นักวิชาการแนะรัฐรับมือ 'ความมั่นคงด้านอาหาร' จากภาวะ 'โลกร้อน' ทั้งภัยแล้งและอุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบห่วงโซ่ 'ระบบอาหาร' ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยจะแบกรับความเสี่ยงหนักสุด เนื่องจากสินค้าเกษตรทั้ง 'พืช ปศุสัตว์ ประมง' จะลดลง ซึ่งจะทำให้ราคาอาหารแพงขึ้น และการเข้าถึงอาหารลดลง
โครงการบริการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (Copernicus Climate Change Service – C3S) ของสหภาพยุโรป เปิดเผยรายงานล่าสุดว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกในเดือนมีนาคมปีนี้อยู่ที่ 20.97 องศาเซลเซียส เป็นค่าสูงเป็นอันดับ 2 ของเดือน และสูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2567 (ค.ศ. 2024) ซึ่งเป็นช่วงเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญครั้งล่าสุด โดยตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ ซึ่งมักส่งผลให้เกิดอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น รวมถึงสภาพอากาศสุดขั้วในหลายพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์เอลนีโญล่าสุดในช่วงปี 2566-2567 ถูกจัดว่าเป็น 1 ใน 5 ครั้ง ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก และมีส่วนทำให้ปีดังกล่าวกลายเป็นปีที่มีอุณหภูมิสูงเป็นอันดับต้นๆ ในประวัติศาสตร์ (รายงาน C3S)
จากข้อมูลข้างต้น และการคาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเอลนีโญที่รุนแรงขึ้นจากหลายหน่วยงาน ด้าน รศ.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อธิบายปรากฎการณ์ดังล่าวกับ Next News ว่า ภาวะโลกร้อนและเอลนีโญที่กำลังมีความรุนแรง หรือมีแนวโน้มจะเกิดซูเปอร์เอลนีโญ เป็นสัญญาณผลกระทบที่จะมีต่อระบบเศรษฐกิจของไทย ไม่ว่าผลผลิตการเกษตร ราคาสินค้าอาหาร รายได้ของเกษตรกร รวมถึงค่าครองชีพ และนี่คือผลกระทบที่จะเกิดกับ 'ความมั่นคงด้านอาหาร' ในอนาคต
รศ.วิษณุ ไม่ต้องการให้ทุกฝ่ายเข้าใจแค่ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อนเป็นแค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่คือผลกระทบที่จะมีต่อระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้น้อยจะได้รับผลกระทบหนักสุด เพราะต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับค่าอาหารและของจำเป็นในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ปัญหาดังกล่าวนี้จึงสร้างผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งตามหลักการของความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) จะประกอบด้วย 4 ด้าน ดังนี้
1. ความเพียงพอของอาหารตามความต้องการ (Food Availability) หมายถึง การมีอาหารบริโภคอย่างสม่ำเสมอ มีคุณภาพเหมาะสมตามคุณค่าโภชนาการสำหรับทุกคน ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อนที่รุนแรงมากขึ้นจะทำให้ปริมาณอาหารไม่เพียงพอ และคุณภาพลดลง
2. การใช้ประโยชน์จากอาหาร (Food Utilization) การที่ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณค่าอย่างเพียงพอ ผ่านการเลือกบริโภคอาหารที่หลากหลาย ปลอดภัย การผลิตอาหารที่ลดลงจึงจะส่งผลในการบริโภค อย่างเช่น อากาศที่ร้อนขึ้นส่งผลให้ทุเรียนร่วง ผลไม้เน่าง่ายขึ้นแทนที่จะเก็บได้นานขึ้น และทำให้เกิดขยะอาหาร (Food waste) มากขึ้นด้วย
3. การเข้าถึงอาหาร (Food Access) เมื่อผลผลิตน้อยลง คนมีเงินย่อมมีความสามารถในการเข้าถึงอาหาร แต่คนกลุ่มเปราะบางหรือผู้มีรายได้น้อยเข้าไม่ถึง เพราะอาหารมีราคาแพง ซื้อไม่ได้ เนื่องจากรายได้ที่ลดลง
4. การมีเสถียรภาพด้านอาหาร (Food Stability) เมื่อประชาชนมีรายได้ที่ลดลง การจะเข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอตลอดเวลาย่อมจำกัด เสถียรภาพด้านราคาอาหารจึงหมายถึงประชากรจะไม่มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนอาหาร ไม่ว่าจะเกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตภูมิอากาศ หรือเหตุการณ์ไม่ปกติที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม รศ.วิษณุ ระบุว่า เมื่อเกิดปัญหาด้านความมั่นคงด้านอาหาร จะส่งผลกระทบต่อระบบอาหาร (Food system) ตามมาเป็นลูกโซ่ ดังนี้
1. กระทบต่อกิจกรรมการผลิต อย่างเช่น การผลิตสินค้าเกษตร ปศุสัตว์ และประมง จะได้รับความเสียหาย อย่างเช่น เดือนเมษายนที่ผ่านมาผลผลิตข้าวหายไปครึ่งหนึ่ง ทุเรียนจันทบุรีเจอลมแรง ต้นล้ม ดอกผลร่วง เมื่ออากาศร้อนมากสัตว์กินไม่ได้ โตช้า ไม่ผสมพันธุ์ อัตราการมีลูกต่ำ สัตว์เครียดก็จะป่วยง่าย เกษตรกรต้องซื้อวัคซีน ต้นทุนเกษตรกรจะยิ่งสูงขึ้น ในขณะที่ภาคประมง อุณหภูมิสูงทะเลเดือด เกิดปะการังฟอกขาว การเลี้ยงปลากระชังปลาตาย เมื่อภัยแล้งทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนมีน้อย น้ำก็ปล่อยลงมาได้น้อย น้ำเค็มก็จะรุกล้ำเข้ามามากขึ้น
นอกจากนั้น เมื่อน้ำทะเลร้อนขึ้นปลาจะอพยพไปหาอุณหภูมิที่เหมาะสมหรือเย็นกว่าทางตอนเหนือ ซึ่งจะกระทบต่อการหาปลาของชาวประมง โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะได้รับผลกระทบจากการอพยพของปลา
2. การแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนจะส่งผลต่อการบรรจุภัณฑ์อาหาร เพราะอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นจะทำให้อาหารเสียง่ายขึ้น ทำให้ต้องเพิ่มต้นทุนการบรรจุภัณฑ์อาหารให้ทนความร้อนสูงขึ้น
3. การขนส่ง การกักเก็บอาหาร อย่างเช่น การขนส่งอาหารจากฟาร์มถึงตลาด เมื่อร้อนขึ้นอาหารเน่าง่าย คุณค่าอาหารลดลง ซึ่งจะกระทบเป็นห่วงโซ่ เนื่องจากเกษตรกรไม่มีระบบทำความเย็นในการกักเก็บอาหาร อย่างเช่น การมีไซโลเก็บข้าวสาร ข้าวโพด เมื่อการกักเก็บไม่มาตรฐานจะทำให้สารอาหารลดลง ดังนั้นการจะควบคุมอุณหภมิให้เหมาะสมก็จะกลายเป็นต้นทุน เมื่อการขนส่งและการกักเก็บอาหารได้รับผลกระทบย่อมทำให้การค้าส่ง ค้าปลีกได้รับผลกระทบได้รับผลกระทบไปด้วย โดยเฉพาะการส่งอาหารถึงจานข้าว
4. ผู้บริโภคใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แนวโน้มการเลือกบริโภคสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีมากขึ้น หากผู้ผลิตไม่ปรับตัวก็จะไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคกล่มุนี้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าทุกภาคส่วนต้องปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ต้องยอมรับว่าขีดความสามารถในการปรับตัวไม่เท่ากัน ธุรกิจใหญ่ย่อมปรับตัวได้มากกว่า แต่ SMEs และรายย่อยปรับตัวไม่ทัน ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องลดความเสียหายที่กำลังเกิดขึ้นจากความเสี่ยงเหล่านี้
"ทุกคนเห็นปัญหา แต่ไม่ออกแบบเชิงระบบ ปัญหามาเรื่อยๆ เช่น เอลนีโญ แต่ไม่ได้เตรียมแก้ปัญหาเชิงระบบ มีแต่แก้เฉพาะหน้า เหมือนปัญหาไฟป่า ไม่ใช่ไปดับไฟ แต่ต้องป้องกัน ที่แก้อยู่ไม่มีงบฯ มีน้อยมากๆ มีแต่ตั้งรับ ซึ่งเอาไม่อยู่ ในขณะที่ซูเปอร์เอลนีโญจะหนักขึ้น ภัยแล้งปีหน้าจะรุนแรงมากขึ้น อุณหภูมิสูงขึ้น ภัยร้อน ภัยแล้งจะหนักขึ้น ความเสี่ยงจึงมากขึ้น ซึ่งร่างกฎหมายอากาศสะอาด ร่างพ.ร.บ.โลกร้อน เป็นหนึ่งในกลไกที่จะมารับมือปัญหาเหล่านี้ ถ้าไม่ผ่านหรือไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ก็จะได้กฎหมายที่ไม่สามารถรับมือปัญหาเหล่านี้ได้" ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเกษตร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบุ




