"อาจารย์เสรี" คาดการณ์ช่วงหน้าร้อนปี 2569 อากาศจะไม่ร้อนมากเหมือนปี 2567 ที่เป็นภาวะอากาศร้อนในรอบ 125 ปี และทำให้ผลผลิตภาคเกษตรเสียหายกว่า 50,000 ล้านบาท โดยคาดว่าอุณหภูมิปีนี้จะต่ำกว่าปี 2567 อยู่ประมาณ 1-2°C นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม เตือนระวังโรคฮีทสโตรก
ภายหลังกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ฤดูร้อน 2569 อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. 2569 และคาดว่าฤดูร้อนจะไปสิ้นสุดประมาณกลางเดือน พ.ค. 2569 และคาดการณ์ว่า อุณหภูมิสูงสุดในบางพื้นที่ของประเทศไทยอาจพุ่งสูงทะลุถึง 43 องศาเซลเซียส (°C) โดยเฉพาะอุณหภูมิสูงสุดบริเวณภาคเหนือตอนบนที่จะมีอากาศร้อน ทางด้าน รศ.เสรี ศุภราทิตย์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาสและภัยพิบัติ ระบุว่า ฤดูร้อนปี 2569 จะไม่ร้อนสุดๆ เท่าปี 2567
ทั้งนี้ ปี 2567 เป็นสภาพอากาศที่ร้อนในรอบ 125 ปี ผลผลิตภาคเกษตรเสียหายกว่า 50,000 ล้านบาท โดยปี 2567 อุณหภูมิเฉลี่ยประเทศไทยมีเฉดสีแดงทั้ง 3 เดือน เมื่อเทียบกับปี 2569 ที่เป็นสีขาวในเดือน มี.ค. และสีเหลืองในเดือน เม.ย และ พ.ค. ดังนั้นอุณหภูมิปี 2569 จึงต่ำกว่าปี 2567 อยู่ประมาณ 1-2°C
"ผมว่าได้รับข้อมูลจากโพสต์หนึ่งเรื่องปี 2569 สภาพอากาศจะร้อนสุดๆ ในประวัติศาสตร์จริงหรือ? ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้น้อย จากการคาดการณ์ล่าสุด เรายังอยู่ในอิทธิพลของปรากฏการณ์ลานีญาแบบอ่อนถึงปานกลาง ทำให้อุณหภูมิในช่วงครึ่งปีแรกจะไม่ร้อนสุดๆ (เทียบกับต้นปี 2567 อากาศร้อนจัดมาก) โดยอุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงกว่าปกติประมาณ 0.5°C แม้ว่าเราจะเข้าสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญตั้งแต่กลางปี ทำให้อุณหภูมิจะสูงขึ้นกว่าปกติ และต้องเฝ้าระวังเรื่องปริมาณฝนในช่วงครึ่งปีหลังต่อไป" รศ.เสรี ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ อธิบายผ่านการโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว
ด้าน นายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ให้ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ความอันตรายของอากาศร้อนจัดไม่ได้วัดจากเทอร์โมมิเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจากดัชนีความร้อน (Heat Index) ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเสี่ยงต่อการเกิดฮีทสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดดได้ง่าย
ดัชนีความร้อน (Heat Index) คือ อุณหภูมิที่ร่างกายมนุษย์ "รู้สึกได้จริง" (Feels Like) ในขณะนั้น ซึ่งเกิดจากการนำอุณหภูมิของอากาศรอบตัว มาคำนวณร่วมกับค่าความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ตามปกติแล้วในช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย (เดือนมี.ค. - กลางเดือน พ.ค.) จะมีความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยอยู่ที่ 60-75% หากอุณหภูมิจากเทอร์โมมิเตอร์สูงถึง 36°C ในช่วงเวลาดังกล่าวอาจส่งผลให้ค่าดัชนีความร้อนพุ่งสูงเกินกว่า 50°C ได้ ซึ่งเป็นระดับที่อันตรายต่อร่างกายอย่างยิ่ง
สาเหตุที่ทำให้ดัชนีความร้อนส่งผลต่อร่างกาย แบ่งได้เป็น 2 กรณี ได้แก่
อุณหภูมิสูง + ความชื้นต่ำ: ร่างกายจะสามารถระบายความร้อนผ่านเหงื่อได้ดี ทำให้รู้สึกสบายกว่า
อุณหภูมิสูง + ความชื้นสูง: ความชื้นในอากาศที่สูงจะทำให้เหงื่อระเหยได้ยาก ร่างกายจึงสะสมความร้อนไว้ ทำให้ตัวเหนียว รู้สึกร้อนอบอ้าว และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
กรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานด้านสาธารณสุข ได้แบ่งระดับความเสี่ยงของดัชนีความร้อนที่มีผลต่อการเกิด โรคลมแดด ไว้ดังนี้
ระดับเฝ้าระวัง (27°C - 32°C): อาจเกิดอาการอ่อนเพลีย หากทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน
ระดับระมัดระวังเป็นพิเศษ (32°C - 41°C): ร่างกายมีโอกาสเกิดตะคริวจากความร้อน และมีอาการเพลียแดด (Heat Exhaustion)
ระดับอันตราย (41°C - 54°C): มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดตะคริว เพลียแดด และอาจลุกลามไปสู่ภาวะฮีทสโตรก
ระดับอันตรายมาก (54°C ขึ้นไป): เป็นจุดวิกฤตที่มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดฮีทสโตรกอย่างฉับพลัน
นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม แนะนำว่า วิธีป้องกันฮีทสโตรก และการดูแลตัวเองเมื่ออากาศร้อนจัด เมื่อดัชนีความร้อนพุ่งสูงขึ้น ประชาชนควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันภาวะฮีทสโตรก ดังนี้
ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อย 2-3 ลิตรต่อวัน โดยจิบเรื่อยๆ ก่อนที่จะรู้สึกกระหาย หากสูญเสียเหงื่อมาก สามารถดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่เพื่อทดแทนได้ และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำให้ร่างกายขาดน้ำ
เลือกเสื้อผ้าที่เหมาะสม: สวมเสื้อผ้าสีอ่อน เนื้อผ้าบางเบา เช่น ผ้าคอตตอน หรือผ้าลินิน และเลือกทรงหลวมเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
ลดอุณหภูมิร่างกาย: หากรู้สึกร้อนจัด สามารถอาบน้ำเย็นหรือใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัว โดยเน้นจุดที่มีเส้นเลือดใหญ่ใกล้ผิวหนัง เช่น บริเวณลำคอ รักแร้ และขาหนีบ เพื่อช่วยระบายความร้อนได้เร็วขึ้น
เลี่ยงแสงแดดจัด: ควรงดหรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะในช่วงเวลา 11.00 - 15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่แดดแรงที่สุด ควรพักผ่อนในที่ร่มหรือในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้นายสนธิ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเกี่ยวกับสถานการณ์อุณหภูมิโลก เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2569 ว่า จากการคาดการณ์อุณหภูมิโลกจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งแคนาดา (ECCC) ระบุว่า ปี 2569 มีแนวโน้มที่จะเป็น 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่เทียบเท่ากับปี 2566 และ 2568 และใกล้เคียงกับปี 2567 ซึ่งจะเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้
ทั้งนี้ ข้อมูลกรมควบคุมโรค เมื่อปี 2568 ระบุว่า หลังจากไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อนเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2568 พบข้อมูลผ่านระบบรายงานแพลตฟอร์มเฝ้าระวังโรคดิจิทัล กองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบผู้ป่วย จำนวน 34 ราย อายุระหว่าง 20 - 79 ปี ด้วยอาการเพลียหมดสติจากความร้อน ตะคริวแดด ลมแดด ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างและเกษตรกรรม มีความเสี่ยงจากการทำงานกลางแจ้ง
นอกจากนี้ ยังพบผู้สงสัยและเสียชีวิตที่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะอากาศร้อน จำนวน 9 ราย อายุระหว่าง 27-75 ปี ส่วนใหญ่เสียชีวิตกลางแจ้ง มีโรคประจำตัว 2 ราย พฤติกรรมเสี่ยง คือ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 6 ราย จึงแนะนำประชาชนงดออกกำลังกาย หรืออยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อนมากๆ และขอให้ดื่มน้ำบ่อยๆ สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี หลีกเลี่ยงใส่เสื้อผ้าสีทึบดำ




