ภูเขาน้ำแข็งยักษ์ 'A23a' ละลาย สิ้นตำนาน 40 ปี สัญญาณเตือนโลกร้อน ดันน้ำทะเลสูง เสี่ยงเมืองชายฝั่งหาย
สื่ออังกฤษ Metro News รายงานว่า ภูเขาน้ำแข็งยักษ์ A23a หนึ่งในก้อนน้ำแข็งลอยน้ำที่ใหญ่และมีอายุยืนยาวที่สุดในโลก ได้แตกตัวและละลายหายไปเกือบทั้งหมด หลังลอยอยู่ในมหาสมุทรมานานเกือบ 40 ปี
รายงานดังกล่าวระบุว่า A23a แยกตัวออกจากแผ่นน้ำแข็ง Filchner-Ronne ในทวีปแอนตาร์กติกาตั้งแต่ปี 2529 และเคยเป็นภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในโลกช่วงหนึ่ง ก่อนจะสิ้นสุดการเดินทางในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 ในน่านน้ำมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ ใกล้กับเกาะเซาท์จอร์เจียในมหาสมุทรแอตแลนติกใต้
ภาพถ่ายจากเครื่องบินของกองทัพอากาศอังกฤษเมื่อเดือนมกราคม 2568 ยังแสดงให้เห็นว่า A23a เป็นมวลน้ำแข็งขนาดมหึมา แต่เพียงปีถัดมา กลับถูกน้ำทะเลอุ่นและคลื่นซัดจนโครงสร้างอ่อนแอ และแตกสลายอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลจาก NASA Earth Observatory สอดคล้องกัน โดยภาพถ่ายดาวเทียมจาก NOAA-21 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 พบว่า เหลือเพียงเศษน้ำแข็งขนาดเล็ก หลังจากพื้นที่ลดลงเหลือประมาณ 170 ตารางกิโลเมตร จากเดิมที่เคยมีขนาดมากกว่า 4,000-6,000 ตารางกิโลเมตรในปี 2563
นักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า สัญญาณสำคัญของการสลายตัวคือ แอ่งน้ำละลายสีฟ้าบนผิวน้ำแข็ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการไฮโดรแฟรกเจอริง หรือการที่น้ำซึมเข้าไปในรอยแตกและเร่งให้ก้อนน้ำแข็งแตกจากภายใน
ด้าน British Antarctic Survey ระบุว่า A23a เคยติดอยู่กับก้นทะเลในเวดเดลล์บริเวณรอบทวีปแอนตาร์กติก ทางฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ นานกว่า 30 ปี ทำให้ละลายช้ากว่าปกติ เมื่อเริ่มลอยตัวในปี 2563 จึงยังคงมีขนาดใหญ่ได้นานผิดปกติ ก่อนจะเข้าสู่น้ำอุ่นและสลายตัวในที่สุด
แม้การละลายของ A23a จะไม่ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นโดยตรง เนื่องจากเป็นน้ำแข็งที่ลอยอยู่แล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนแนวโน้มสำคัญของโลก คือแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกกำลังสูญเสียความเสถียรจาก ภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่เร่งให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นในระยะยาว
ในอีกด้านหนึ่ง NASA ยังพบว่า ในช่วงที่ A23a ละลาย มันได้ปล่อยสารอาหาร เช่น เหล็กและแร่ธาตุ ลงสู่ทะเล กระตุ้นให้เกิดการเพิ่มจำนวนของแพลงก์ตอนพืช หรือ ไฟโตแพลงก์ตอน ส่งผลให้ระบบนิเวศทะเลมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น โดยเฉพาะ คริลล์ ซึ่งเป็นอาหารสำคัญของวาฬ เพนกวิน และแมวน้ำ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่า ในช่วงที่ภูเขาน้ำแข็งเกยตื้นใกล้ชายฝั่ง อาจกีดขวางเส้นทางหาอาหารของสัตว์ทะเล ทำให้พ่อแม่ต้องเดินทางไกลขึ้น และส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงลูก
รายงานจาก BBC ระบุว่า เส้นทางของ A23a คล้ายกับภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่ก่อนหน้า เช่น A68 (ปี 2564) และ A76 (ปี 2566) ซึ่งล้วนแตกตัวจากแผ่นน้ำแข็ง Filchner-Ronne ก่อนจะสลายตัวใกล้ South Georgia แต่ A23a โดดเด่นในแง่อายุยืนที่นานกว่าก้อนอื่นอย่างชัดเจน
ขณะที่ World Bank และฐานข้อมูล Climate Change Knowledge Portal ชี้ว่า เมืองชายฝั่งเขตร้อนเป็นหนึ่งในพื้นที่เปราะบางที่สุดต่อระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น โดยอาจเผชิญน้ำท่วมถาวรในบางพื้นที่ และกระทบต่อประชากรจำนวนมาก
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของน้ำแข็งขั้วโลกยังอาจกระทบต่อระบบกระแสน้ำในมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งมีผลต่อทั้งการประมงและการท่องเที่ยว แม้ A23a เพียงก้อนเดียวจะไม่ได้เปลี่ยนโลกทันที แต่เป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของภาพใหญ่ที่นักวิทยาศาสตร์กำลังติดตาม
เหตุการณ์ของ A23a จึงไม่ใช่แค่การสิ้นสุดของภูเขาน้ำแข็งยักษ์ แต่คือสัญญาณเตือนว่าโลกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นจากภาวะโลกร้อน และผลกระทบกำลังขยายวงกว้างไกลกว่าขั้วโลกไปสู่เมืองชายฝั่งทั่วโลก
อ้างอิง:
Metro: World’s oldest iceberg is no more: A23a melts into puddle of water after 40 years
NASA Earth Observatory: Ailing "Megaberg" Sparks Surge of Microscopic Life
BBC: This iceberg was once the biggest in the world. Now it has melted
British Antarctic Survey: World’s largest iceberg grounds near sub-Antarctic Island of South Georgia
NASA Earth Observatory: Megaberg Ends Its Long Odyssey at Sea




