News Logo
หน้าแรก
EU เตรียมดัน ‘กำจัดคาร์บอนถาวร’ บุกตลาดเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจสีเขียวโลก

EU เตรียมดัน ‘กำจัดคาร์บอนถาวร’ บุกตลาดเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจสีเขียวโลก

10 ก.ค. 2569 15:43
ผู้ชม 26 คน

คณะกรรมาธิการยุโรปเตรียมเสนอแผนผสานเทคโนโลยีกำจัดคาร์บอนถาวรเข้าสู่ระบบ EU ETS ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ หวังลดแรงกดดันราคาคาร์บอนและชดเชยการปล่อยก๊าซในภาคอุตสาหกรรมหนักอย่างยั่งยืน

คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังเดินหน้าการทบทวนครั้งสำคัญของ ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU ETS) ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของตลาดคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดในโลก หลังมีแผนเปิดทางให้เทคโนโลยีการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศและกักเก็บอย่างถาวร เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นทางการ 

โดยรายงานของ Carbon Gap Tracker ระบุว่า คณะกรรมาธิการยุโรปมีแผนเผยแพร่ข้อเสนอปรับปรุง EU ETS ภายในเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งจะรวมถึงทางเลือกในการผสานการกำจัดคาร์บอนแบบถาวรที่ได้รับการรับรองภายใต้กรอบ Carbon Removal Certification Framework (CRCF) เข้าสู่ระบบ

ข้อมูลจาก European Parliament Think Tank ระบุว่า ตามข้อกำหนดในกฎหมาย EU ETS ฉบับที่ปรับปรุงเมื่อปี 2566 คณะกรรมาธิการยุโรปจะต้องจัดทำรายงานเสนอรัฐสภายุโรปและคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เพื่อประเมินแนวทางการบันทึกบัญชีและการนำการปล่อยก๊าซเรือนกระจกติดลบจากการกำจัดคาร์บอนแบบถาวรเข้ามาอยู่ภายใต้ระบบ EU ETS พร้อมทั้งเสนอร่างกฎหมาย หากเห็นว่ามีความเหมาะสม 

โดยการดำเนินการครั้งนี้มีเป้าหมายสนับสนุนการบรรลุความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศภายในปี 2593 ซึ่งนอกจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังจำเป็นต้องอาศัยการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อชดเชยการปล่อยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในบางภาคส่วน

เทคโนโลยีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ได้แก่ การดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศโดยตรงและกักเก็บถาวร การใช้ชีวมวลร่วมกับการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงการผลิตถ่านชีวภาพ ซึ่งแตกต่างจากมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วไป เนื่องจากสามารถสร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกติดลบได้จริง 

รายงานของ Clean Energy Wire เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 อ้างผลการศึกษาของกลุ่มวิจัย Ariadne ในเยอรมนีที่ระบุว่า การนำใบรับรองการกำจัดคาร์บอนเข้าสู่ระบบ EU ETS อาจช่วยลดแรงกดดันจากราคาคาร์บอนที่ภาคอุตสาหกรรมยุโรปต้องแบกรับ โดยยังคงรักษาเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้ได้

สำหรับ CRCF ซึ่งเป็นกรอบการรับรองการกำจัดคาร์บอนฉบับแรกของโลก ได้รับการจัดตั้งขึ้นภายใต้กฎระเบียบ Regulation (EU) 2024/3012 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปลายปี 2567 โดยเว็บไซต์ Climate Action ของ European Commission ระบุว่า กรอบดังกล่าวครอบคลุมการกำจัดคาร์บอนแบบถาวร การทำเกษตรเพื่อกักเก็บคาร์บอน และการกักเก็บคาร์บอนในผลิตภัณฑ์ 

พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดเกี่ยวกับการตรวจวัดผล ความเป็นผลเพิ่มเติม ความคงทนของการกักเก็บ และการป้องกันการนับซ้ำ เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของระบบและลดความเสี่ยงจากการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมเกินจริง

Global ELR รายงานเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ว่า ปัจจุบัน EU ETS ยังคงมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นหลัก แต่การทบทวนในปี 2569 อาจเปิดทางให้หน่วยรับรองที่ผ่านมาตรฐาน CRCF โดยเฉพาะการกำจัดคาร์บอนแบบถาวร สามารถนำมาใช้ภายในระบบได้ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ยาก เช่น อุตสาหกรรมเหล็กและปูนซีเมนต์

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งเตือนว่า การผสานการกำจัดคาร์บอนเข้าสู่ EU ETS จำเป็นต้องออกแบบอย่างรัดกุม เนื่องจากงานศึกษาหลายชิ้นพบว่า หากไม่มีการควบคุมปริมาณหน่วยรับรองอย่างเหมาะสม อาจทำให้เพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของระบบอ่อนตัวลงได้ 

ขณะที่ Carbon Market Watch และนักวิเคราะห์ด้านตลาดคาร์บอนหลายรายระบุว่า วิธีการประเมินผลของการทำเกษตรเพื่อกักเก็บคาร์บอนบางรูปแบบยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับความคงทนของการกักเก็บ เมื่อเทียบกับมาตรฐานที่กำหนดไว้ภายใต้ความตกลงปารีส

รายงานของ OPIS เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2569 ระบุว่า คณะกรรมาธิการยุโรปกำลังพิจารณารูปแบบการผสานการกำจัดคาร์บอนหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นการให้ภาครัฐเป็นผู้จัดซื้อหน่วยรับรอง การเปิดให้ผู้ประกอบการซื้อหน่วยรับรองมาใช้ได้โดยตรง หรือระบบแลกเปลี่ยนแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ซึ่งจะลดจำนวนสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เปิดประมูลลงเมื่อมีการใช้หน่วยกำจัดคาร์บอน เพื่อเปลี่ยนจากการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบรวม ไปสู่การคำนวณแบบสุทธิ

EU ETS เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2548 และถือเป็นระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมโรงไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมหนักซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของสหภาพยุโรป โดยข้อมูลจาก Carbon Gap Tracker ระบุว่า หลังการปรับปรุงกฎหมายเมื่อปี 2566 ระบบตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 62 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับระดับการปล่อยในปี 2548

การทบทวนครั้งนี้ยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรปในปี 2583 ซึ่งคาดว่าจะใช้การกำจัดคาร์บอนเป็นกลไกชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้ในภาคส่วนที่ลดการปล่อยได้ยาก โดยเอกสารของ European Council เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า EU ETS จะยังคงเป็นเครื่องมือหลักในการกำหนดราคาคาร์บอนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนด้านเทคโนโลยีสะอาด

ในด้านเศรษฐกิจ การเปิดทางให้หน่วยรับรองภายใต้ CRCF เข้าสู่ EU ETS อาจสร้างความต้องการใหม่ให้กับเทคโนโลยีการกำจัดคาร์บอน ช่วยกระตุ้นการลงทุนและการจ้างงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสีเขียว แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจส่งผลต่อต้นทุนของผู้บริโภค หากราคาสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดความผันผวน โดยรายงานของ FSR EUI ระบุว่า การทบทวน EU ETS ในปี 2569 ยังครอบคลุมแนวทางลดความผันผวนของราคาคาร์บอนและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อค่าไฟฟ้า

ขณะเดียวกัน CRCF ยังสนับสนุนการทำเกษตรเพื่อกักเก็บคาร์บอน ซึ่งเปิดโอกาสให้เกษตรกรในยุโรปมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูดิน การเพิ่มพื้นที่ป่า และแนวปฏิบัติทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่ายังคงมีความท้าทายด้านการตรวจสอบผลลัพธ์ในระยะยาว รวมถึงภาระด้านต้นทุนและขั้นตอนสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย

การเคลื่อนไหวของสหภาพยุโรปครั้งนี้ยังได้รับความสนใจจากหลายประเทศ เนื่องจากอาจกลายเป็นต้นแบบของตลาดคาร์บอนทั่วโลก และมีความเชื่อมโยงกับการดำเนินงานตามมาตรา 6 ของความตกลงปารีส ซึ่งคณะกรรมาธิการยุโรปมีกำหนดประเมินความสอดคล้องของกฎหมายภายในประเทศกับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในช่วงเวลาเดียวกัน

ปัจจุบัน EU ETS ทำงานภายใต้หลักการกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเปิดให้มีการซื้อขายสิทธิการปล่อย บริษัทที่ปล่อยเกินโควตาต้องซื้อสิทธิเพิ่ม ขณะที่บริษัทที่ลดการปล่อยได้ต่ำกว่าเพดานสามารถขายสิทธิส่วนเกินได้ ส่งผลให้เกิดราคาคาร์บอนที่สะท้อนต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่ CRCF เข้ามาเสริมด้วยระบบรับรองการกำจัดคาร์บอนคุณภาพสูง ซึ่งปัจจุบันยังถูกใช้ในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจเป็นหลัก

ทั้งข้อมูลจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกฎหมายสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรปต่างระบุว่า การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จำเป็นต้องเร่งขยายศักยภาพการกำจัดคาร์บอนควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

เนื่องจากยังมีภาคส่วนที่ไม่สามารถลดการปล่อยลงจนเป็นศูนย์ได้ทั้งหมด โดยข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ภายในเดือนกรกฎาคม 2569 จึงถูกจับตาในฐานะหมุดหมายสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของตลาดคาร์บอนยุโรปในทศวรรษต่อไป ทั้งในแง่การสนับสนุนเทคโนโลยีการกำจัดคาร์บอนและการรักษาความเข้มแข็งของกลไกตลาดควบคู่กันไป


อ้างอิง: 

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จีนสร้าง ‘พระอาทิตย์จำลอง’ เป้าหมายผลิตไฟฟ้าฟิวชันปี 2573
จีนสร้าง ‘พระอาทิตย์จำลอง’ เป้าหมายผลิตไฟฟ้าฟิวชันปี 2573