News Logo
หน้าแรก
'สมบัติ บุญงามอนงค์' ถอด 5 บทเรียนไฟป่าปี 69 มุ่งหน้าปั้นเชียงรายโมเดล

'สมบัติ บุญงามอนงค์' ถอด 5 บทเรียนไฟป่าปี 69 มุ่งหน้าปั้นเชียงรายโมเดล

10 พ.ค. 2569 17:10
ผู้ชม 75 คน

ทีมอาสาสมัครดับไฟป่า มูลนิธิกระจกเงา ที่มี 'ณัฐพล สิงห์เถื่อน' เป็นหัวหน้าทีม เริ่มต้นปฏิบัติการดับไฟปี 2569 ในพื้นที่ จ.ลำพูน เมื่อกลางเดือน ก.พ. จากนั้นเมื่อสถานการณ์ไฟรุนแรงมากขึ้น จึงขยับเข้าเชียงใหม่ ออกปฏิบัติการดับไฟครั้งโหดร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในทุกวัน กระทั่งเริ่มถอนกำลังการปฏิบัติงานออกจากพื้นที่เชียงใหม่ เมื่อ 12 เม.ย. ไปต่อเชียงรายอีกร่วม 10 วัน รวมระยะเวลาการทำงานกว่า 2 เดือน

สมบัติ งามบุญอนงค์ ผู้อำนวยการมูลนิธิกระจกเงา ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานภาคเอกชนที่ส่งทีมอาสาดับไฟป่าลงพื้นที่ภาคเหนือมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ปี ได้ถอดบทเรียนการ 'ดับไฟป่า' ปี 2569 ผ่านสำนักข่าว Next News โดยระบุว่า เหตุการณ์ไฟป่าภาคเหนือปี 2569 เป็นปีที่สถานการณ์รุนแรงมากที่สุดปีหนึ่ง โดยป่าถูกเผาไปทั้งหมด 14 ล้านไร่ และจากการทำงานตลอดระยะเวลากว่า 2 เดือนของลงพื้นที่หน้างาน ตลอดจนการวิวาทะถกเถียงถึงสาเหตุและทางออกของกับหลายฝ่าย จึงพอสรุปบทเรียนออกมาได้ 5 เรื่อง ดังนี้

ณัฐพล

ณัฐพล สิงห์เถื่อน หัวหน้าทีมอาสาสมัครดับไฟป่า มูลนิธิกระจกเงา

ดับไฟป่า

การดับไฟป่าใน จ.เชียงใหม่ ทีมอาสาสมัครดับไฟป่า มูลนิธิกระจกเงา

1. อาสาสมัครดับไฟเจอสถานการณ์ไฟที่หนักหน่วง ปีนี้ฝนทิ้งช่วงเกิน 1 เดือน ทำให้ทีมดับไฟคุมไฟได้แค่ระดับหนึ่ง อย่างเช่น มีจุดความร้อน (hotspot) แค่ 30 จุด ยังพอไหว แต่พอเกิน 50 จุด เครื่องเริ่มสั่นและหากเกินกว่านั้นจะเอาไม่อยู่หรือเกินจุด Clitical Point (จุดวิกฤต) ไฟจะมากและทำได้แค่ยันไว้ไม่ให้เตลิด และรอฝน

เมื่อเลยจุดวิกฤต รัฐประกาศปิดป่า มีการจับกุมดำเนินคดีทุกกรณีเพื่อประจาน เผาขยะก็จับดำเนินคดี ซึ่งเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ เพื่อสร้างความหวาดกลัวว่ารับเอาจริงกับคนเผ่าป่า จากนั้นหน่วยงานรัฐระดมสรรพกำลังจาก เช่น อส. ทหาร มาเพิ่ม แต่กำลังไม่มีความพร้อมทั้งอุปกรณ์ ชุดสำหรับดับไฟที่เหมาะกับสภาพอากาศ ขาดทักษะในการใช้เครื่องมือ กองกำลังที่เสริมเข้ามาจึงไม่ได้ผลมากนัก ยกเว้นทหารถ้ามาก่อนจะช่วยด้านจิตวิทยากดดันชาวบ้านให้มีความกลัวได้

อย่างไรก็ดี ข้อมูลของ ดร.เจน ชาญณรงค์ ประธานสภาลมหายใจกรุงเทพมหานคร ซึ่งเชี่ยวชาญการใช้ภาพถ่ายเทียมในการสำรวจกองไฟ พบว่าจำนวน ‘ไฟกองแรก’ ไม่เปลี่ยนแปลง หมายถึงจำนวนคนที่จุดมีเท่าเดิมในทุกๆ ปี ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1,000 จุด ดังนั้นพฤติกรรมคนไม่ได้เปลี่ยน แต่สถานการณ์และปัจจัยเปลี่ยน โดยเฉพาะฝนทิ้งช่วง เมื่อหลายปัจจัยเอื้อไฟก็มาก คนดับก็ล้า

นอกจากนั้น ยังมีคนไม่เข้าใจการจุดไฟสวนหรือไฟชน ปกติชาวบ้านจะปกป้องพืชสวน เมื่อเกิดไฟในป่าหรือเกิดไฟใกล้สวนก็จะจุดไฟสวนออกไป ซึ่งมาตรฐานการดับไม่เท่ากัน กลุ่มกะเหรี่ยงที่มีความเชี่ยวชาญในการจุดไฟชนอาจทำได้ดี แต่ชาวสวนในพื้นที่ล่างพอเห็นไฟก็จุดเลย ทำให้เกิดไฟขึ้นพร้อมๆ กัน โดยชาวบ้านจะเชื่อว่าคงไม่มีเจ้าหน้าที่มาช่วยดับได้ เมื่อจุดแล้ว ดับไม่ไหว จึงชุลมุนมากเพราะไฟลามไปทั่วและควบคุมไม่ได้

ประเด็นมีขบวนการล่าสัตว์ 'สมบัติ' ออกตัวว่าไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดในกรณีนี้ เพราะหากไฟลามจากชุมชนหรือพื้นที่เกษตรพอจะสันนิษฐานสาเหตุได้ แต่ไฟที่เกิดในป่าลึกและพื้นที่สูง พบข้อมูลจากโดรนว่า มีไฟหลายจุดๆ ลักษณะจุดล้อมเป็นแนว ไม่ใช่ไฟลาม แต่เจตนาเผาเป็นแนวเพื่อต้อนสัตว์ และสามารถจับกุมคนเผากลุ่มนี้ได้ มีทั้งล่าสัตว์ เผาผึ้ง เก็บไข่มดแดง จำนวนมาก เพราะมีคนรับซื้อและราคาดี ซึ่งสายอุทยานและสายอนุรักษ์สรุปว่า นี่คือการเผาเพื่อล่าสัตว์ เพราะกล้องจับภาพได้ ซึ่งเป็นวิถีของคนที่อาศัยอยู่ใกล้ป่า หรืออาจจะมีการว่าจ้างพรานเข้าป่าเพื่อล่าสัตว์ของผู้มีอิทธิพลหรือไม่ สมบัติบอกว่า ไม่มีข้อมูลเชิงลึกในด้านนี้

2. การปรับตัวของหน่วยงานภาครัฐ สิ่งที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นคือ หน่วยสิงห์ไฟของฝ่ายปกครองหรืออำเภอ ในบางพื้นที่ทำได้ดีขึ้นและมีแนวโน้มที่ดี ในขณะที่อุทยานและป่าไม้ มีความก้าวหน้าในการใช้โดรนที่มีประสิทธิภาพ มีครบทุกทีม ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนในการใช้เทคโนโลยีที่สามารถตรวจจับคนเข้าป่าไปจุดไฟได้แม่นยำเห็นตัวคนชัดเจน

ในอีกด้านที่ควรจะช่วยแก้ปัญหาได้ แต่ยังทำได้ไม่ดี นั่นคือแอป FireD ที่กำหนดให้ประชาชนที่จำเป็นจะต้องใช้ไฟลงทะเบียนเพื่อจองช่วงเวลาในการเผา ซึ่งทางอำเภอและผู้ว่าฯ ในฐานะเป็นคนอนุญาตจะให้เผาตามความเหมาะสม แต่กลับไม่มีการเปิดเผยข้อมูล และยังมีการอนุญาตเผาในช่วงวิกฤต ดังนั้นควรต้องเป็นระบบเปิดเพื่อให้มีการตรวสอบได้ว่า ทำไมจุดนี้ถึงอนุญาตให้เผาได้ ทำให้โปร่งใส ถ้าไม่โปร่งใสเมื่อผู้ว่าฯ ไม่อนุมัติ คนก็จะรอ หรือลงทะเบียนไปแล้วไม่อนุมัติ คนก็เลยเผาเลย และปีนี้เนื่องจากไม่มีฝน บวกกับปัจจัยอื่นทำให้ไฟไหม้ไป 14 ล้านไร่ นอกจากนั้นในภาคอีสานก็กลับมีการเผากันอย่างหนักเช่นกัน

3. นักวิชาการ/NGO บางกลุ่ม สมบัติออกตัวว่า บทบาทการดับไฟป่าของทีมอาสาสมัครมูลนิธิฯ อยู่นอกวงงานวิจัย เพราะเป็นแค่อาสาสมัครดับไฟ ไม่ถูกนับเป็นกลไก ส่วนนักวิจัยมุ่งเน้นไปที่ 'รากของปัญหา' หรือต้นไฟ เขาไม่สนใจการจัดการปัญหา แต่มีข้อสังเกตว่าการจัดการภัยพิบัติต้องพึ่งพาทุกขั้นตอน ตั้งแต่ ก่อนเกิดเหตุ เกิดเหตุ และการป้องกัน "ผมอยู่ทีมเผชิญเหตุ แต่ไปวิวาทะกับคนที่พูดเรื่องรากของปัญหา ซึ่งพวกเราอ่อนแอเรื่องรากของปัญหาหรือสาเหตุ แต่ไม่ใช่ไม่ฟัง และยังไม่มีพื้นที่การถกเถียงที่ลุ่มลึก ซึ่งก่อนหน้านี้ 7 ปีไม่มีเรื่องนี้ (อาสาสมัครกระจกเงาเริ่มลงพื้นที่ดับไฟป่าตั้งแต่ปี 2562) กระจกเงาไม่อยู่ในสายตา และมีข้อจำกัดของการมองไฟแตกต่างกัน

"ยิ่งนักวิชาการและ NGO ฝ่ายป้องกัน เขามองเรื่องใบไม้ในป่า เช่น ใบไม้สะสมมากจึงดับไม่ได้ ซึ่งพวกเรายืนยันว่า ไม่จริง เพราะเราไม่เคยเจอใบไม้ระดับเอว แค่ระดับเข่าก็เยอะแล้ว ใบไม้ไม่ได้สะสมข้ามปี ที่บอกว่าใบไม้สะสมเป็นเชื้อเพลิงมาก จึงทำให้เป็นสาเหตุไฟป่า ไม่ Make sense (ไม่สมเหตุสมผล) ซึ่งสายวนศาสตร์เขาพูดถึงหญ้า พอโน้มตัวลงจะติดไฟง่าย ดังนั้นใบไม้ในป่าเต็งรังที่หนาแล้วเป็นสาเหตุ - ไม่จริง คือไม่มีประสบการณืหน้าไฟ เขา (นักวิชาการ) จึงเสนอการบริหารจัดการเชื้อเพลิง (Fire Management) กับการใช้ไฟจำเป็น 2 ไฟนี้"

'สมบัติ' เห็นด้วยว่าการจัดการเชื้อเพลิงและการใช้ไฟจำเป็น ต้องทำ แต่อย่าลาม และเผาแล้วต้องฝุ่นน้อย ถ้าคนใช้ไฟออกแบบทำเรื่องนี้ดี ก็จะลดปัญหา ถ้าการใช้ไฟไม่มาพร้อมกับบริการจัดการไฟก็จะเกิดปัญหาไฟใหญ่และลุกลาม

กรณีการเผาไร่หมุนเวียน 'สมบัติ' มองว่า ไร่หมุนเวียนมีชีวมวลสูงมากและเกิดควันมหาศาล ถ้าไร่หมุนเวียนไม่เผาไม้ท่อนได้หรือไม่ เพราะการเผาไม้ท่อนจะเกิดควันทวีคุณ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 หรือเป็นการเผาบางส่วนหรือการจัดการด้วยวิธีอื่น อย่าง Permaculture ที่เป็นการจัดการดินและย่อยสลายวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแบบธรรมชาติที่เป็นวิถีเกษตรยั่งยืน

'สมบัติ' บอกว่า ช่วงเกิดไฟป่าเขาตกเป็นคู่กรณีกับ NGO กลุ่ม BIOTHAI หรือมูลนิธิชีววิถี ที่มองว่าไฟมาจากการเผาไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีกลุ่มทุนรับซื้อ ทำให้เกิดฝุ่นควัน ซึ่งจริงๆ แล้วแม้จะเป็นสาเหตุก็จริง แต่การลุกลามน่าจะอยู่ในระดับต่ำ และในการดับไฟของทีมอาสาสมัครไม่เคยเจอไฟใกล้แปลงไร่ข้าวโพด นานๆ จะเจอที ต่างจากไฟข้ามแดนที่มาจากการเผาไร่ข้าวโพดชัดเจน ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญเพราะไม่มีการดับเลย

ในขณะเดียวกัน 'สมบัติ' ยืนยันว่า หากเอาข้าวโพดออกจากระบบ แต่ถึงไม่มีข้าวโพดก็ยังมีไฟ ไฟไม่ได้หายไป ไฟมาจาก 2 พื้นที่ คือ ไฟจากพื้นที่เกษตรและไฟจากพื้นป่า และหลายหน่วยงานสรุปตรงกันว่า ไฟส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ป่าโดยเฉพาะป่าอนุรักษ์ เกษตรไม่ใช่ไฟหลัก ดังนั้น มีไฟที่เกิดในป่าและถ้าลามไปติดพื้นที่เกษตร การเผาไฟแปลงเกษตรที่มีการจัดการดีหรือ ‘ไฟจำเป็น’ ก็จะเป็นไฟดี แต่ถ้าลามออกจากแปลงเกษตรถือว่าเป็น ‘ไฟร้าย’ และไฟร้ายก็มีมากกว่าไฟจากแปลงเกษตรหลายเท่า

“ถ้าพล็อตตำแหน่งไฟออกมาจากพื้นที่เกษตร แล้วสืบสวนไฟกันจริงๆ ด้วยดาวเทียมไปจนถึงแปลงเกษตร จะทราบการใช้ไฟของแปลงนั้นๆ ได้ ถ้าสืบสวนเรื่องนี้เราจะได้ข้อมูล แต่ก็ต้องมีฐานข้อมูลว่า มีทั้งหมดกี่แปลง มีพฤติกรรมการใช้ไฟเป็นอย่างไร ดังนั้น 'ทุน' แข็งแรงแน่ จึงมีคนพยายามต่อกรกับทุนไว้และยันไว้ เขาเลยหาว่าเราไม่พูดเรื่องข้าวโพดเลย ซึ่งผมเข้าใจเขาอยู่ในบทบาทนั้น”

4. รัฐบาลรักษาการ 'สมบัติ' ระบุว่า ช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล (หลังยุบสภา) มีผลต่อการจัดเตรียมกำลังคนและงบประมาณ รวมถึงการเปลี่ยนรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาเป็น ‘สุชาติ’ ที่คาดหวังอะไรไม่ได้ รัฐจึงขาดความพร้อม กำลังคนไม่เพียงพอ อย่างเช่น ทีมเหยี่ยวไฟมีแค่ 200 กว่าคน ทีมที่ไปดับไฟด้วยกันมี 7-10 คน งบกลางไม่มี แม้งบฯ ท้องถิ่นพอมี แต่ก็หายไปครึ่งหนึ่ง ซึ่งอนาคตถ้าให้ท้องถิ่นเป็นคนรับผิดชอบไฟป่าก็จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะเริ่มเห็นพัฒนาการในการจัดการไฟที่ดีขึ้น ควรเพิ่มโอกาสในการจัดทำแผนในการรับมือไฟป่า ถ้าท้องถิ่นทำได้ก็จะแก้ปัญหาได้หรือเป็นพระเอกได้

“คนชอบเรียกว่าผม Zero Burning (ห้ามเผาเด็ดขาด) ผมยอมรับแค่ครึ่งเดียว ผมต้องการไฟน้อย ควันน้อย ซึ่งแนวคิดนี้มาจากการจัดการไฟที่เชียงราย หลายปีที่ผ่านมาเชียงรายควบคุมไฟได้ในระดับแชมป์เปี้ยน ไฟน้อยมาก ยกเว้นปีนี้ แต่ก็น้อย ส่วน Zero Burning ของรัฐมีปัญหาเพราะพื้นที่ใช้ไฟ (จำเป็น) จะไม่ยอม มีคนพูดว่าทำให้เกิดไฟแค้น ซึ่งเป็นทฤษฎีสมคบคิด แต่จริงๆ เขามีเหตุผลในการเผา เช่น หาของป่า ที่จับได้ไม่เคยมีสาเหตุจากไฟแค้น ที่จับได้มีเหตุผลชัดเจน

“อีกกรณีคือ การบริหารจัดการเชื้อเพลิงของป่าไม้และอุทยาน เจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่าเป็นการลดปริมาณเชื้อเพลิง โดยเฉพาะป่าเต็งรัง แต่ในชั้นกรรมาธิการและหลายเวทีเจ้าหน้าที่ของทั้งสองกรมต่างชี้แจงว่า พื้นที่บริหารจัดการเชื้อเพลิงมีไม่ได้เยอะ ปีนี้ป่าไม้มีการทำสัญญาบริหารเชื้อเพลิงสัญญาๆ ละ 3-4 หมื่นบาท และเป็นพื้นที่ที่มีการหาของป่าหรือชาวบ้านมีการเผาอยู่แล้ว เป็นการชิงเผาในพื้นที่ไหม้ซ้ำซาก ไปจ้างชาวบ้านเผา แล้วบอกว่าป่าเต็งรังต้องการไฟ ซึ่งนักวิชาการในเชียงใหม่ก็พยายามบอกว่ามีเหตุปัจจัยในการใช้ไฟ ซึ่งการใช้ไฟมี 35 เหตุผล การชิงเผาจึงเป็นการทำงานกับชุมชนและวางกรอบในการใช้ไฟเพื่อให้มีการประนีประนอมกัน ไม่ให้มองว่าเป็นไฟร้ายทั้งหมด แต่เผาแล้วคุมได้หรือไม่ ปีนี้เผาตั้งกุมภาฯ ซึ่งโหดมาก คนไม่อดทนรอ จึงเผากันมากทั้งที่ควรเลือกเผา”  

5. หันหลังให้เชียงใหม่มุ่งหน้าสร้างเชียงรายโมเดล 'สมบัติ' กล่าวว่า ทีมอาสาสมัครเริ่มทำงานดับไฟป่าจากเชียงรายและเป็นพื้นที่ที่สามารถกดไฟได้สำเร็จ ถึงจะเข้าใจฝั่งเชียงใหม่ แต่ก็เชื่อแบบเชียงรายว่า ต้องผสมผสานกันไม่ใช่ปล่อยจอย เพราะเกิดแล้วควบคุมยากมาก ที่เชียงรายพอประกาศว่า 60 วันห้ามเผา ปรากฎว่าผู้ว่าฯ กดไฟได้ เรียกแกนนำมากดไฟได้สนิท ซึ่งฝ่ายปกครองเชียงรายแข็งแรงมาก แต่เข้าใจว่าเชียงใหม่ป่าเยอะกว่ามาก แต่ก็มี 'พื้นที่ไข่แดง' ที่คุมไฟได้ อย่างเช่น ดอยสุเทพ-ปุย ไม่มีไฟไหม้ แต่ไฟไปเกิดรอบนอก ใกล้เมืองไม่มีไฟ

ดังนั้นปี 2570 ทีมอาสาสมัครดับไฟป่า มูลนิธิกระจกเงา จะไปปักหลักเชียงราย จะไปให้ความสำคัญกับการ 'ทำแนวกันไฟ' ปีหน้าจึงจะออกจากพื้นที่ไฟป่าในเชียงใหม่กลับไปฐานเดิมที่เชียงราย เพื่อ ‘ออกแบบการทำแนวกันไฟให้เป็นโมเดล’ ไม่ให้ไฟข้ามแนว เช่น การเผาลงล่าง ถ้าไฟขึ้นจะหาวิธีเคลียร์ชีวมวลบนสันเขา การจัดการเชื้อเพลิง ให้คนขึ้นไปลาดตระเวนได้ ทำเป็นกำแพงเมืองที่มีคนเฝ้าและมีน้ำสำรองไว้ตามแนวกันไฟ ซึ่งถ้าไฟข้ามก็จะไม่เยอะ ปีหน้าจึงจะดับให้น้อย แต่หันมาเน้นมาทำแนวกันไฟ เพราะอย่างในต่างประเทศสามารถใช้สปริงเกอร์กันไฟได้ จึงต้องมาพัฒนาการทำแนวกันไฟ เช่น เจ้าของสวนจะต้องมีวิธีการป้องกันสวนตัวเอง เป็นต้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ไฟป่า
อาสาดับไฟป่า
มูลนิธิกระจกเงา
สมบัติ บุญงามอนงค์



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิชาการแนะรัฐรับมือวิกฤตโลกร้อน กระทบระบบอาหารจนถึงจานข้าว
นักวิชาการแนะรัฐรับมือวิกฤตโลกร้อน กระทบระบบอาหารจนถึงจานข้าว