IEA คาดความต้องการไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกจะพุ่งแตะ 945 เทราวัตต์ชั่วโมงภายในปี 2573 ขณะที่นักวิจัยเตือนผลกระทบด้านพลังงาน น้ำ และสภาพภูมิอากาศกำลังทวีความรุนแรง
วันที่ 11 มิถุนายน 2569 สำนักข่าว Next News รวบรวมข้อมูลจาก International Energy Agency (IEA), United Nations University Institute for Water, Environment and Health (UNU-INWEH), Goldman Sachs Research, Cornell University และการวิเคราะห์ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์กำลังผลักดันให้ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกกลายเป็นหนึ่งในผู้ใช้พลังงานรายใหญ่รายใหม่ของโลก ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านการใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ การใช้ที่ดิน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
รายงานของ International Energy Agency (IEA) ระบุว่า ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกใช้ไฟฟ้าประมาณ 415 เทราวัตต์ชั่วโมงในปี 2567 หรือคิดเป็นร้อยละ 1.5 ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก และคาดว่าความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็นราว 945 เทราวัตต์ชั่วโมงภายในปี 2573 หรือเกือบร้อยละ 3 ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก โดยปัญญาประดิษฐ์เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้การใช้พลังงานของภาคส่วนนี้เติบโตเร็วกว่าภาคเศรษฐกิจอื่นถึง 4 เท่า
IEA ระบุว่า การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ติดตั้งหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูงสำหรับงานปัญญาประดิษฐ์ ส่งผลให้ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการใช้ไฟฟ้าของเซิร์ฟเวอร์ที่ออกแบบมาสำหรับปัญญาประดิษฐ์เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 30 ต่อปี ขณะที่เซิร์ฟเวอร์ทั่วไปเติบโตเพียงร้อยละ 9 ต่อปี ส่งผลให้ศูนย์ข้อมูลกลายเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายสำคัญในหลายประเทศ โดยสหรัฐอเมริกามีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกสูงถึงร้อยละ 45 ในปี 2567
ขณะเดียวกัน รายงานของ United Nations University Institute for Water, Environment and Health (UNU-INWEH) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ระบุว่า ปัญญาประดิษฐ์กำลังสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การใช้น้ำ และการใช้พื้นที่ดิน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านทรัพยากรในระยะยาว
UNU-INWEH คาดการณ์ว่า การใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ในปี 2568 อาจก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่าง 32.6-79.7 ล้านตัน ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนครนิวยอร์กทั้งเมือง นอกจากนี้ รอยเท้าน้ำจากการดำเนินงานของปัญญาประดิษฐ์ในปีเดียวกันอาจอยู่ที่ 312,500-764,600 ล้านลิตร ใกล้เคียงกับปริมาณการบริโภคน้ำดื่มบรรจุขวดทั่วโลกในหนึ่งปี
ด้าน Goldman Sachs Research คาดการณ์ว่า ความต้องการพลังงานจากศูนย์ข้อมูลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 165 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยมีปัญญาประดิษฐ์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและพลังงานครั้งใหญ่ทั่วโลก
รายงานจาก Cornell University ยังประเมินว่า หากอัตราการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ยังดำเนินต่อไปในระดับปัจจุบัน ภายในปี 2573 สหรัฐอเมริกาอาจมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอีก 24-44 ล้านตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการเพิ่มจำนวนรถยนต์ใช้น้ำมันบนท้องถนนอีกประมาณ 5-10 ล้านคัน
นอกจากประเด็นด้านพลังงานแล้ว การใช้น้ำยังเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ โดยการวิเคราะห์ของ The Guardian ระบุว่า ศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ราวสองในสามที่อยู่ระหว่างการวางแผนก่อสร้างในสหรัฐอเมริกาตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เผชิญภาวะภัยแล้ง ขณะที่ศูนย์ข้อมูลแต่ละแห่งอาจใช้น้ำวันละหลายแสนถึง 5 ล้านแกลลอนสำหรับระบบระบายความร้อนแบบระเหย
UNU-INWEH ยังประเมินว่า โครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์อาจครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 14,500 ตารางกิโลเมตรภายในสิ้นทศวรรษนี้ ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับพื้นที่ประมาณสองเท่าของเขตมหานครจาการ์ตาในอินโดนีเซีย
การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลยังเพิ่มความเสี่ยงด้านมลพิษทางอากาศทางอ้อมจากการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงการใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลสำรองในบางพื้นที่ โดยเฉพาะภูมิภาคที่ระบบโครงข่ายไฟฟ้ายังไม่สามารถรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเพียงพอ
แม้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Google, Microsoft และ Meta จะประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ แต่หลายรายงานระบุว่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทเหล่านี้ยังคงเพิ่มขึ้นจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
IEA ระบุเพิ่มเติมว่า แม้พลังงานหมุนเวียนจะสามารถรองรับความต้องการไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลได้เกือบครึ่งหนึ่งในอนาคต แต่ก๊าซธรรมชาติและถ่านหินยังคงมีบทบาทสำคัญต่อระบบไฟฟ้าโลก โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ การก่อสร้างศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านน้ำและพลังงานยังนำไปสู่ข้อขัดแย้งกับชุมชนท้องถิ่นในหลายพื้นที่ของสหรัฐอเมริกา โดยบางโครงการถูกชะลอหรือเผชิญการคัดค้านจากประชาชนที่กังวลต่อผลกระทบด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม Cornell University ระบุว่า ผลกระทบดังกล่าวสามารถลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ หากมีการเลือกทำเลที่ตั้งศูนย์ข้อมูลอย่างเหมาะสม เร่งลดการปล่อยคาร์บอนของระบบไฟฟ้า และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยมาตรการดังกล่าวอาจช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึงร้อยละ 73 และลดการใช้น้ำได้ถึงร้อยละ 86 เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่มีผลกระทบสูงที่สุด
แม้ปัญญาประดิษฐ์จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่หลายสถาบันวิจัยเตือนว่าการเติบโตของเทคโนโลยีดังกล่าวกำลังเพิ่มภาระด้านสิ่งแวดล้อมในระดับที่เทียบได้กับประเทศขนาดกลาง หากไม่มีการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม อาจส่งผลให้ความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ พลังงาน และทรัพยากรน้ำทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต
อ้างอิง:
United Nations University: The Environmental Cost of Artificial Intelligence
Goldman Sachs Research: AI to drive 165% increase in data center power demand by 2030
Cornell University: Roadmap shows the environmental impact of AI data center boom
de Vries-Gao: The carbon and water footprints of data centers




