News Logo
หน้าแรก
ไทยเตรียมรับมือ ‘ซูปเปอร์เอลนีโญ’ แล้งหนัก ร้อนจัด ผลผลิตเกษตรทรุด

ไทยเตรียมรับมือ ‘ซูปเปอร์เอลนีโญ’ แล้งหนัก ร้อนจัด ผลผลิตเกษตรทรุด

17 เม.ย. 2569 18:36
ผู้ชม 18 คน

จับตา ซูปเปอร์เอลนีโญ 2569 เสี่ยงดันไทยแล้งหนัก ร้อนจัด กระทบเกษตร-เศรษฐกิจ

รายงานจาก NOAA ระบุว่า ภาวะเอลนีโญกำลังมีแนวโน้มกลับมาอีกครั้ง โดยมีโอกาสราว 61% ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม และมีความเป็นไปได้ประมาณ 25% ที่จะพัฒนาเป็น ‘ซูปเปอร์เอลนีโญ’ หรือเอลนีโญที่รุนแรงผิดปกติ 

นั่นหมายถึงภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าปกติมากกว่า 2 องศาเซลเซียส (+2.0 องศา) ซึ่งถือเป็นระดับรุนแรงสูงสุด สถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน ทั้งภัยแล้งยาวนาน อากาศร้อนจัด และความผันผวนทางเศรษฐกิจที่อาจตามมา

ปัจจุบันองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และ NOAA หรือองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ สหรัฐฯ ประเมินว่า โลกยังอยู่ในภาวะเป็นกลาง (ENSO-neutral) ด้วยโอกาสประมาณ 80% ในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน แต่ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป กระแสลมตะวันตกที่แรงขึ้นจะพัดพาน้ำอุ่นไปสะสมบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออก ใกล้ทวีปอเมริกาใต้ ส่งผลให้รูปแบบฝนและลมทั่วโลกเปลี่ยนแปลง

แม้คำว่า ‘ซูปเปอร์เอลนีโญ’ จะไม่ใช่คำทางวิชาการโดยตรง แต่ใช้เรียกเหตุการณ์เอลนีโญที่รุนแรงมาก ซึ่งวัดจากดัชนี Niño 3.4 ที่สูงกว่าค่าปกติเกิน 2 องศาเซลเซียส เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นไม่บ่อย โดยเคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2525-2526, 2540-2541 และ 2558-2559 ซึ่งล้วนทำให้สภาพอากาศทั่วโลกแปรปรวนอย่างรุนแรง

สำหรับประเทศไทย GISTDA เตือนว่า หากเอลนีโญพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรง ผลกระทบจะยืดเยื้อและหนักกว่าปกติ โดยอาจเริ่มเห็นสัญญาณตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

ภัยแล้งจะกลายเป็นความเสี่ยงหลัก ปริมาณฝนมีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ช่วงฝนทิ้งช่วงยาวขึ้น ส่งผลให้น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและเขื่อนลดลงอย่างรวดเร็ว

ภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะพืชหลักอย่างข้าว อ้อย และปาล์มน้ำมัน ไม่เพียงแต่ไทยเท่านั้น ประเทศผู้ผลิตในภูมิภาคอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียก็มีความเสี่ยงเช่นกัน ทำให้อุปทานสินค้าเกษตรอาจตึงตัว และมีโอกาสดันราคาอาหารให้ปรับสูงขึ้นในวงกว้าง

GISTDA ยังประเมินว่า สถานการณ์นี้อาจลุกลามไปสู่ภาวะความผันผวนด้านอาหาร หากผลผลิตลดลงพร้อมกันในหลายประเทศ

ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ความเสี่ยงยิ่งชัดเจนขึ้น โดยเขื่อนหลัก 3 แห่งมีปริมาณน้ำเก็บกักต่ำกว่า 70% ของความจุ ขณะที่ความต้องการใช้น้ำจากภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตึงตัวในระยะถัดไป

ขณะเดียวกัน คลื่นความร้อนมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น อุณหภูมิอาจพุ่งถึง 38-39 องศาเซลเซียส และดัชนีความร้อน (Heat Index) อาจสูงถึง 58 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง

อีกหนึ่งผลกระทบที่ต้องจับตาคือสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันข้ามพรมแดน ซึ่งมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในช่วงอากาศแห้ง โดยเฉพาะในพื้นที่เพาะปลูกและป่าพรุในภูมิภาคอาเซียน ส่งผลให้ปัญหาฝุ่น PM2.5 มีโอกาสทวีความรุนแรง

ทั้งนี้ บทเรียนจากอดีตชี้ว่า เอลนีโญรุนแรงเคยทำให้ไทยเผชิญภัยแล้งยาวนาน ผลผลิตข้าวลดลง และน้ำในเขื่อนลดต่ำอย่างมีนัยสำคัญ โดยครั้งนี้มีความเสี่ยงมากขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน

ในด้านการติดตามสถานการณ์ GISTDA ใช้ข้อมูลจากดาวเทียม THEOS-2 เพื่อตรวจสอบระดับน้ำในเขื่อนแบบเรียลไทม์ ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถวางแผนจัดสรรน้ำได้ล่วงหน้า อย่างไรก็ตาม การรับมือจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค

แม้ยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่าเอลนีโญครั้งนี้จะพัฒนาไปถึงระดับซูปเปอร์ แต่แนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเตรียมพร้อม เพราะท้ายที่สุดแล้ว ซูปเปอร์เอลนีโญในปี 2569 ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่คือความเสี่ยงโดยตรงต่อความมั่นคงด้านน้ำ อาหาร และเศรษฐกิจของประเทศไทย หากขาดการวางแผนรับมือ ผลกระทบอาจรุนแรงและยาวนานกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต


อ้างอิง:  

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปรากฎการณ์ 'เอลนีโญ' บุกไทย มิ.ย.นี้ แนวโน้มฝนน้อยร้อนแล้งกว่าปกติ
ปรากฎการณ์ 'เอลนีโญ' บุกไทย มิ.ย.นี้ แนวโน้มฝนน้อยร้อนแล้งกว่าปกติ