News Logo
หน้าแรก
UN เตือน AI ดันความต้องการน้ำพุ่ง 129% ศูนย์ข้อมูลเสี่ยงวิกฤต

UN เตือน AI ดันความต้องการน้ำพุ่ง 129% ศูนย์ข้อมูลเสี่ยงวิกฤต

5 ส.ค. 2569 11:13
ผู้ชม 9 คน

ผู้แทนพิเศษด้านน้ำของสหประชาชาติเตือนการขยายตัวของ AI จะเร่งการใช้น้ำทั่วห่วงโซ่อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 129% ภายในปี 2593 ขณะที่เกือบ 40% ของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกตั้งอยู่ในพื้นที่เผชิญภาวะความเครียดด้านน้ำ

เมื่อเร็วๆ นี้ เรตโน มาร์ซูดี ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องน้ำ กล่าวในงาน Indonesia Net-Zero Summit 2026 ที่กรุงจาการ์ตา ว่า การขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลกกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรน้ำอย่างรวดเร็ว โดยศูนย์ข้อมูลสำหรับปัญญาประดิษฐ์จำเป็นต้องบริหารจัดการการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงาน Watering the New Economy: Managing the Impacts of the AI Revolution ซึ่งจัดทำโดย Xylem และ Global Water Intelligence และเผยแพร่เมื่อเดือนมกราคม 2569 ระบุว่า ความต้องการน้ำตลอดห่วงโซ่คุณค่าของปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งครอบคลุมศูนย์ข้อมูล การผลิตสารกึ่งตัวนำ และการผลิตไฟฟ้าที่รองรับระบบดังกล่าว จะเพิ่มขึ้น 129% ภายในปี 2593 เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยปริมาณการใช้น้ำจะเพิ่มจากประมาณ 23.7 ล้านล้านลิตรต่อปี เป็นมากกว่า 54 ล้านล้านลิตรต่อปี

รายงานระบุว่า ปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นกว่า 30 ล้านล้านลิตรต่อปี จะมาจากการผลิตไฟฟ้าประมาณ 54% การผลิตสารกึ่งตัวนำ 42% และศูนย์ข้อมูล 4% อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาอัตราการเติบโตของแต่ละภาคส่วน พบว่าความต้องการน้ำของศูนย์ข้อมูลจะเพิ่มขึ้น 272% การผลิตสารกึ่งตัวนำเพิ่มขึ้น 613% และการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 18% ภายในปี 2593

รายงานของ Xylem และ Global Water Intelligence ยังระบุว่า ศูนย์ข้อมูลเกือบ 40% ที่เปิดดำเนินการอยู่ในปัจจุบันตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีภาวะความเครียดด้านน้ำสูงหรือสูงมาก และการลงทุนก่อสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ยังมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำเช่นเดียวกัน โดยความต้องการน้ำของห่วงโซ่คุณค่าปัญญาประดิษฐ์ในปี 2568 คิดเป็นประมาณ 3.7% ของการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก

เรตโน มาร์ซูดี กล่าวเพิ่มเติมว่า โลกยังเผชิญช่องว่างด้านการลงทุนในระบบน้ำและสุขาภิบาลในระดับสูง โดยข้อมูลของสหประชาชาติประเมินว่าต้องใช้เงินลงทุนราว 6.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้ประชากรทุกคนสามารถเข้าถึงน้ำดื่มที่ปลอดภัยภายในปี 2573 และความต้องการเงินลงทุนจะเพิ่มเป็น 22.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2593

ข้อมูลของสหประชาชาติระบุว่า ปัจจุบันเงินลงทุนด้านน้ำและสุขาภิบาลประมาณ 86% มาจากภาครัฐ ขณะที่ภาคเอกชนมีสัดส่วนเพียง 2% ซึ่งยังต่ำเมื่อเทียบกับความต้องการ เรตโน มาร์ซูดี จึงเรียกร้องให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ และภาคส่วนต่างๆ ร่วมกันเพิ่มการลงทุนเพื่อปิดช่องว่างดังกล่าว

ข้อมูลที่อ้างอิงในเวทีประชุมยังระบุว่า ประชากรกว่า 2.2 พันล้านคนทั่วโลกยังไม่สามารถเข้าถึงน้ำดื่มที่ปลอดภัย ประมาณ 3.5 พันล้านคนยังขาดระบบสุขาภิบาลที่เหมาะสม และราว 4 พันล้านคนกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำ ขณะที่ปริมาณน้ำจืดหมุนเวียนต่อประชากรลดลงประมาณ 7% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

เรตโน มาร์ซูดี ระบุว่า เมื่อประชากรโลกเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 9.7 พันล้านคนในปี 2593 ความต้องการอาหารจะเพิ่มขึ้น 50% และความต้องการใช้น้ำจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 25% โดยน้ำจืดเพิ่มเติมประมาณ 72% จะถูกใช้ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ และเศรษฐกิจ พร้อมระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยที่ทำให้ปัญหาด้านน้ำทวีความรุนแรงขึ้น และการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์จำเป็นต้องอาศัยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำควบคู่กัน เนื่องจากน้ำเป็นทรัพยากรพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับระบบพลังงาน การผลิตอาหาร และระบบนิเวศ

รายงานของ Xylem และ Global Water Intelligence ระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันระบบน้ำทั่วโลกสามารถบำบัดน้ำเสียได้ประมาณ 320 ล้านล้านลิตรต่อปี แต่ยังสูญเสียน้ำอีกประมาณ 100 ล้านล้านลิตรต่อปีจากโครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมสภาพ หากมีการลงทุนเพื่อลดการสูญเสียน้ำ เพิ่มการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ และยกระดับประสิทธิภาพของระบบสาธารณูปโภค จะสามารถชดเชยความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของปัญญาประดิษฐ์ได้ในระดับหนึ่ง

รายงานยังระบุว่า ความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับผู้ให้บริการระบบน้ำ รวมถึงการลดการรั่วไหลและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ จะช่วยลดความเสี่ยงที่การเติบโตของปัญญาประดิษฐ์จะนำไปสู่การแข่งขันใช้น้ำกับชุมชนในพื้นที่เดียวกัน

เรตโน มาร์ซูดี ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซียเป็นเวลา 10 ปี ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องน้ำในปี 2567 โดยมีบทบาทผลักดันวาระด้านน้ำของสหประชาชาติ ติดตามผลการประชุมน้ำแห่งสหประชาชาติปี 2566 และเตรียมการสำหรับการประชุมน้ำแห่งสหประชาชาติในปี 2569

ภายในงาน Indonesia Net-Zero Summit 2026 เรตโน มาร์ซูดี ยังกล่าวถึงแผนความร่วมมือด้านศูนย์ข้อมูลระหว่างอินโดนีเซียกับสิงคโปร์ รวมถึงแนวนโยบายฟื้นฟูน้ำใต้ดิน ซึ่งกำหนดให้มีการเติมน้ำกลับสู่ชั้นหินอุ้มน้ำทดแทนปริมาณที่สูบขึ้นมาใช้ โดยรัฐบาลอินโดนีเซียมีแผนออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องภายในสิ้นปี 2569

ขณะเดียวกัน รายงานของ Xylem และ Global Water Intelligence คาดการณ์ว่า การใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลกจะเข้าใกล้ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 ส่งผลให้การลงทุนในศูนย์ข้อมูล การผลิตสารกึ่งตัวนำ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้น้ำในห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

อ้างอิง:  

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ลอนดอนแบนสายยาง เผชิญคลื่นความร้อน-แล้งหนัก ฝ่าฝืนปรับสูงสุดพันปอนด์
ลอนดอนแบนสายยาง เผชิญคลื่นความร้อน-แล้งหนัก ฝ่าฝืนปรับสูงสุดพันปอนด์