ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายอีกหลายฉบับ อาทิ กฎหมายสิ่งแวดล้อม, กฎหมายผังเมือง, กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติ กฎหมายจราจร ทั้งยังไม่ได้มีการกำหนดอย่างชัดเจนว่าจะมีการยกเลิกหรือใช้แทนกฎหมายฉบับใด นอกจากนี้ มีกฎหมายหลายมาตราที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของอากาศ
ประเด็นที่ 2 ร่างพ.ร.บ. ดังกล่าวมีการใช้คณะกรรมการเกินความจำเป็น อาทิ กรรมการนโยบาย, กรรมการกำกับติดตาม, คณะกรรมการระดับจังหวัด เป็นต้น ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 เพราะเรื่องนี้สามารถดำเนินการผ่านคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานอื่นได้
ประเด็นที่ 3 การตั้งสำนักงานอากาศสะอาดขัดกับหลักบริหารราชการแผ่นดินและสร้างภาระงบประมาณโดยไม่จำเป็น เนื่องจากมีหน่วยงานเดิม อาทิ กรมควบคุมมลพิษที่อาจมีความซ้ำซ้อนกันในเรื่องของภารกิจ ประเด็นที่ 4 เรื่องอำนาจของพนักงานอากาศสะอาดที่เกินสมควร อาทิ การหยุดยานพาหนะ, การเข้าตรวจค้น หรือยึดทรัพย์สินโดยไม่มีหมาย ซึ่งเรื่องนี้ขัดต่อหลักนิติรัฐเกี่ยวกับการขาดการตรวจสอบถ่วงดุล ทั้งยังเป็นการเปิดช่องให้ใช้อำนาจโดยมิชอบ
ประเด็นที่ 5 ภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ ค่าธรรมเนียม ระบบประกันความเสี่ยง และกองทุน ล้วนเป็นการเพิ่มต้นทุนให้ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งในปัจจุบันโลกกำลังประสบกับวิกฤต ประเด็นที่ 6 กลไกที่ไม่ชัดเจน เนื่องจากร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดกรอบเอาไว้กว้างและให้หน่วยงานกำหนดรายละเอียดในภายหลัง ซึ่งเรื่องนี้ไม่สอดคล้องกับหลักการตรากฎหมายและเป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน โดยไม่มีความชัดเจนที่เพียงพอ
ประเด็นที่ 7 ระบบตลาดและการบังคับใช้ กล่าวคือแนวคิดเรื่องนี้สิทธิและการปล่อยมลพิษ แม้มีตัวอย่างในสหภาพยุโรป แต่จำเป็นต้องพิจารณาว่ามีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยหรือไม่ เพราะระบบนี้ไม่ได้ทำให้อากาศสะอาศขึ้นได้โดยตรง หากไม่มีการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง
ประเด็นที่ 8 โทษทางอาญาและการบังคับใช้ทางกฎหมาย นายศุภชัย ระบุว่า โทษอาญาที่รุนแรงและมลพิษจากนอกประเทศเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยากในทางปฏิบัติและอาจไม่สอดคล้องกับกฎหมายสากล ซึ่งในปัจจุบันปัญหาอากาศสะอาดของประเทศไทยเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างไม่จริงจัง ทั้งยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง อาทิ ขนส่งสาธารณะที่ไม่ทั่วถึง, ความจำเป็นด้านเศรษฐกิจ และมลพิษข้ามพรมแดนที่ต้องอาศัยความร่วมมือในระดับภูมิภาค
นายศุภชัยได้ย้ำว่า การบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่พร้อมกับออกแบบกฎหมายใหม่ให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมเป็นเรื่องที่สำคัญ
ในขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ในช่วงเวลาเพียง 10 วันที่ผ่านมา ประเทศไทยมีพื้นที่เผาไหม้เพิ่มขึ้นถึง 3.7 ล้านไร่ หรือเฉลี่ยวันละเกือบ 400,000 ไร่ และเป็นพื้นที่เผาไหม้จำนวนมากอยู่ในเขตป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ แต่หน่วยงานท้องถิ่นที่ต้องรับภาระกลับไม่มีงบประมาณเพียงพอ อุปกรณ์ไม่พร้อม เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครต้องเสี่ยงชีวิตทำงานโดยขาดทั้งเครื่องมือและสวัสดิการที่เหมาะสม
นอกจากนี้ในวันที่ 1 เมษายน ยังต้องสูญเสียเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ จากความเหนื่อยล้าสะสม จึงขอตั้งคำถามต่อรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาว่า เหตุใดคนที่เสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องอากาศของทุกคนยังต้องพึ่งการบริจาคเพียงหลักสิบบาทเพื่อซื้อประกันชีวิต รัฐไม่สามารถดูแลพวกเขาได้จริงหรือ
ขณะเดียวกัน ปัญหานี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศ จุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้านมีมากกว่าไทยถึง 3 เท่า และเชื่อมโยงกับการเผาในภาคเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดในห่วงโซ่อุปทานที่ส่งเข้ามาในประเทศ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่าสินค้าที่นำเข้าไม่ได้มาจากการเผา เพราะไม่สามารถเข้มงวดกับเกษตรกรไทย แต่กลับปล่อยให้สินค้าที่มีต้นตอมาจากการเผาไหลเข้าประเทศได้




