การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกและธารน้ำแข็งทั่วโลก กำลังทำให้ ‘วันบนโลกยาวขึ้น’ จากผลพวงกิจกรรมของมนุษย์ที่เร่งภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงนี้ตรวจวัดได้จริง และกำลังสะเทือนถึงสมดุลพื้นฐานของโลก
รายงานของ NASA เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา การละลายน้ำแข็งขั้วโลกทำให้ความยาวของวันเพิ่มขึ้นในอัตรา 1.33 มิลลิวินาทีต่อศตวรรษ สูงกว่าช่วง 100 ปีก่อนหน้า ที่อยู่เพียง 0.3-1.0 มิลลิวินาทีต่อศตวรรษ
สาเหตุสำคัญมาจากการที่มวลน้ำจากน้ำแข็งไหลลงสู่มหาสมุทรและกระจายตัวไปยังบริเวณเส้นศูนย์สูตร ทำให้โลกพองตัวตรงกลางมากขึ้น ขณะที่ขั้วโลกแบนลง ส่งผลให้การหมุนของโลกช้าลงตามหลัก การอนุรักษ์โมเมนตัมเชิงมุม เปรียบได้กับนักสเก็ตน้ำแข็งที่กางแขนออกแล้วหมุนช้าลง
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences โดยทีมนักวิจัยจาก NASA Jet Propulsion Laboratory ชี้ว่า การละลายของน้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกา คือปัจจัยหลักที่ทำให้โมเมนต์ความเฉื่อยของโลกเพิ่มขึ้น และเป็นตัวเร่งให้การหมุนช้าลงอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่งานวิจัยล่าสุดในวารสาร Journal of Geophysical Research: Solid Earth เมื่อเดือนมีนาคม 2569 โดยนักวิจัยจาก University of Vienna และ ETH Zurich ใช้ข้อมูลฟอสซิลร่วมกับโมเดล AI วิเคราะห์ย้อนหลังไปถึง 3.6 ล้านปี พบว่า อัตราการยืดยาวของวันในปัจจุบัน ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในช่วงเวลาดังกล่าว ยกเว้นเพียงเหตุการณ์สภาพภูมิอากาศรุนแรงครั้งหนึ่งเมื่อราว 2 ล้านปีก่อน
นักวิจัยยังระบุว่า ในศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2544-2643) การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกและธารน้ำแข็งภูเขา ทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นและเกิดการเคลื่อนย้ายมวลจากขั้วโลกสู่เส้นศูนย์สูตรอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความยาวของวันเปลี่ยนแปลงในอัตราที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์ภูมิอากาศ
หากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงอยู่ในระดับสูง คาดว่า ภายในปี 2643 อัตราการยืดยาวของวันอาจเพิ่มเป็น 2.62 มิลลิวินาทีต่อศตวรรษ ซึ่งจะแซงหน้าปัจจัยทางธรรมชาติอย่างแรงดึงดูดของดวงจันทร์ ที่เคยเป็นตัวกำหนดหลักของความเร็วการหมุนโลกมาโดยตลอด
อีกด้านหนึ่ง งานวิจัยของ ดันแคน แอ็กนิว นักธรณีฟิสิกส์จาก Scripps Institution of Oceanography ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ปี 2567 ระบุว่า การที่โลกหมุนช้าลงจากน้ำแข็งละลายกำลังกระทบ ระบบเวลามาตรฐานโลก โดยทำให้แผนการปรับ Negative Leap Second (การลบวินาทีออกจากเวลามาตรฐาน) ต้องเลื่อนจากปี 2569 ไปเป็น 2572 เพื่อให้เวลาอะตอมยังคงสอดคล้องกับการหมุนจริงของโลก
แม้การเปลี่ยนแปลงเพียงมิลลิวินาทีจะไม่กระทบการใช้ชีวิตประจำวัน แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น GPS ดาวเทียม ระบบการเงิน เครือข่ายไฟฟ้า และเทคโนโลยีอวกาศ ที่ต้องอ้างอิงเวลาระดับนาโนวินาที
นอกจากนั้น NASA ยังระบุว่า การละลายน้ำแข็งมีส่วนถึงประมาณ 90% ต่อการแกว่งของแกนหมุนโลกในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ร่วมกับปัจจัยอื่น เช่น การสูบน้ำบาดาลและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น
หลักฐานจากข้อมูลดาวเทียม GRACE และบันทึกสุริยุปราคาในอดีต ยืนยันว่า แนวโน้มการยืดยาวของวันเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน หลังปี 2543 และเมื่อเทียบกับข้อมูลภูมิอากาศในยุคควอเทอร์นารี (Quaternary) ซึ่งเป็นช่วงเวลาทางธรณีวิทยาล่าสุดของโลกในราว 2.6 ล้านปีที่ผ่านมา ครอบคลุมตั้งแต่ยุคน้ำแข็งสลับกับช่วงอบอุ่น และเป็นช่วงที่มนุษย์วิวัฒนาการขึ้นมา ก็ยังไม่พบช่วงใดที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงของความยาววันเร็วเท่าปัจจุบัน
นักวิทยาศาสตร์จึงสรุปตรงกันว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีต้นตอหลักจากกิจกรรมของมนุษย์ที่เร่งภาวะโลกร้อน แตกต่างจากกระบวนการธรรมชาติในอดีต และกำลังสะท้อนให้เห็นว่า มนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนแค่สภาพภูมิอากาศ แต่กำลังส่งผลไปถึงฟิสิกส์พื้นฐานของโลก อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
อ้างอิง:




