พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต และคณะสงฆ์ร่วมกับชาวบ้านช่วยกันดับไฟป่าที่เกิดขึ้นในวัดจนสำเร็จ คาดสาเหตุมาจากการเผาป่าภายในวัดเพื่อตีผึ้งและล่าหมูป่า รวมถึงไฟที่ีมาจากภายนอกวัด ซึ่งต่อมา 'พระไพศาล' ได้นำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแสดงธรรมเตือนสติเกี่ยวกับการรู้ทันอารมณ์ และการไม่เติมเชื้อไฟ
เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 13 เมษายน ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุไฟป่าขึ้นในพื้นที่บริเวณวัดป่าสุคะโต ต.ท่ามะไฟหวาน อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ โดย พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาส และคณะสงฆ์ พร้อมชาวบ้านได้ช่วยกันดับไฟจนสำเร็จ พร้อมระบุสาเหตุว่า เกิดจากการเผาป่าภายในวัดเพื่อตีผึ้ง และล่าหมูป่า รวมทั้งเกิดจากไฟที่ลุกลามมาจากการเผานอกวัด

พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต ต.ท่ามะไฟหวาน อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ และคณะสงฆ์ พร้อมชาวบ้านได้ช่วยกันดับไฟป่าที่เกิดขึ้นภายในวัดจนสำเร็จ เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 13 เม.ย. 2569
พระไพศาล วิสาโล ได้แสดงธรรมเมื่อช่วงเย็นวันที่ 13 เมษายน 2569 เนื้อหาระบุว่า บ่ายวันนี้มีไฟป่าเกิดขึ้นที่วัดนี้ พวกเราก็ช่วยกันไปดับไฟจนเรียบร้อย และหลายคนที่ไปก็เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ได้ไปช่วยดับไฟป่า เวลาพูดถึงไฟป่า เราก็มักจะเข้าใจว่ามันเป็นไฟที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ที่จริงไม่ใช่ ร้อยทั้งร้อยเลยก็เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ แต่ว่าเป็นไฟที่ผลาญทำลายป่า เราก็เรียกว่า ไฟป่า ส่วนใหญ่ก็เป็นไฟที่เกิดจากไร่ที่ชาวบ้านจะเรียกว่าเคลียร์ เคลียร์พื้นที่เพื่อเตรียมลงมัน หรือว่าลงพืชผลสำหรับฤดูกาลต่อไปเมื่อฝนตก
และวิธีการเคลียร์พื้นที่ที่ง่ายที่สุด ใช้คนน้อย ประหยัด ก็คือจุดไฟ ถ้าหากว่าคุมดีๆ มันก็ไม่ลามไปพื้นที่ข้างเคียง แต่ส่วนใหญ่ก็คุมกันไม่ได้ เพราะลมมันแรงมั่ง เปลี่ยนทิศทางมั่ง มันก็เลยลามไปยังพื้นที่ข้างเคียง
แต่ก่อนสุคะโตก็เจอไฟประเภทนี้ ไฟที่เกิดจากการเผาเศษใบไม้ เศษกิ่งไม้จากไร่ข้างเคียง แต่ตอนหลังหลวงพ่อท่านชวนชาวบ้านสร้างกำแพงล้อมรอบวัดยาว นี่ก็เป็นกิโล แต่ก็ถือว่าช่วยป้องกันไฟจากข้างนอกได้มากทีเดียว มีบ้างที่ไปจุด มีการจุดเผาขยะที่มีใครไม่รู้มากองไว้ใกล้ๆ กับกำแพงวัด แล้วไฟนั้นมันก็ลามเข้ามาในเขตวัด แต่ว่าเดี๋ยวนี้ก็เกิดขึ้นน้อยแล้ว
สาเหตุเผาป่าตีผึ้ง-ล่าหมูป่า
ที่ยังเกิดขึ้นบ่อยก็คือจุดไฟในวัด เพราะว่าอะไร เพราะว่าต้องการมาตีผึ้ง ผึ้งนี่มันก็มาสร้างรังในเขตวัดเพราะว่าพื้นที่รอบๆ ไม่เหลือต้นไม้ใหญ่ให้ผึ้งได้มาทำรัง ผึ้งเขาอุตส่าห์มาทำรังในพื้นที่วัด แต่คนอยากได้น้ำผึ้งก็ใช้วิธีจุดไฟรมควันให้ผึ้งหนี จะได้ปีนไปเอาน้ำผึ้ง แต่พอจุดไฟแล้วไม่ดับไฟให้ดี หรือบางทีไม่สนใจดับไฟเลย ช่วงนี้ใบไม้แห้งมันเยอะมาก กิ่งไม้แห้งก็เยอะ แค่สะเก็ดไฟ ประกายไฟแม้เพียงเล็กน้อยบนพื้น มันก็ทำให้เกิดไฟลามลุกไหม้
และนี่ก็คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดไฟป่าในปัจจุบันที่วัดป่าสุคะโต แล้วก็อีกหลายที่ รวมทั้งที่วัดป่ามหาวัน
ที่ภูหลงนี่มันยังมีสาเหตุอีกอย่างหนึ่งคือ จุดไฟไล่หมูป่า เดี๋ยวนี้หมูป่าก็ไม่มีที่หลบ ก็มาอาศัยป่าภูหลง คนก็อยากจะยิงหมูป่า แล้วก็รู้ว่าหมูป่ามันหลบซ่อนไว้ที่ไหน หลบซ่อนอยู่ตรงไหน เพราะส่วนใหญ่ก็เป็นทุ่งหญ้ามันก็จุดไฟเผา หมูป่าก็เจอไฟก็หนี พรานก็รู้ว่าจะไปดักยิงที่ไหน แต่ถึงแม้จะดักยิงไม่ถูก แต่ว่าไฟมันก็ลาม แล้วเขาก็ไม่สนใจจะดับ ไฟประเภทนี้นี่มันอยู่ตรงกลางป่าเลย ไม่ใช่อยู่ขอบป่า เรียกว่าไฟไหม้ตรงไข่แดงเลย โห เสียหายเยอะมากที่ภูหลง
ตอนหลังหมูป่าก็เหลือน้อยแล้ว ก็เหลือแต่ว่าจุดไฟเพื่อตีผึ้ง หรือมิฉะนั้นก็อีกประเภทหนึ่งคือ จุดไฟเพื่อให้มีหญ้าระบัด เพราะว่ามีคนบางกลุ่มเขาเลี้ยงวัว วัวมันต้องกินหญ้าอ่อน กินหญ้าอ่อนได้ยังไง เพราะว่าตอนนี้มันมีแต่หญ้าแห้ง วิธีที่จะให้วัวมีหญ้าอ่อนกินก็คือจุดไฟมันซะ พอจุดไฟเดี๋ยวมันก็จะมีหญ้าระบัดขึ้นมา ก็เป็นอาหารของวัว
นี่ก็เป็นปัญหาหนึ่งซึ่งโชคดีที่ไม่เกิดขึ้นที่สุคะโต สุคะโตก็ปัญหาก็จะมีอยู่ 2 อย่าง ไฟที่ลามมาจากข้างนอกซึ่งสกัดกั้นได้ด้วยกำแพง กับไฟที่เกิดขึ้นข้างในเพราะว่าตีผึ้ง มีน้อยนะที่เป็นเปลวไฟมันลอยมาจากข้างนอก แล้วพอมันมาตกเจอใบไม้แห้งในป่า มันก็เกิดประกายไฟแล้วก็ลุกไหม้ แบบนี้ก็มีแต่น้อยมากเดี๋ยวนี้
ฉะนั้นไฟที่เกิดขึ้นวันนี้ก็เดาว่า เกิดจากการจุดไฟตีผึ้ง แล้วก็ดีที่เรามา เรารู้ทัน รู้ได้เร็ว แล้วก็ช่วยกันไปดับ แต่ก่อนนี้มันเกิดขึ้นกับสุคะโตทุกปีนะ สมัยที่ยังไม่มีกำแพง แต่ส่วนใหญ่ก็จะประมาณนี้แหละ กุมภา มีนา ไม่ค่อยเกิดขึ้นเดือนเมษา เพราะว่าพอถึงเดือนเมษา พอถึงสงกรานต์ฝนก็ตกแล้ว แต่ปีนี้สงกรานต์มาแล้วฝนยังไม่ตกเลย อากาศมันก็เลยแห้ง จุดไฟก็ลุกลามได้เร็ว แต่ว่าปกติเราก็จะดับไฟกันช่วงกุมภา – มีนา
เกิดเหตุไฟป่าวัดป่าสุคะโตรุนแรงสุดปี 29
ไฟป่าที่รุนแรงที่สุดที่สุคะโตคือปี 29 พื้นที่ป่าหลายร้อยไร่โดนไฟไหม้ กว่าจะดับกันอย่างเสร็จสิ้นก็ใช้เวลาเป็นอาทิตย์ เพราะว่าไฟสุมขอนมันเยอะ พอไฟไหม้ก็ต้องช่วยกันปลูกต้นไม้ฟื้นฟูป่า ส่วนหนึ่งก็เพื่อไม่ให้มีช่องว่างสำหรับหญ้า เพราะถ้าหญ้าขึ้นมันก็จะกลายเป็นเชื้อไฟสำหรับหน้าร้อนปีต่อไป อันนี้คือปัญหา
เพราะฉะนั้นก็ต้องพยายามปลูกต้นไม้เพื่อให้มีร่ม เพราะหญ้าถ้ามันเจอร่มเงานี้มันก็ไม่ค่อยโต มันจะโตได้ดีก็ตอนที่เป็นที่โล่งเพราะมันต้องการแดดมาก และวิธีป้องกันไม่ให้มีเชื้อไฟก็คือปลูกต้นไม้ซึ่งในแง่หนึ่งก็เป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียว
แต่ว่าปลูกแล้วก็ต้องมีคนดูแล หลวงพ่อท่านก็เลยตั้งแต่ช่วงปี 29 ก็เลยชวนชาวบ้านมาทำไร่ในวัด แต่ว่าให้ช่วยดูแลต้นไม้ ต้นกล้าที่ปลูกด้วย วิธีนี้ก็เลยทำให้ต้นกล้าที่ปลูกค่อยๆ โต ค่อยๆ โต จนกระทั่งแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา พอทำไปได้หลายปีก็ปลูกมันก็ไม่ได้แล้ว แต่ว่าต้นไม้มันก็ขึ้นงามดี หญ้าก็ไม่ขึ้นเพราะว่ามีร่มเงา ก็เลยเกิดป่าฟื้นตัวขึ้นมา
ป่าที่เราเห็น มันเป็นป่ารุ่น 2 รุ่น 3 ป่าดั้งเดิมนี่ถูกทำลายไปนานแล้ว เพราะว่าการตัดไม้ มีบริษัททำไม้เข้ามาตัดไม้ในป่าเมื่อปี 12 ได้ ตอนนั้นหลวงพ่อบุญธรรมท่านไม่อยู่ ท่านบอกว่าไม้ที่ล้มขอน ไม้ที่ล้มเป็นขอนกองอยู่ตรงหน้าศาลาไก่นี่เยอะมากเลย ไม้ต้นใหญ่ๆ ทั้งนั้น แต่ว่าพอปล่อยไปสักพักป่าก็ฟื้นตัว ต้นไม้ก็ขึ้น แต่ไม้ใหญ่ประเภทหลายคนโอบนี่ไม่มีแล้ว เหลือน้อยมาก
อันนี้เรียกว่าเป็นไม้รุ่น 2 ป่ารุ่น 2 แต่แล้วก็เจอไฟเข้าไปอีก ปี 29 หลวงพ่อคำเขียนตอนนั้นมาแล้ว ท่านก็ฟื้นฟูใหม่ ป่าที่เราเห็นนี้เป็นป่ารุ่นที่ 3 ที่เกิดจากการระดมคนมาปลูกปีแล้วปีเล่า แต่ช่วงหลังปี 29 ต้องใช้วิธีชักชวนชาวบ้านมาทำไร่ในวัด แล้วขอแรงชาวบ้านช่วยดูแลต้นกล้าที่ปลูกด้วย ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็ยากที่ต้นกล้าจะโต แล้วก็ ชาวบ้านก็มาช่วยเป็นหูเป็นตาดับไฟด้วย เวลาไฟมันลามเข้ามาก็ช่วยดับเพราะว่ามันเป็นไร่ที่เขามาใช้อาศัย
แล้วตอนหลังพอปลูก พอสร้างกำแพงแล้ว ไฟก็ลามเข้ามาน้อยลง แต่ก่อนการดับไฟป่านี้เป็นกิจกรรมประจำปีของชาวป่าสุคะโต ตอนหลังก็มีน้อยลง มีบ้างเป็นครั้งคราว ส่วนใหญ่ก็เกิดจากคนจุดมาตีผึ้งบ้างล่ะ หรือไม่ก็เกิดจากจุดไฟเผาขยะนอกวัดแล้วมันลามเข้ามา
แล้ววันนี้ก็เกิดขึ้น อาจจะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของปี 69 เพราะว่านี่ก็เมษาเข้าไปแล้ว แต่ก็ประมาทไม่ได้ ก็ดีนะที่พวกเราช่วยกันดับไฟได้อย่างทันท่วงที ก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมไปในตัวด้วย เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบ หรือขอบคุณป่าที่เขาให้ที่พักที่อาศัยแก่เรา เราไม่ได้ดับไฟป่าเพราะป่าเป็นของเรา ป่าไม่ใช่ของเรา
การดับไฟป่าเพราะต้องกตัญญูต่อป่า-สัตว์
เคยมีเมื่อ 20 ปีก่อน พระบางรูปบอกว่า ป่าไม่ใช่ของเรา ท่านก็เลยไม่สนใจที่จะดับ อันนี้เข้าใจผิดแล้ว ว่าการดับไฟป่า เราไม่ได้ดับเพราะป่าเป็นของเรา แต่ว่าเราเป็นห่วงต้นไม้ แล้วเราก็อยากจะแสดงความรับผิดชอบ กตัญญูต่อป่า ต่อสัตว์ มันเกิดจากความรับผิดชอบ เกิดจากความกตัญญู เกิดจากความเมตตา มากกว่าความยึดติดถือมั่นว่าป่าเป็นของเรา
มันก็ไม่ต่างจากเราไปยืมโทรศัพท์มือถือใครมา หรือยืมรถใครมา แล้วบอกโทรศัพท์มือถือไม่ใช่ของเรา รถไม่ใช่ของเรา เพราะฉะนั้นเราไม่สนใจดูแล ไม่ใช่ ของอะไรก็ตามแม้จะไม่ใช่ของเรา แต่เราก็มีหน้าที่ต้องดูแลด้วยเหตุผลต่างๆ กันไป
สำหรับการดูแลรักษาป่านี้ก็ทำไม่ใช่เพราะป่าเป็นของเรา แต่เพราะเรามาอาศัยป่า เพราะเราอยากจะตอบแทนบุญคุณของป่า หรือเราอยากจะช่วยเหลือสรรพสัตว์ เพราะว่าบางทีสัตว์หลายชนิดก็ตายเพราะโดนไฟ อย่างคราวนี้ก็มีงูเหลือมตาย หนีไฟไม่ทันมั้ง
พูดถึงไฟ ไฟที่มันไหม้ลามเลียตามพื้นไม่เท่าไหร่นะ ดับง่าย และที่นี่ไฟเวลาเกิดขึ้นใหม่ๆ มันจะเป็นไฟที่ลามเลียสูงไม่มาก บางทีก็สูงแค่หัวเข่าเท่านั้นแหละ แต่ส่วนใหญ่ก็ต่ำกว่านั้นเพราะว่ามันไหม้ใบไม้แห้ง ไม่เหมือนกับภูหลงนะ ภูหลงนี่มันไหม้ไฟเปลวไฟนี้สูงมาก เพราะว่ามันไหม้หญ้าพง หญ้าพงนี่มันสูงท่วมหัวเลย 2-3 เมตร แล้วเป็นเชื้อไฟอย่างดีเลย พอมันไหม้นี่เปลวไฟก็สูงท่วมหัวเลย แล้วก็ลามไปไกลเลยเพราะลมพัด
แต่ที่นี่โชคดีหน่อยเพราะว่าเราไม่ค่อยมีพื้นที่ว่างให้หญ้ามันขึ้น แต่ก่อนมีนะหญ้าพงนี้เยอะมากเลย ถามว่าพื้นที่ที่หญ้าพงเติบโตนี่เกิดจากอะไร ก็เกิดจากไฟนั่นแหละ เวลาเกิดไฟ ต้นไม้มันเกิดล้มขึ้นมา โค่น พอต้นไม้โค่นมันก็เปิดพื้นที่ว่างรับแดดเต็มที่ หญ้ามันก็ฉวยโอกาสขึ้นมาตรงนั้น แล้วพอไฟตกมาตรงหญ้าแห้งในฤดูร้อน มันก็กลายเป็นเชื้อไฟไหม้ต่อไป ขยายพื้นที่กว้างขึ้นไปเรื่อยๆ
สมัยก่อนเปลวไฟที่สุคะโตนี่มันสูงนะ เพราะมันมีพวกหญ้าจำพวกนี้เรียกว่าหญ้าพงนี่เยอะมาก แต่ตอนหลังพอปลูกต้นไม้เยอะๆ มันแทบไม่มีพื้นที่ว่างให้หญ้าพวกนี้ขึ้น เชื้อไฟก็เหลือแต่ใบไม้แห้งกับต้นไม้ที่แห้งตาย
อย่างที่เราเห็นกัน ตอนที่เราไปใหม่ๆ เห็นเปลวไฟมันก็ค่อยๆ ลามเลียตามพื้น ดับง่าย บางทีใช้รองเท้าแตะกระทืบ มันก็เรียบร้อยไปแล้ว แต่ก่อนเราไม่ใช้น้ำนะ เพราะว่าน้ำมันหายาก หนัก เราก็ใช้กิ่งไม้ที่มีใบไม้ติดอยู่นี่ฟาดๆ ๆ ๆ ถ้าไฟมันไม่สูงมากก็ใช้รองเท้าแตะ
สมัยก่อนอาตมาใช้รองเท้าแตะยี่ห้อดาวเทียมคอยตบไฟ คนก็เลยบอกว่าใช้ดาวเทียมดับไฟป่า คนก็เลยนึกว่า โอ้โห สุคะโตนี่ไฮเทคนะ ใช้ดาวเทียมดับไฟป่า ดาวเทียมที่ว่านี่หมายถึงรองเท้าแตะดาวเทียม
แต่ว่าที่เป็นปัญหาคือ ไฟสุมขอน ไฟสุมขอนนี่มันดับยาก เพราะว่าไฟมันไหม้เนื้อใน บางทีเปลือกเราเอาน้ำสาดเรียบร้อยไปแล้ว แต่ข้างในมันยังระอุอยู่เลย แล้วบางทีก็มีไฟแดงลาม บางทีเราไม่เห็นนะ พอเราผ่านไป พอเวลาผ่านไป 2-3 ชั่วโมง มันก็จะลุกเป็นเปลวไฟขึ้นมา แล้วก็จะลามไป
ถ้าเป็นเปลวไฟที่อยู่กลางเถ้าถ่านนี่ไม่น่ากลัว แต่ว่าถ้าเป็นเปลวไฟที่มันลุกขอน และสามารถจะลามไปถึงต้นไม้แห้งๆ ใกล้ๆ หรือเถาวัลย์ที่อยู่ข้างบน เถาวัลย์แม้จะเป็นเถาวัลย์เปียกแต่พอเจอไฟแรงๆ มันก็กลายเป็นเชื้อไฟอย่างดี แล้วก็ลาม
เพราะฉะนั้นไฟป่าเวลาเกิดขึ้น ส่วนใหญ่แล้ววันเดียวไม่จบ ยังยาวลากยาวไปอีกหลายวัน เพราะว่าไฟสุมขอน โดยเฉพาะไฟสุมขอนที่มันสามารถจะลามไปไหม้ต้นไม้ต้นอื่นได้ และต้นไม้ที่อยู่ข้างๆ มัน รอบๆ บางทีก็เป็นต้นไม้ที่แห้งตายแล้ว โอ้โห เป็นเชื้อไฟอย่างดีเลย
นอกจากไฟสุมขอนแล้ว ไฟที่ถูกไหม้จนถึงยอดนี่ก็น่ากลัว แต่ว่าเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีเท่าไหร่ที่สุคะโต เพราะว่าเรามาดับทัน ถ้าเราปล่อยให้ไฟมันลามขึ้นไปถึงยอดนี่แย่เลย เพราะพอลมพัดเปลวไฟมันก็จะปลิว มันจะปลิวไปไหนก็ได้ แล้วพอมันไปตกที่ไหน ตรงนั้นก็พร้อมจะลุกเป็นไฟ เพราะว่าใบไม้แห้ง ต้นไม้ที่แห้งตายก็มีเยอะ
แต่ก่อนนี่กลัวมากเลยนะ ยังไงก็อย่าให้ไฟมันลามขึ้นไปถึงยอด ถ้าถึงยอดแล้วนี่ไฟมันจะกระโดดละ มีนะประเภทไฟกระโดด ไฟที่ไหม้ตามพื้นนี่ไม่เท่าไหร่ แต่ไฟที่กระโดดจากยอดสู่ยอด ไอ้พวกนี้นี่เราก็ได้แต่มองตาปริบๆ ทำอะไรไม่ได้เลย เพราะยอดมันสูงมาก 4-5 เมตร
ไอ้แบบนี้ก็มีนะ หรือแม้มันจะไม่ไหม้ลามไหม้ตามยอด แต่มันเป็นเปลวไฟ มันก็ปล่อยสะเก็ดไฟลอยไปตามที่ต่างๆ อันนี้หนัก
และที่น่าทึ่งก็คือ ไฟที่มันลามใต้ดินเรา ที่ภูหลงเคยมีปีหนึ่งมันไหม้หลายวัน คิดว่าไหม้เรียบร้อยแล้ว แต่ว่าที่ไหนได้มันไหม้ใต้ดินเพราะว่าใต้ดินมันมีรากไม้เยอะ แล้วก็บางทีก็เป็นรากแห้ง หรือถึงแม้เป็นรากที่ไม่แห้ง แต่พอโดนไฟมากๆ มันก็กลายเป็นเชื้อไฟ เราก็สังเกตได้นะ ดินมันระอุๆ บางทีต้องเดินถอดรองเท้า แล้วก็เดินสังเกตดูว่าดินมันระอุตรงไหน พอดินระอุอยู่ตรงไหน ต้องขุดเลย ขุดดินลงไปเลย เจอไฟนี้มันไหม้อยู่ลอดใต้ดิน ไฟมันฉลาดมาก มันมีหลายวิธีมากเลย
จะว่าไปเหมือนกิเลสคนเรา กิเลสคนเรามันมีลูกไม้เยอะมากที่จะล่อหลอกเรา ไฟก็เหมือนกัน มันมีทั้งไฟสุมขอน ไฟกระโดดข้ามจากยอดสู่ยอด ไฟที่ไหม้ใต้ดิน ทั้งหมดนี้เพื่อความอยู่รอดของมัน เราก็ต้องเรียนรู้จากมัน
อย่างไรก็ตาม เวลาเราดับไฟ สิ่งสำคัญประการแรกคือ กันไม่ให้มันลามก่อน มันลามไปที่ไหนก็พยายามกันมันเอาไว้ก่อน นี่คือสิ่งสำคัญประการแรก ส่วนเปลวไฟที่อยู่กลางเถ้าถ่านนี่ปล่อยไปก่อน บางทีเรามีเห็นเปลวไฟมันอยู่กลางเถ้าถ่านลุกโพลงเลย แต่ไม่น่ากลัวเท่าไหร่เพราะว่ามันไม่มีเชื้อแล้ว มันไหม้เชื้อหมด มันก็ดับ ถึงแม้เปลวไฟมันจะสูง ข้อสำคัญคืออย่าให้มันมีสะเก็ดไฟลอยก็แล้วกัน
ฉะนั้นเวลามีเปลวไฟอยู่กลางเถ้าถ่าน เราปล่อยมันได้เลย แต่เรามาสนใจเปลวไฟที่อยู่รอบๆ ก่อนเพื่อไม่ให้มันลาม พอดับเปลวไฟขอบๆ เรียบร้อยแล้ว ค่อยมาจัดการกับเปลวไฟที่อยู่กลางเถ้าถ่าน ดูว่าตัวไหนที่มันสามารถจะกระจายหรือปลิวไปได้ ก็ค่อยดับมัน ถ้าไม่งั้นก็ปล่อยมันไป เพราะถ้าเราไปดับมัน เสียเวลามาก เปลืองน้ำ แล้วก็เหนื่อยเปล่าๆ อย่างดีก็แค่เฝ้าดูมันไม่ให้ลมพัดปลิว ลมพัดเปลวไฟปลิวไป
คอยไปตามล่ากับไฟสุมขอน หรือไฟที่มันฉวยโอกาสเผาไหม้ลามขึ้นบนยอด ไอ้พวกนี้น่ากลัวทำให้ไฟไหม้เป็นอาทิตย์ๆ ได้เลย แล้วไฟพวกนี้เรา มันก็มีหลักก็คือว่า มันอยู่ได้เพราะเชื้อ มันไม่มีเชื้อ มันก็ดับ เพราะฉะนั้นบางทีเราไม่ต้องไปดับมันหรอก แค่ปัดๆ กวาดๆ ไม่ให้มันมีเชื้ออยู่รอบๆ
อย่างเช่น เครื่องมือที่สำคัญมากก็คือเครื่องเป่า เป่าใบไม้ เครื่องเป่าใบไม้นี่ช่วยประหยัดเวลาและประหยัดกำลังได้เยอะเลย เพราะว่าพอเป่าใบไม้ เปิดพื้นที่ว่างไม่ให้มีใบไม้ มันก็เหมือนกับมีแนวกันไฟเล็กๆ ไฟถ้ามันไม่มีเชื้อ มันก็ดับ ไม่ว่ามันจะเป็นเปลวไฟใหญ่แค่ไหน หรือแม้เป็นขอน ถ้าเป็นขอนใหญ่อยู่กลางเถ้าถ่านไม่นานก็ดับ
เปรียบไฟเหมือนอารมณ์แค่อย่าเติมเชื้อ
มันก็เหมือนกับอารมณ์คนเรา อารมณ์คนเราไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นมารุนแรงแค่ไหน หน้าที่เราคือไม่เติมเชื้อให้มัน อารมณ์นี่มันเกิดมันมีอะไรเป็นเชื้อ เชื้อคือความหลง ถ้าเรารู้สึกตัวเมื่อไหร่ อารมณ์ก็ค่อยๆ ดับไป อาจจะไม่ได้ดับทันทีเพราะว่ามันยังมีเชื้ออยู่
ไอ้ไฟป่าก็เหมือนกัน ไฟสุมขอนก็เหมือนกัน เราก็เพียงแต่ทำให้มันไม่มีเชื้อ มันอาจจะยังมีเชื้ออยู่แต่ก็ปล่อยมันไป ไม่ให้เชื้อมันลาม แล้วมันก็จะดับไปเอง เพราะว่ามันเป็นอนิจจังอยู่แล้ว มันตั้งอยู่ไม่ได้นาน
อารมณ์ก็เหมือนกัน ถ้ามันไม่มีเชื้อ มันก็จะดับ เชื้อของอารมณ์ เช่น ความโกรธ ความเศร้า ก็คือความหลง เราเพียงแต่ว่าเติมความรู้สึกตัวลงไป อารมณ์พวกนี้ก็จะดับโดยที่เราไม่ต้องไปกดข่มมัน ไม่ต้องไปผลักไสมัน แค่กลับมารู้สึกตัว อย่างที่พูดเมื่อวาน กลับมารู้สึกตัว กลับมารู้สึกตัว อารมณ์พวกนี้มันค่อยๆ ดับไปเอง เพราะมันไม่มีเชื้อ
นี่เป็นวิธีการในการรับมือกับความคิดและอารมณ์ต่างๆ ที่ไม่ประสงค์ เติมความรู้สึกตัวลงไป เพราะมันอยู่ได้ด้วยความหลง เหมือนกับไฟ มันอยู่ได้เพราะมีเชื้อหรือเพราะมีออกซิเจน ไม่มีออกซิเจน ไม่มีเชื้อ มันก็ดับ
และที่สำคัญคือถ้าเรารีบ รีบจัดการกับมันก่อน มันก็จะดับได้ง่าย เพราะว่าไฟป่าที่มันไหม้พื้นที่เป็นพันๆ ไร่ มันก็เริ่มต้นมาจากสะเก็ดไฟ ตอนที่มันยังเป็นสะเก็ดไฟมันดับง่าย หรือตอนที่มันยังเป็นไฟที่กินเนื้อที่ไม่กว้าง ดับง่าย แต่ถ้าปล่อยให้มันลามเป็นวัน มันจะลามกันเป็นพื้นที่หลายร้อยไร่ มันจะแรงมาก บางทีแม้กระทั่งเครื่องบินก็ไม่สามารถจะปล่อยสารเคมีดับมันได้เพราะมันแรง
อารมณ์ก็เหมือนกัน อารมณ์ถ้ามันเพิ่งเกิดขึ้น เราก็ดับง่าย เช่น ความโกรธ แทนที่เราจะปล่อยให้มันลุกลามไปเป็นความโกรธ ตอนที่มันเริ่มเป็นความหงุดหงิด เป็นความไม่พอใจ เราก็ด่วนมารู้ทันมันซะก่อน ถ้ารู้ทันมัน ตั้งแต่มันยังเพิ่งหงุดหงิดหรือมีความไม่พอใจ อันนี้ดับง่าย
แต่ถ้าปล่อยให้ความหงุดหงิดมันลุกลามไปเป็นความโกรธ กลายเป็นความคับแค้นใจ ตรงนี้ดับยากแล้ว บางทีใช้เวลาเป็นอาทิตย์เลยนะกว่าจะดับ แต่ถ้ามันเป็นแค่ประกายความโกรธคือความหงุดหงิด ดับง่าย
ฉะนั้นไฟป่าก็เหมือนกัน ไฟป่าถ้าเรารู้เร็ว มันดับง่าย อย่างวันนี้เรารู้เร็วหน่อยก็ไปช่วยกันดับ ถ้าปล่อยไปผ่านไปสัก 3-4 ชั่วโมง มันจะดับยากแล้ว เพราะว่ามันไหม้ไปทั่ว รวมทั้งไหม้ต้นไม้แห้งโค่นล้มลงมากลายเป็นไฟสุมขอน แล้วก็ทำให้ไฟลามไปไกล
ไฟที่เกิดจากต้นไม้ที่โค่นลงมานี่น่ากลัวมาก เพราะว่ามันสามารถจะลามไปยังต้นไม้และพื้นที่ข้างเคียง กินเนื้อที่กว้างมาก แต่ที่มันโค่นมาได้เพราะว่าเราให้เวลามัน แต่ถ้าเรารีบไปจัดการมันเสียแต่เนิ่นๆ มันก็จะสงบได้เร็ว
อารมณ์ของคนเราก็เหมือนกัน อย่าปล่อยให้มันลาม โดยเฉพาะถ้าสติยังอ่อน มีสติรู้ทันเร็วเท่าไหร่ มันก็ดับง่ายเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความเศร้า ความเครียด ความอิจฉา ความวิตกกังวล
ขอบคุณเนื้อหา: เพจ Nok Peaceful
เครดิตภาพ: Vichai Naphua




