"วีระศักดิ์" เปิดสาเหตุ 5 ปัจจัยไฟป่าปี 69 รุนแรง พบว่ามีใบสั่งล่าสัตว์เป็นปัจจัยหลักเกิน 60% ที่ทำให้มีการจุดไฟเผาป่า นอกจากนั้นเป็นการเผาเพื่อเก็บเห็ดและหาของป่า รวมทั้งพบ 'ไฟดำ' เป็นหลักฐานการเผาป่าโดยไม่ขออนุญาตมากถึง 50%
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร เปิดเผยกับ Next News ว่า ภาพรวมไฟป่าปี 2569 ในพื้นที่ภาคเหนือที่มีความรุนแรงสาเหตุหนึ่งมาจากลมแรงและเกิดจุดความร้อนจำนวนมาก แต่จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า 1) การล่าสัตว์เป็นปัจจัยหลักที่สุดและน่าจะเกิน 60% ของสาเหตุในการจุดไฟเผาป่า ซึ่งเป็นสาเหตุจากปัญหาปากท้อง แต่แตกต่างจากในอดีตที่เป็นล่าสัตว์เพื่อมากินเอง แต่ปัจจุบันล่าตามใบสั่ง

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร Cr.ภาพ เพจ วีระศักดิ์ โควสุรัตน์
"มีหลักฐานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้พบว่า มีการล่าเลียงผาโดยการจุดไฟเผาเพื่อให้วิ่งหนีลงน้ำ เมื่อเจ้าหน้าที่ไล่จับผู้ต้องหาจึงได้โยนเลียงผาและปืนลงน้ำ แต่ไปตามหาจนได้หลักฐานทั้งหมดรวมทั้งมีวิดีโอด้วย โดยคดีนี้กำลังมีคนพยายามจะวิ่ง เราก็ไม่รู้หรอกว่าใครสั่ง มีอำนาจมากหรือน้อย อำนาจเงินหรืออะไรก็ไม่รู้ แต่เอาเป็นว่าถ้ามีความพยายามจะเป่าคดีกัน เจ้าหน้าที่เขาก็ไม่ยอม นี่ประเด็นหลักที่ไฟที่เกิดขึ้นมาจากปัจจัยการล่าสัตว์ ซึ่งการทำเพื่อการค้าดูเหมือนจะเกินขนาดที่จะปล่อยให้เกิดขึ้นได้"
นอกจากนั้น 2) เป็นการเผาเพื่อหาของป่าที่ไม่ใช่สัตว์ เช่น เห็ด ผึ้ง ผักหวาน ซึ่งแต่ก่อนเป็นการเผาแล้วนำพืชเหล่านี้มาวางขายซึ่งเป็นการเผาในพื้นที่ที่ไม่มาก แต่ปัจจุบันเฉพาะเก็บเห็ดเผาะหรือเห็ดถอบมีการเก็บเพื่อนำไปอัดกระป๋องส่งออก เท่ากับเป็นการเผาเพื่อการค้าอีกเหมือนกันซึ่งขายได้ในราคาแพงด้วย เนื่องจากคนเอเชียที่ไปอยู่ต่างประเทศมักนึกถึงอาหารท้องถิ่นดั้งเดิม และสามารถไปหาซื้อเห็ดกระป๋องจากซุปเปอร์มาเก็ต
ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพฯ ซึ่งทำงานร่วมกับสภาลมหายใจภาคเหนือ กล่าวอีกว่า 3) เป็นการเผาป่าเพื่อขยายพื้นที่และหวังจะนำไปออกเอกสารสิทธิ์หรือการบุกรุกป่าเพื่อทำการเกษตร ซึ่งในปัจจุบันปัจจัยนี้ลดน้อยลง เนื่องจากหลังปี 2562 มีการสำรวจแนวเขตป่าใหม่ ทำให้แรงจูงใจในการเผาเพื่อการบุกรุกป่าจึงลดลง
นอกจากนี้ 4) การเผาโดยเจ้าหน้าที่รัฐหรือเรียกว่าการชิงเผาหรือการบริหารจัดการเชื้อเพลิง ซึ่งในเบื้องต้นพบว่าเฉพาะกรมป่าไม้มีสัญญาจ้างการบริหารจัดการเชื้อเพลิงอย่างน้อย 70 สัญญาจ้าง และเป็นการจ้างบริษัทหรือบุคคลที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในการจัดการไฟจึงทำให้เกิดไฟหลุดมือหรือไฟที่ควบคุมไม่ได้ ซี่งยังไม่พบข้อมูลว่ากรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธุ์พืชมีสัญญาจ้างลักษณะนี้จำนวนเท่าไหร่
“การบริหารจัดการเชื้อเพลิงที่มีใบไม้ท่วมสูงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เฉพาะในเชียงใหม่ในปีที่แล้วมีข้อตกลงจากผู้ว่าฯ เชียงใหม่ว่าไม่ว่าใครขออนุญาตชิงเผาจะต้องเข้าโปรแกรมแอป fire D หรือไฟดี โดยจะเปิดเผยให้ทุกคนรู้ว่า ใครขอและบริหารจัดการตอนจบเป็นยังไง ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชนขอเผา แต่ตอนนี้ยังไม่เปิด เราก็อยากรู้มากเพื่อจะได้รู้ว่ามีไฟขาว ไฟดำ ไฟเทาต่างกันเท่าไหร่
"คำตอบที่ได้เบื้องต้นพบว่า มีไฟดำจากจุดความร้อนและรอยไหม้อยู่ถึง 50% คือไฟที่ไม่ขอ แต่เผาเลย ซึ่งต้องไปลากคอมาเข้าระบบให้ได้ นอกจากนั้นอีกว่า 20% เป็นไฟขาวคือไฟที่ขออนุญาตโดยมีจำนวนพื้นที่เผาและเวลาในการเผาชัดเจน มีการกำหนดเวลาการเผาจากเจ้าหน้าที่ชัดเจนและอีก 25% จะเป็นไฟเทา เป็นไฟที่มาขอเผา แต่คุมไม่อยู่ บริหารไม่ค่อยดี กะจะเผา 30 ไร่แต่ดันไหม้ไป 300 ไร่ เพราะลมแรง เตรียมคนไว้น้อยดับไฟไม่ทัน"
ปัจจัยสุดท้ายคือ 5) งบกลางในปี 2569 สำหรับการจัดการไฟออกช้ามาก จากปกติจะอนุมัติก่อนสิ้นเดือนธันวาคม แต่ปีนี้ไม่มีงบฯ เพราะติดช่วงเลือกตั้ง ได้มีการพิจารณางบฯ หลังมีการเลือกตั้งไปแล้ว ทำให้จนถึงตอนนี้ยังไม่มีงบฯ ลงไปใช้ป้องกันและดับไฟป่า ซึ่งงบฯปกติของป่าอนุรักษ์ คือ ป่าอุทยานฯ เขตรักษาพันธุ์สัตวป่า เขตห้ามล่าฯ จะได้ไร่ละ 5 บาทต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอ ถ้าเป็นป่าสงวนได้รับไร่ละ 1 บาทต่อปี จึงจำเป็นต้องของบกลาง ซึ่งในบางปีกว่างบฯ ก้อนนี้จะไปถึงพื้นที่ล่วงเลยไปถึงเดือนเมษายน หมายถึงไฟไหม้ป่าไปแล้วเดือนกว่าเงินเพิ่งไป
“ปี 2569 แย่กว่าเพราะติดเลือกตั้ง กว่า ครม.จะได้เคาะเรื่องนี้หลังหย่อนบัตรเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ไปแล้ว ตอนนี้เงินกำลังไหลไปตามท่ออยู่และบังเอิญไฟเกิดขึ้นเยอะมาก ปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงบินไปดูเองว่าไฟมันเยอะจริงๆ จึงมาของบฯ นายกฯ และมีการประกาศเขตภัยพิบัติฉุกเฉินตามพ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550" นายวีระศักดิ์ กล่าว
ขอบคุณภาพปก: นพ.สมหมาย เอี่ยวประดิษฐ์




