News Logo
หน้าแรก
นักวิชาการ มช. VS ทีมอาสาดับไฟ  ถกชิงเผา/เก็บเห็ด ใครผลาญป่าภาคเหนือ?

นักวิชาการ มช. VS ทีมอาสาดับไฟ ถกชิงเผา/เก็บเห็ด ใครผลาญป่าภาคเหนือ?

13 เม.ย. 2569 16:35
ผู้ชม 32 คน

ท่ามกลางกองไฟและฝุ่นควันในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือที่ยังไม่ยอมมอดดับลง ได้เกิดข้อถกเถียงขึ้นระหว่าง 'สมบัติ บุญงามอนงค์' กับ 'ศ.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี' ในประเด็น ‘ชิงเผา’ และ ‘การเผาป่าเก็บเห็ด’ โดยต่างมองกันคนละมุม ทว่าน่าสนใจ..ใครคือ 'มือเผาป่า' ภาคเหนือวอด?

ชุมชนกับการใช้ไฟและวนศาสตร์กับการใช้ไฟ

ศ.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี:  ฟังที่คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ พูดเกี่ยวกับการชิงเผาในป่าในรายการกับอดีตอธิบดีกรมป่าไม้ ที่จบประมงมา และไม่ได้มีความรู้ด้านวนศาสตร์ใดๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อวงสนทนาแม้แต่น้อย ดิฉันเห็นว่า มีข้อมูลที่ผิดหลายประการ ซึ่งสร้างความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับการใช้ไฟ และระหว่างวนศาสตร์กับการใช้ไฟ ที่จำเป็นต้องโต้แย้งอย่างน้อยสามเรื่องด้วยกัน

ประการแรก การใช้ไฟในการจัดการป่า หรือที่เรียกกันว่า prescribed burning (ชิงเผา, การเผาตามกำหนด) ไม่ได้เป็นความรู้นำเข้าจากโลกตะวันตก แต่เป็นความรู้พื้นถิ่นที่มีมานาน หากอ่านประวัติศาสตร์สักนิด จะทราบว่า ชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในป่ามีการใช้ไฟในการจัดการป่ามานานนับหมื่นปี  ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การใช้ไฟเพื่อสร้างระบบนิเวศป่าให้เหมาะสมกับการยังชีพของมนุษย์ ดำเนินมานานนับ 4,000-5,000 ปี โดยเฉพาะในไร่หมุนเวียน 

นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า ป่าหลายแบบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ป่าโปร่ง ป่าเต็งรัง หรือทุ่งหญ้าบางพื้นที่ อาจเป็นผลของการใช้ไฟซ้ำๆ ของมนุษย์นานนับพันปี ในทางตรงกันข้าม การห้ามเผาต่างหากที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคล่าอาณานิคมของตะวันตก เพื่อกีดกันชาวบ้านออกจากผลประโยชน์ไม้ในระบบสัมปทาน  

ประการที่สอง วนศาสตร์โลกหวนกลับมาสนใจการใช้ไฟอีกครั้ง หลังจากห้ามเผามานานหลายทศวรรษ ก็ด้วยบทเรียนราคาแพงจากการห้ามการใช้ไฟในป่า ซึ่งก่อให้เกิดการสะสมเชื้อเพลิงจำนวนมากในป่า และเมื่อเกิดไฟป่าขึ้น ก็ได้สร้างหายนะภัยที่จัดการแทบไม่ได้  วนศาสตร์ไทยก็เช่นเดียวกับโลกตะวันตก ที่เคยสมาทานการห้ามใช้ไฟในการจัดการป่า และแม้แต่ทุกวันนี้ นักป่าไม้จำนวนไม่น้อยก็ยังคงเป็นศัตรูกับการใช้ไฟในไร่หมุนเวียนของชาวบ้าน

ดูตัวอย่างกรณีแก่งกระจาน และชาวบ้านบางกลอย เป็นต้น แต่การหันกลับมาให้ความสำคัญกับการใช้ไฟในการจัดการป่าของวนศาสตร์ไทย ก็ไม่ได้เป็นเรื่องการลอกเลียนแบบการจัดการป่าเขตอบอุ่นในโลกตะวันตกเพียงถ่ายเดียว โดยไม่สนสี่สนแปด ดิฉันคิดว่า การพูดเช่นนั้น เป็นการดูถูกนักวิชาการที่ทำงานวิชาการอย่างจริงจัง ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ ลงสนาม และค้นคว้าอย่างต่อเนื่องในเรื่องนี้เกินไปมาก  

นักวนศาสตร์ไทยเรียนรู้เรื่อง การชิงเผา (Prescribed Burning) หลักๆ มาจากภาควิชาวนวัฒน์วิทยา คณะวนศาสตร์ ซึ่งผสมผสานความรู้ทั้งจากการศึกษาจากต่างประเทศ และการทดลองในภาคสนาม รวมไปถึงการพัฒนาองค์ความรู้ในท้องถิ่นร่วมกับชุมชน ดิฉันไม่คิดว่า นักวิชาการชั้นแนวหน้าอย่าง ศ.ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ ผู้ก่อตั้ง RECOFTC ซึ่งดิฉันเคารพนับถืออย่างมาก และ ผศ. ดร.กอบศักดิ์ วันธงไชย ซึ่งผลิตงานวิจัยเกี่ยวกับการจัดการไฟป่าทั้งในป่าเต็งรังและป่าพรุ อย่างต่อเนื่อง จะเป็นนักวิชาการที่เอาแต่ลอกความคิดและทฤษฎีจากโลกตะวันตกมาโดยไม่มีความรู้ใดๆ เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าในไทย

ประการที่สาม มีงานวิจัยการทดลองวิจัยเรื่องไฟป่าในป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณโดยนักวนศาสตร์ที่ดำเนินมาเป็นเวลานานในป่าหลายแห่งด้วยกัน ทั้งในห้วยขาแข้ง สะแกราช และที่อื่นๆ ต่างก็พยายามชี้ให้เห็นถึงบทบาทของไฟต่อการเติบโตของนิเวศวิทยาของป่าเต็งรัง แต่โปรดสังเกตไว้ด้วยว่า ไม่มีงานวิชาการไหนของนักวนศาสตร์ที่ส่งเสริมการใช้ไฟในป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าพรุ ที่เป็นป่าที่ sensitive กับไฟ เป็นอย่างยิ่ง

การอ้างว่า ไทยเอาการใช้ไฟในป่าเขตอบอุ่นมาใช้ในป่าเขตร้อน แบบผิดฝาผิดตัว เป็นเรื่องนำเข้า จึงเป็นข้อมูลที่ผิดอย่างมาก  เรื่องนี้ในทางวิชาการไม่เป็นที่ถกเถียงใดๆ อีกต่อไป เพราะผลการวิจัยแสดงชัดอยู่แล้ว สิ่งที่เป็นข้อถกเถียง สำหรับดิฉัน น่าจะเป็นสองเรื่องด้วยกัน คือ ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่า ความถี่ในการใช้ไฟที่เหมาะสมในป่าเต็งรังนั้นควรมีระยะเวลากี่ปี 

อาจารย์กอบศักดิ์นั้นเสนอว่า 6-7 ปี ซึ่งดิฉันคิดว่า คล้ายกับวิธีที่ไร่หมุนเวียนฟังก์ชั่นอยู่  แต่กลุ่มอาจารย์วนศาสตร์ที่เคยศึกษาเรื่องเห็ดเผาะในห้วยขาแข้ง เคยเสนอไว้ว่า 2 ปี จึงจะทำให้การเติบโตของป่ามีเวลาเพียงพอ กับเรื่องที่สอง ระบบการจัดการไฟ ในปัจจุบันนั้นมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ และหากไม่เพียงพอ ปัญหาอยู่ที่ตรงไหน

ประเด็นเรื่องชิงเผา ที่เป็นปัญหาอยู่ตอนนี้ สำหรับดิฉันไม่ใช่ปัญหาทางวิชาการ แต่เป็นปัญหาทางการเมือง และเกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งทางความคิดและอำนาจระหว่างฝ่ายรัฐและชนชั้นกลางนักอนุรักษ์กับชาวบ้าน จะเรียกว่าเป็นปัญหาทางชนชั้นก็ย่อมได้ เพราะว่าไปแล้ว มันเป็นภาคต่อของลัทธิป่าปลอดคนที่ลากยาวมาเป็นลัทธิป่าปลอดไฟในปัจจุบัน

เหตุผลที่เกิดไฟส่วนหนึ่งเกิดจาก ‘เห็ด’

สมบัติ บุญงามอนงค์: ขอบคุณอาจารย์ปิ่นแก้วที่โต้แย้งในประเด็นสำคัญ

1. ตลอดระยะเวลาที่ผมและผู้คนตั้งคำถามต่อการบริหารจัดการเชื้อเพลิง มักถูกอ้างถึงหลักการนี้ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ ดังนั้น ผมไม่ได้มโนขึ้นเอง การอ้างอิงว่าเป็นหลักวิชาการ (สากล) ในการแก้ปัญหาไฟป่า

2. การใช้ไฟของมนุษย์ถ้าจะย้อนกันจริงๆ คงยาวเกือบเท่าอารยธรรมของมนุษย์ หมายความว่า มนุษย์ใช้ไฟมาตลอดตั้งแต่เริ่มใช้ไฟเป็น การปรับสภาพพื้นที่ป่าให้สอดคล้องกับมนุษย์นั้นหากเราลองนึกถึงป่าในอเมซอนหรือการขยายป่าพรุในอินโดนีเซียเพื่อทำสวนปาล์ม เราคงมองว่าเป็นการปรับสิ่งแวดล้อมให้เข้ากับมนุษย์ไม่ได้ เพราะมันมีเส้นที่เราก้าวข้ามไม่ได้แล้วในด้านสิ่งแวดล้อม และการลดผลกระทบด้านภัยพิบัติต่างๆ

3. เรื่องการใช้ไฟของชาวบ้านผมไม่ขัดครับ ถ้าเป็นไฟจำเป็นที่ไม่มีทางเลือกอื่น ไม่ว่าจะไร่หมุนเวียนหรือเกษตรบนที่สูงที่ไม่หมุนเวียน ขอเพียงอยากเห็นระบบที่มีหลักประกันว่าไฟที่ถูกจุดจะถูกจุดในช่วงเวลาที่เหมาะสมและควบคุมไฟไม่ให้ลามได้ ผมพูดเรื่องการร้องขอหลักประกันนี้ในทุกครั้งที่มีโอกาส และเคยเสนอว่าสิ่งนี้จะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าชาวบ้านสามารถใช้ไฟได้อย่างมีความรับผิดชอบสูง ต่อจากนี้สังคมควรเลิกชี้นิ้วมาที่พวกเขาเสียที

4. สิ่งที่อาจารย์ไม่ได้พูดถึงคือพื้นที่เก็บเห็ด ไม่ว่าจะยอมรับในที่สาธารณะหรือไม่ว่า เหตุผลที่เกิดไฟส่วนหนึ่งเกิดจากเห็ด ซึ่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่เกษตรบนที่สูง แต่อยู่ในป่า ผมเคยอยู่ในที่ประชุมที่มีตัวแทนของชาวบ้านที่พูดเรื่องการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าชุมชน และมูลเหตุสำคัญคือ ‘เห็ด’ ไม่ใช่การลดปริมาณเชื้อเพลิงสะสมแต่ประการใด

5. ป่าเต็งรัง หรือป่าโปร่ง ควรรักษาไว้หรือดำรงอยู่อย่างไร? พื้นที่ภาคเหนือในอดีตเป็นป่าดิบแล้งมาก่อน จนการสัมปทานป่าไม้ ทำให้ป่าลดจำนวนลงและเปลี่ยนสภาพ การเข้ามาของชุมชนตามหลังป่าสัมปทาน สภาพป่าทางภาคเหนือจึงเต็มไปด้วยป่าเต็งรัง ความโปร่งของมันจากกิจกรรมการใช้ไฟซ้ำๆ อาจทำให้มนุษย์ใช้สอยได้สะดวกหน่อย แต่ถ้าเราเผาใบไม้ในป่า มันจะโปร่งมากพอที่จะไม่อุ้มน้ำและเกิดควัน และที่สำคัญคือเกิดไฟลามจนเป็นปัญหาใหญ่

การมองว่าป่าเต็งรังเป็นระบบนิเวศที่เหมาะสมต้องรักษาไว้นั้น เป็นการตัดสินใจของมนุษย์ ในขณะที่ธรรมชาติพยายามที่จะฟื้นฟูตนเองกลับไปยังสภาพป่าที่มันควรจะเป็น ดังนั้นกระบวนการที่ขัดต่อความพยายามของธรรมชาตินี้หากอยู่ภายใต้ความจำเป็นของมนุษย์ เราต้องกระทำอย่างรัดกุมควบคุมขนาดเท่าที่จำเป็น และไม่ตัดสินว่าเราอยากให้มันเป็นป่าแบบไหน เพราะเมื่อเราฝืนต่อธรรมชาติ ระบบนิเวศที่บิดเบี้ยวจะตอบแทนมนุษย์ด้วยต้นทุนที่แพงและบังคับจ่าย นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่ายังถกเถียงกันได้

6. กรณีการบริหารจัดการเชื้อเพลิงของรัฐ ผมไม่ Get ที่อาจารย์อธิบาย ผมพร้อมโต้เถียงในจุดยืนนี้อย่างถึงที่สุด และเหมือนกับที่ผมเรียกร้องต่อฝั่งผู้ใช้ไฟที่เป็นประชาชน ในเบื้องต้นผมต้องการหลักประกันว่า หากมีการใช้ไฟโดยภาครัฐ จะต้องเปิดเผยข้อมูลและหลักฐานที่ระบุได้ว่าไฟที่มีการจุดขึ้นมานั้น ได้ดับสนิทโดยไม่มีการลุกลาม ตัวเลขบริหารจัดการเชื้อเพลิง 4 แสนไร่เฉพาะกรมอุทยานในปีนี้ ผมคิดยังไงก็ยอมรับไม่ได้

ผมขอบคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงที่โต้แย้งผมตรงไปตรงมา และผมถือว่านี่เป็นวัฒนธรรมที่งดงาม ขอบคุณที่อาจารย์อดทนฟังและอ่านสิ่งที่ผมเขียนมาเสมอ

เศรษฐศาสตร์การเมืองของเห็ด

ศ.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี: ขออนุญาตนำคำตอบเรื่อง เห็ดถอบ กับ ไฟ ที่คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ (ชื่อเล่น หนูหริ่ง) ถาม มาตอบไว้ ณ ที่นี้ ประเด็นนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน และมีความเห็นกันไปหลายทาง ในส่วนของดิฉันมีความเห็น ดังนี้

เรื่องเห็ดถอบนี่บอกตรงๆ ว่า ตอนเริ่มทำวิจัยก็คิดแบบเดียวกับหนูหริ่ง และอาจารย์ในสายชีววิทยาทุกท่าน แต่เมื่อได้ลงสนาม พูดคุยสัมภาษณ์ชาวบ้าน ไปดูป่าที่เห็ดถอบขึ้น สัมภาษณ์อาจารย์ที่แม่โจ้ที่ทดลองเพาะเห็ดถอบมาเป็นสิบปี แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ก็ต้องบอกว่า ทำให้เข้าใจเห็ดถอบมากขึ้นกว่าเดิมมาก ข้อสรุปอันหนึ่งที่น่าจะเห็นร่วมกันคือ เห็ดแบบไมคอร์ไรซานั้นเพาะไม่ได้

ในบรรดาเห็ดราที่เติบโตกับระบบรากของไม้ในป่าใหญ่ เห็ดถอบเป็นเพียงชนิดหนึ่งของเห็ดราทำนองนี้ ทั่วโลกมีเห็ดราไมคอร์ไรซาจำนวนมหาศาล เห็ดมัตสึตาเกะ อันเป็นที่รักของคนญี่ปุ่น ที่โตในโอเรกอน ยูนนาน มองโกเลีย ญี่ปุ่น ก็ทำนองเดียวกัน ร่วมรากกับไม้สนแดง ทีนี้ประเด็นเรื่องไฟ ไม่ใช่เห็ดราไมคอร์ไรซาทุกชนิดที่ชอบไฟ ชาวบ้านก็บอกเองว่า เห็ดที่เป็นเห็ดใบ เช่น ระโงก เห็ดโคน เห็ดแดง และอื่นๆ ที่ขึ้นในป่าเดียวกัน หากไฟเข้าจะทำลายใยเห็ด และทำให้เห็ดเหล่านี้ขึ้นได้น้อย โดยเฉพาะในปีที่มีไฟใหญ่

แต่เห็ดถอบไม่ใช่เช่นนั้น ข้อสังเกตของชาวบ้านซึ่งส่วนตัวก็เห็นมาเช่นนั้นจริง คือในพื้นที่ที่ผ่านการเผาไหม้มาก่อน เห็ดถอบขึ้นได้ดีมาก กระจายตัวได้กว้างขวางมากกว่า พื้นที่ที่ไม่มีการเผาไหม้ งานวิจัยจำนวนมากก็มีข้อสรุปเช่นนั้น โปรดดูงานศึกษาที่เชียงดาวที่แนบประกอบมาให้ดู แม้แต่ในภาคอีสาน ก็มีการเขียนถึงไว้ว่า เห็ดขึ้นได้ดีในขอนไม้ที่ผ่านการเผาไหม้

เรื่องนี้ จำเป็นที่นักชีววิทยาต้องวิเคราะห์อย่างละเอียดหน่อยน่ะ ไม่สามารถเหมารวมเห็ดไมคอร์ไรซาทุกชนิดว่าเหมือนกันได้ เห็ดบางชนิดอาจทนความร้อนไม่ได้มาก และดังนั้นเส้นใยใต้ดินจะถูกทำลายหมดเมื่อเจอไฟ แต่เห็ดบางชนิดที่มีเส้นใยใต้ดินลึก เมื่อไฟช่วยเปิดหน้าดิน เพิ่มเถ้าถ่านแร่ธาตุ เมื่อความชื้นและอุณหภูมิเปลี่ยน และเหมาะสมต่อการออกดอก สภาวะดังกล่าว จึง trigger (ตัวกระตุ้น) ให้เห็ดออกดีหลังไฟ

ดิฉันไม่มีความรู้ทางเทคนิคว่า เห็ดถอบนั้นเส้นใย (mycelium) เดินทางได้ไกล และลึกขนาดไหน มีปฏิกิริยากับไฟเช่นไร เมื่อเทียบกับเห็ดใบ เรื่องนี้จำเป็นที่นักชีววิทยาต้องไปศึกษาเจาะลึก เท่าที่พยายามตามอ่านงานวิจัยมา ยังไม่เคยเห็นการศึกษาลงลึกในเรื่องนี้ และมักเหมารวมๆ ว่า เห็ดไมคอร์ไรซาทุกชนิดไม่ชอบไฟ และไฟทำลายใยเห็ด ข้อสรุปรวบยอดแบบนี้ ไม่สอดคล้องกับข้อมูลในระดับพื้นที่ และการกล่าวว่าชาวบ้านเข้าใจผิด ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะจะเข้าใจผิดกันเป็นพันๆ หมู่บ้านในเขตป่านี่ก็ไม่ไหวนะ

ทีนี้ ถามว่า ถ้าไฟไม่เข้า เห็ดออกไหม ก็ออก การเพิ่มสปอร์เห็ดในป่า ก็ช่วย แต่ในเชิงสเกล มันเทียบไม่ได้เลยกับพื้นที่ที่ผ่านไฟไหม้ เรื่องนี้ ดิฉันคิดว่า นักชีววิทยาย่อมทราบดีแก่ใจ งานศึกษาของนักชีววิทยาในคณะวิทย์ของ มช. ก็แสดงผลเช่นนั้น

ทีนี้ เรื่องที่สำคัญสำหรับดิฉัน เป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมืองของเห็ด ไม่ใช่เรื่องชีววิทยา คำถามสำคัญคือ ทำไมสเกลการหาเห็ด จึงขยายใหญ่โตมากในปัจจุบัน ที่พูดเช่นนี้ ไม่ได้บอกว่า ไฟป่า เกิดจากการเผาหาเห็ดนะคะ อย่าหลงประเด็น ไฟป่าปีนี้ถ้าถามตอนนี้ ตอบคำเดียวเลยว่า เป็นไฟแค้นที่เกิดจาก zero burning เห็นด้วยหรือไม่ ไว้เถียงกันได้  แต่ประเด็นเรื่องสเกลของเห็ดป่าที่ใหญ่โตขึ้น มันสะท้อนความเปราะบาง และความไม่มั่นคงในชีวิตทางเศรษฐกิจของชุมชนในเขตป่า 

จากที่สัมภาษณ์ชุมชนอย่างน้อยสามที่มา รวมทั้งงานวิจัยที่แปะไว้ให้อ่านของเชียงดาว ก็ระบุตรงกันว่า ชาวบ้านไม่สามารถพึ่งพาภาคเกษตรได้  ความล้มเหลวของภาคเกษตรเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนต้องหันไปพึ่งพาป่ามากขึ้น อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งเรื่องนี้เป็นสัญญาณที่อันตรายมาก การโทษเรื่องชายชุดดำ ล่าสัตว์ เผาป่าหาเห็ด จึงเป็นการกลบเกลื่อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริง และทำให้เรามองไม่เห็นว่า คนยากคนจนในภาคเกษตรกำลังล้มละลายกันอย่างไร  เห็ด ไฟ และป่า จึงเป็นยอดน้ำแข็งของปัญหารากฐานใหญ่ของสังคม ที่เราไม่พูดถึง แต่เอาแต่ผลักแอกปัญหาไปที่บ่าของชาวบ้าน 

นี่ยังไม่พูดถึงว่า ดีมานด์เห็ดป่าที่พุ่งสูงตลอดหลายปีที่ผ่านมา ที่ชนชั้นกลางในเมืองเป็นกลุ่มผู้บริโภคหลัก และรัฐก็ส่งเสริมให้เป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นสำคัญของอาหารพื้นเมือง มีส่วนสำคัญต่อการขยายสเกลของสินค้าจากป่าประเภทนี้  ทั้งหมดนี้ เราไม่เคยพูดถึงกัน เพราะมันง่ายที่จะตัดตอนปัญหาและใช้ชาวบ้านเป็นแพะอยู่ฝ่ายเดียว

ความเข้าใจปัญหาและที่มาของ ‘เห็ดถอบ’

สมบัติ บุญงามอนงค์: ตั้งแต่คุยกันมาเรื่องนี้สนุกที่สุด เพราะมีทั้งความรู้ทางทฤษฎีและข้อสังเกตจากภาคสนามที่ดูเหมือนว่าขัดกันอยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งในความเป็นจริงมันต้องไม่ขัดกัน ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตต่อในเรื่องเชื้อราไมคอร์ไรซาในป่าเต็งรัง ดังนี้

1.การที่ชาวบ้านและงานวิจัยที่อาจารย์ปิ่นแก้ว อ้างอิงระบุไว้ ไฟมีผลต่อการเจริญเติบโตของเห็ดถอบนั้น เป็นไปได้ไหมจริงๆ แล้วไม่ใช่ความร้อนของไฟ แต่เป็นการที่ไฟได้เผาใบไม้ที่ปกคลุมดินซึ่งส่งผลให้ความร้อนของแดดในเดือนเมษายนไม่ส่องลงไปในดินซึ่งมีเชื้อราไมคอร์ไรซาอยู่ ทำให้ตัวกระตุ้นที่เห็ดชนิดนี้จะต้องมีทั้งความร้อนและความชื้นเป็นปัจจัยให้เชื้อราออกดอกเห็ด และใบไม้นอกจากบดบังความร้อนจากแสงแดดแล้วยังทำให้ความชื้นจากฝนไม่สามารถผ่านลงไปในดินได้เต็มที่ หรือเพราะใบไม้มันทำให้หลังฝนตกมันชื้นและเย็นเกินไป ไม่ได้เปิดให้แดดส่องดินอีกรอบซึ่งจะเป็นการทำให้ดินร้อนขึ้น

หากสมมุติฐานนี้ถูกต้อง ไฟเป็นเพียงวิธีการหนึ่ง หากเราเคลียร์ใบไม้ออกได้โดยไม่ต้องเผาในจุดที่เกิดเห็ด ตัวเห็ดก็ยังขึ้นได้เช่นกัน เนื่องจากผมเห็นว่าหากป่าโดนเผาในเดือนมีนาคม และความร้อนของไฟผิวดินมันก็จะหมดไปในเวลาไม่นาน ดังนั้นเราเพียงคิดอ่านเรื่องวิธีการเคลียร์ใบไม้

2. รอยปริของดินที่เราเจอเห็ดถอบอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากไฟ แต่เกิดขึ้นจากการขยายตัวของเห็ดที่อยู่ใต้ดิน แล้วมันดันดินออกมา ที่อุทยานฯ แม่ปิงเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เคยเอาจอบฟันลงไปในจุดที่ชาวบ้านเก็บเห็ดไปแล้วและพบว่าใต้นั้นมีพวงเห็ดอยู่ใต้ดินอีกจำนวนมาก ถ้าสมมุติฐานนี้ถูกต้อง เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาไฟในการทำให้ดินแตก หรือถ้าข้อเท็จจริงคือต้องมีรอยดินแตก เราก็ใช้อุปกรณ์ทำให้เกิดร่องดินก็ได้ แต่อย่างหลังผมไม่ค่อยให้น้ำหนัก ผมมองว่าน่าจะเป็นการดันของหัวเห็ดมากกว่า

3. ส่วนขี้เถ้ามีบทบาทอย่างไรในการเกิดเห็ดถอบ มีสมมุติฐานต่างๆ นานา คนที่เชื่อว่าต้องเผาจะบอกว่าขี้เถ้าทำหน้าที่เป็นอาหารให้เห็ดถอบ อันนี้ผมว่าไม่น่าจริง เพราะในทางวิชาการไมคอร์ไรซาได้อาหารจากรากไม้ที่มันเกาะเท่านั้น ดังนั้นขี้เถ้าอาจทำหน้าที่อุ้มความชื้น แต่ก็จะขัดแย้งกับเรื่องที่มีใบไม้ปกคลุมแล้วเห็ดถอบไม่ออก อีกแนวคิดหนึ่งคือมันมีความเป็นด่างแล้วค่า PH มันลงตัวพอดี ผมไม่แน่ใจว่างานวิจัยเห็ดได้มีการทำวิจัยต่อสมมุติฐานเหล่านี้แล้วหรือยัง เผื่ออาจารย์ได้อ่านมา

4. การเกิดไฟอาจทำให้อาณานิคมของเชื้อราไมคอร์ไรซาแต่ละชนิดถูกจำกัดปริมาณ ซึ่งอาจเกิดจากแดดที่ไม่มีใบไม้ปกคลุมก็ได้ เมื่อไมคอร์ไรซาชนิดอื่นถูกลดปริมาณการขยายตัวของไมคอร์ไรซาที่เป็นเห็ดถอบก็สามารถขยายอาณาเขตได้เต็มที่ จึงทำให้พื้นที่ๆ โดนไฟกระตุ้นการเกิดของเห็ดถอบ

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าถ้าไม่เกิดปัญหาเรื่องไฟป่าหมอกควัน ทั้งอาจารย์ปิ่นแก้ว และผม รวมถึงผู้คนอีกจำนวนหนึ่งคงไม่ต้องมาคุยกันเรื่องเห็ดถอบ ดังนั้น นอกจากทำความเข้าใจปัญหาและที่มาแล้ว เราจะต้องหาทางออกหรือข้อเสนอที่ออกจากปัญหานี้ร่วมกันไม่ว่าจะมิติทางเศรษฐกิจชุมชนและที่สำคัญคือเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

ผมขอบคุณอาจารย์ปิ่นแก้วอีกครั้ง ผมรู้สึกดีมากๆ ที่ได้ร่วมสนทนาเพื่อแสวงหาความรู้และทางออกในครั้งนี้

ไฟป่าภาคเหนือปีนี้เป็นปัญหาทางการเมือง

ศ.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี: มีคนหลังไมค์มาเรียกดิฉันว่า เป็นนักวิชาการหัวเห็ด อันนี้เอาขำ หรือเอาซีเรียสก็ได้ แต่เอาจริงๆ นักมานุษยวิทยาที่ศึกษาเห็ดป่า ที่เป็นแรงบันดาลใจของดิฉันคือ Anna Tsing กับ Michael Hathaway คนแรกเขียนเรื่อง The Mushroom at the End of the World ส่วนคนหลัง What a Mushroom Lives For: Matsutake and the Worlds They Make ทั้งสองเล่ม เป็นเรื่องเกี่ยวกับเห็ดมัตสึตาเกะ ซึ่งเป็นเห็ดราไมคอร์ไรซาที่ร่วมรากกับไม้สนแดง ในป่าเขตอบอุ่นต่างๆ หลายทวีป งานทั้งสองชิ้นก้าวข้ามศาสตร์ไปสนทนากับชีววิทยาได้อย่างสนุกสนาน ตั้งคำถามในทางทฤษฎีหลายเรื่องที่ท้าทายทฤษฎีทางชีววิทยา แนะนำให้ลองไปอ่านกันดู

กลับมาที่ 'เห็ดถอบ' ดิฉันมีความเห็นว่า งานศึกษาเรื่องนี้แม้ในทางชีววิทยาในไทยเองก็ยังมีข้อจำกัดอย่างมาก โดยเฉพาะในมิติ microcrimate การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และไฟที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการเติบโตของเห็ดป่าชนิดนี้ แม้ว่าจะมีงานศึกษาของนักชีววิทยาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งนับว่าเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ และมีความสำคัญอย่างมาก แต่คำถามสำคัญเรื่องความผันผวนของภูมิอากาศ อุณหภูมิ ไฟ ที่มีอิทธิพล และปฏิสัมพันธ์กับโลกของเห็ดราใต้ดิน ไมซีเลียม และเส้นใยเห็ดราอันสลับซับซ้อน ยังมีข้อจำกัดอยู่อย่างมาก ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดในความเข้าใจนิเวศวิทยาไฟกับระบบชีววิทยาของป่าเต็งรังโดยรวมอีกด้วย

สิ่งที่ดิฉันอยากจะทำให้เคลียร์ในเรื่องนี้คือ ชาวบ้านในชุมชนที่เก็บเห็ดแทบทุกแห่ง เข้าใจดีว่า ปัจจัยสำคัญที่ช่วยในเรื่องการงอกของเห็ดถอบนั้นคือ ภูมิอากาศ ในขณะที่ไฟนั้นเป็นเพียงปัจจัยกระตุ้น ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ต่อให้มีไฟในป่า แต่ฝนไม่ตก สภาพภูมิอากาศที่แล้งจัดนั้น เป็นอุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งต่อการเติบโตของเห็ด ความชื้นที่พอเหมาะ และถูกเวลาในป่าเต็งรัง จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญมากต่อการเกิดและแพร่กระจายของเห็ด และไฟที่มากเกินไป เป็นอันตรายต่อเห็ดป่าอย่างไม่ต้องสงสัย

การเกิดไฟที่ควบคุมไม่ได้ในป่าแทบทุกแห่งทุกดอยในภาคเหนือของไทยในขณะนี้ จึงไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเพื่อเปิดพื้นที่ให้กับเห็ดป่า เพราะไม่เพียงหลายแห่งที่ไฟเข้านั้น ไม่ใช่แหล่งเห็ดป่า เช่น สะเมิง แต่ไหม้กันหนักมาก และดังที่ทราบกันดี พื้นที่ป่าชุมชนซึ่งเป็นแหล่งเห็ดสำคัญ มีการเผาไหม้น้อยมาก จุดที่มีการเผาไหม้หนัก ไม่แน่ใจว่าถึง 90% ไหม ล้วนเป็นป่าอนุรักษ์ทั้งสิ้น

ดิฉันคิดว่า ควรเลิกหลงประเด็น และลงพื้นที่พูดคุย ศึกษาสาเหตุปัญหาที่แท้จริงดีกว่า เราอยู่กับวิธีคิด และมุมมองจากภายนอก จากข้างบน จากรัฐ จากชนชั้นกลาง ในการนิยามปัญหาไฟป่ามานานเกินพอแล้ว ยอมรับเถอะว่า ไฟป่าในภาคเหนือในปีนี้ เป็นปัญหาทางการเมือง และไม่อาจหาทางออกด้วยวิธี top down เหมือนที่ทำกันมาในปีก่อนๆ

**************

หมายเหตุ – Next News นำข้อถกเถียงระหว่าง ศ.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี และ สมบัติ บุญงามอนงค์ ที่นำเสนอความเห็นและมุมมองเรื่อง ‘ชิงเผา’ และ ‘การเผาป่าเก็บเห็ด’ ผ่านเฟซบุ๊กของแต่ละฝ่ายระหว่างวันที่ 10-12 เมษายน 2569  โดยฝ่าย "สมบัติ" มีบทบาทอยู่หน้างานในฐานะนักปฏิบัติการดับไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือมาร่วม 8 ปี ในขณะที่ "ปิ่นแก้ว" เป็นนักวิชาการปากกล้าแห่ง มช. และเป็นมือทำวิจัยที่น่าสนใจหลายเรื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ศ.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ล่าสุดเมื่อปี 2568 ได้เปิดข้อค้นพบงานวิจัยเรื่อง "เห็ดป่า ณ ชายขอบแห่งเมือง: การพัวพันของวัฒนธรรมการเก็บหาของป่ากับการเมืองหมอกควันในยุคแห่งทุนนิยมสมัย"

• สมบัติ บุญงามอนงค์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง มีชื่อเล่น 'หนูหริ่ง' หลายคนรู้จักในนาม 'บก.ลายจุด' ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา ซึ่งได้ส่งทีมอาสาสมัครเข้าพื้นที่ดับไฟป่าจังหวัดภาคเหนือ มาตั้งแต่ปี  2561 โดยเริ่มต้นปฏิบัติภารกิจใน จ.เชียงราย และตั้งเป็นศูนย์อาสาดับไฟป่าอย่างเป็นทางการในปี 2562

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ฝุ่นPM2.5
ฝุ่นPM2.5เชียงใหม่
ชิงเผา
เก็บเห็ดป่า



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิชาการฟาดรัฐบาลแก้ PM2.5 ล้มเหลว ฝุ่นแม่ฮ่องสอนยังทะลุ 700
นักวิชาการฟาดรัฐบาลแก้ PM2.5 ล้มเหลว ฝุ่นแม่ฮ่องสอนยังทะลุ 700