News Logo
หน้าแรก
'ซูเปอร์เอลนีโญ' กำลังก่อตัว คลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ

'ซูเปอร์เอลนีโญ' กำลังก่อตัว คลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ

23 เม.ย. 2569 14:35
ผู้ชม 7 คน

นักวิทยาศาสตร์จาก 5 สถาบันชี้ปี 2569 มีแนวโน้มจะเป็นปีที่ร้อนเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ ขณะที่เอลนีโญระดับรุนแรงกำลังก่อตัวในมหาสมุทรแปซิฟิก คาดจะส่งผลกระทบต่อระบบอาหาร เศรษฐกิจ และระบบนิเวศทั่วโลก และอาจทำให้ปี 2570 ทุบสถิติร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศเตือน โลกกำลังเข้าใกล้ภาวะ ซูเปอร์เอลนีโญ หลังพบสัญญาณการสะสมความร้อนขนาดใหญ่ใต้มหาสมุทรแปซิฟิกเริ่มเคลื่อนตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ ซึ่งอาจปะทุในช่วงปลายปี 2569 และส่งผลต่อเนื่องไปถึงปี 2570 ท่ามกลางภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมมนุษย์ที่ยิ่งซ้ำเติมความรุนแรงของปรากฏการณ์นี้

รายงานวิเคราะห์จาก Carbon Brief ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก 5 สถาบันวิจัยชั้นนำ ได้แก่ NASA, NOAA, Met Office Hadley Centre/University of East Anglia, Berkeley Earth และ Copernicus Climate Change Service ระบุว่า ปี พ.ศ. 2569 มีแนวโน้มจะเป็นปีที่ร้อนเป็นอันดับ 2 ของโลก และเกือบแน่นอนว่าจะติด 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยยังมีโอกาสราว 19% ที่อุณหภูมิจะสูงแซงปี 2567 ขึ้นเป็นสถิติใหม่

ข้อมูลยังชี้ว่าไตรมาสแรกของปี 2569 เป็นช่วงต้นปีที่ร้อนเป็นอันดับ 4 เท่าที่เคยบันทึกมา แม้ยังมีอิทธิพลของ ลานีญาอ่อน ช่วยกดอุณหภูมิไว้บางส่วน แต่นักวิทยาศาสตร์คาดว่าเมื่อเอลนีโญเริ่มพัฒนาเต็มที่ในช่วงปลายปี อุณหภูมิโลกจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ด้าน NOAA ออกประกาศเฝ้าระวังเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ระบุว่า มีโอกาส 61% ที่เอลนีโญจะก่อตัว และในจำนวนนี้ราว 25% อาจพัฒนาเป็น ซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งตั้งแต่ปี 2493 เป็นต้นมา เกิดขึ้นเพียง 5 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดคือช่วงปี 2558-2559

ขณะที่ NPR รายงานคำกล่าวของ แดเนียล สเวน นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ระบุว่า แม้หลักฐานยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่เหตุการณ์นี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของปี 2569 และ 2570 โดยอธิบายว่าเอลนีโญทำหน้าที่ปลดปล่อยความร้อนที่สะสมในมหาสมุทรขึ้นสู่บรรยากาศ ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับที่ทำให้อุณหภูมิโลกทำลายสถิติในช่วงปี 2566-2567

สัญญาณเตือนยังปรากฏชัดในพื้นที่ขั้วโลก โดย NASA และ National Snow and Ice Data Center รายงานว่า น้ำแข็งทะเลอาร์กติกมีพื้นที่สูงสุดประจำปีเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 เพียง 14.29 ล้านตารางกิโลเมตร ต่ำสุดในรอบ 48 ปี และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศของ Center for Biological Diversity เตือนว่า สัญญาณเหล่านี้สะท้อนว่าโลกกำลังมุ่งสู่ภาวะ ร้อนจัด ที่จะสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะเมื่อช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็น 3 ปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์

กลไกของเอลนีโญซึ่งอธิบายโดย Earth.Org ระบุว่า เกิดจากลมค้าตะวันออกอ่อนกำลัง ทำให้น้ำอุ่นไหลไปสะสมในแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออก ส่งผลให้รูปแบบสภาพอากาศทั่วโลกแปรปรวน เช่น ภัยแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย ขณะที่บางพื้นที่อย่างสหรัฐฯ และแอฟริกาตะวันออกอาจเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วม

ด้าน ซีค เฮาส์ฟาเธอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ ให้สัมภาษณ์กับ NPR ว่า หากเอลนีโญรุนแรงเกิดขึ้นจริง อาจไม่ได้ทำให้ปี 2569 ร้อนที่สุด แต่จะผลักดันให้ ปี 2570 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์

สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ World Meteorological Organization ระบุว่า เอลนีโญรอบล่าสุด (2566-2567) เป็น 1 ใน 5 ครั้งที่รุนแรงที่สุด และมีบทบาทสำคัญต่อสถิติอุณหภูมิสูงสุดโลก ขณะที่ข้อมูลจาก World Weather Online ชี้ว่า ภูมิภาคนี้มีความเสี่ยงสูงต่อ ภัยแล้งยาวนาน เนื่องจากปริมาณฝนลดลงและการระเหยของน้ำเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบผลผลิตทางการเกษตรอย่างมีนัยสำคัญ

ในมิติทางเศรษฐกิจ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science ระบุว่า เอลนีโญปี 2540-2541 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั่วโลกสูงถึง 5.7 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 5 ปีถัดมา

ผลกระทบยังลามถึงระบบการค้าระหว่างประเทศ ภัยแล้งจากเอลนีโญปี 2566-2567 ทำให้ปริมาณเรือผ่านคลองปานามาลดลงอย่างมาก และอาจเกิดซ้ำหากระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักลดลงอีกในรอบถัดไป

ด้าน Zero Carbon Analytics ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์บางส่วนประเมินว่าเอลนีโญรอบปี 2569 อาจรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 140 ปี อย่างไรก็ตาม การประเมินที่แม่นยำยิ่งขึ้นจะชัดเจนหลังช่วงกลางปี เมื่อความเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทรและบรรยากาศมีความชัดเจนมากขึ้น

ล่าสุด Carbon Brief ย้ำว่า ปี 2569 แทบจะแน่นอนว่าจะเป็น 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุด และหากเอลนีโญระดับรุนแรงก่อตัวในช่วงปลายปี จะยิ่งเพิ่มโอกาสสูงที่ปี 2570 จะทำลายสถิติอุณหภูมิโลกอีกครั้ง

อ้างอิง:

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตุรกีดัน Zero Waste สู่ COP31 รีไซเคิล 90 ล้านตัน ลดคาร์บอนมหาศาล
ตุรกีดัน Zero Waste สู่ COP31 รีไซเคิล 90 ล้านตัน ลดคาร์บอนมหาศาล