โลกร้อนเร่งสภาพอากาศร้อนจัด แห้งแล้ง และลมแรง จนไฟป่าทั่วยุโรปเผาพื้นที่กว่า 435,000 เฮกตาร์ ฝรั่งเศสและสเปนเผชิญเหตุรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมการอพยพประชาชนรวมกว่า 300,000 คน
ไฟป่ารุนแรงยังลุกลามในหลายประเทศของยุโรปช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2569 โดยเฉพาะฝรั่งเศส สเปน และกรีซ มีประชาชนต้องอพยพรวมกันมากกว่า 300,000 คน ขณะที่พื้นที่ถูกเผาไหม้สะสมทั่วสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 435,000 เฮกตาร์ จากเหตุไฟป่ามากกว่า 1,400 จุด
รายงานของ World Weather Attribution เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ทำให้สภาพอากาศร้อน แห้ง และมีลมแรง ซึ่งเอื้อต่อการเกิดไฟป่าในพื้นที่ตอนกลางของสเปน มีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าสภาพอากาศก่อนยุคอุตสาหกรรมอย่างน้อย 20 เท่า ส่วนพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสมีโอกาสเกิดสภาพอากาศลักษณะเดียวกันเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสองเท่า
World Weather Attribution ระบุว่า ภายใต้สภาพภูมิอากาศปัจจุบัน เหตุการณ์ลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นเฉลี่ยทุกหกปีในพื้นที่ตอนกลางของสเปน และทุก 20 ปีในพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มขึ้นประมาณ 1.4 องศาเซลเซียสจากระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิสูงสุดและความแห้งแล้งรุนแรงขึ้น
นักวิทยาศาสตร์ของ World Weather Attribution ยังอธิบายถึงภาวะอากาศพลิกผันฉับพลัน หลังฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิมีฝนตกมากกว่าปกติ ทำให้พืชพรรณเติบโตหนาแน่น ก่อนที่คลื่นความร้อนและสภาพอากาศแห้งจัดในฤดูร้อนจะทำให้พืชเหล่านั้นกลายเป็นเชื้อเพลิงแห้งจำนวนมาก ในพื้นที่ซึ่งเกิดไฟป่าขนาดใหญ่ของสเปน ปริมาณฝนก่อนเข้าสู่ฤดูร้อนสูงกว่าปกติประมาณร้อยละ 175
The Guardian รายงานเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ว่า ความร้อนสูงเร่งการสูญเสียความชื้นจากดิน และทำให้พืชพรรณแห้งเร็วขึ้น ขณะที่งานศึกษาซึ่งเผยแพร่ใน Scientific Reports และรายงานโดย Al Jazeera ระบุว่า จำนวนวันในฤดูร้อนที่มีสภาพอากาศเอื้อต่อไฟป่าในยุโรปใต้เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่านับตั้งแต่ปี 2524
ภาพรวมสหภาพยุโรป
European Forest Fire Information Service (EFFIS) รายงานเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ว่า สภาพอากาศที่เอื้อต่อการเกิดไฟป่าในสหภาพยุโรปตั้งแต่ต้นปีรุนแรงกว่าค่าเฉลี่ยของช่วงปลายเดือนกรกฎาคมตลอด 20 ปีที่ผ่านมาร้อยละ 43
ข้อมูลของ EFFIS ระบุว่า พื้นที่ถูกเผาไหม้สะสมทั่วสหภาพยุโรปอยู่ที่ประมาณ 435,000 เฮกตาร์ จากเหตุไฟป่ามากกว่า 1,400 จุด คิดเป็นพื้นที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลังประมาณสามเท่า ขณะที่จำนวนเหตุไฟป่ามากกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวกว่าสองเท่า แม้เดือนสิงหาคมซึ่งมักเป็นช่วงรุนแรงของฤดูไฟป่ายังมาไม่ถึง
เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 ว่า สหภาพยุโรปได้ส่งความช่วยเหลือผ่านกลไกการป้องกันพลเรือน แต่การเกิดไฟพร้อมกันในหลายประเทศทำให้ทรัพยากร เครื่องบินดับเพลิง และกำลังเจ้าหน้าที่มีอยู่อย่างจำกัด ส่วน CNN รายงานว่า หน่วยงานของสหภาพยุโรปยังเฝ้าระวังความเสี่ยงที่ไฟจะลุกลามไปยังพื้นที่ทางตะวันออก โดยเฉพาะกรีซและอิตาลี หลังมีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง
Mappr รายงานข้อมูลที่ปรับปรุงเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ว่า เหตุไฟป่าระลอกนี้ทำให้พลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 17 คน และนักดับเพลิงเสียชีวิตอย่างน้อยหกนาย ขณะที่จำนวนผู้อพยพเฉพาะในฝรั่งเศสและสเปนรวมกันอยู่ที่ประมาณ 330,000 คน
ฝรั่งเศส
Reuters รายงานเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ว่า เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสสามารถควบคุมไฟป่าใกล้เมืองบอร์โดได้บางส่วน หลังพื้นที่ในแคว้นฌีรงด์ถูกเผาไหม้ประมาณ 42,000 เฮกตาร์ เจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องสงสัยสองคนเพื่อสอบสวนกรณีที่อาจเกี่ยวข้องกับการวางเพลิง
ประชาชนประมาณ 84,000 คนได้รับอนุญาตให้กลับเข้าบ้าน หลังจากก่อนหน้านี้มีผู้ต้องอพยพออกจากพื้นที่มากกว่า 220,000 คน ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ระบุว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็น “สถานการณ์ที่ยากที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง” พร้อมสั่งระดมทหาร เจ้าหน้าที่ดับเพลิง และความช่วยเหลือจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าควบคุมไฟ
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ว่า พื้นที่ถูกเผาไหม้สะสมทั่วฝรั่งเศสเพิ่มขึ้นมากกว่า 160,000 เฮกตาร์ สูงที่สุดเท่าที่ประเทศเคยบันทึกไว้ แม้ยังเหลือเวลาอีกหลายเดือนก่อนสิ้นสุดฤดูไฟป่า และพื้นที่ถูกเผาตั้งแต่ต้นปีสูงกว่าตัวเลขตลอดทั้งปี 2568 แล้ว
The Economist รายงานว่า ในช่วงที่ไฟรุนแรงที่สุด แนวไฟใกล้เมืองบอร์โดอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 15 กิโลเมตร ความร้อนจากเปลวไฟก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองจากไฟ ซึ่งสามารถสร้างกระแสลมและทำให้เกิดจุดไฟใหม่ในพื้นที่ใกล้เคียงได้
บ้านเรือนอย่างน้อย 240 หลังถูกทำลายในพื้นที่เลอพอร์ชใกล้เมืองบอร์โด ขณะที่ The Economist รายงานว่า บ้านประมาณ 183 หลังภายในหมู่บ้านถูกไฟเผาจนเสียหายทั้งหมด นอกจากนี้ Mappr ยังรายงานว่า นักดับเพลิงได้รับบาดเจ็บมากกว่า 230 นายในแคว้นฌีรงด์
พายุฝนฟ้าคะนองและความชื้นที่เพิ่มขึ้นชั่วคราวช่วยให้เจ้าหน้าที่ควบคุมไฟได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะกลับมาสูงขึ้นยังทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังการปะทุของไฟอีกครั้ง ส่วนไฟป่าจุดใหม่ในจังหวัดโกตดอร์ต้องใช้เฮลิคอปเตอร์และกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมากเข้าควบคุม
สเปน
The Guardian รายงานเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ว่า พื้นที่ถูกเผาไหม้สะสมในสเปนเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 207,000 เฮกตาร์ ไฟป่าขนาดใหญ่บริเวณรอยต่อระหว่างแคว้นมาดริดกับกัสติยาอีเลออนเริ่มทรงตัว เจ้าหน้าที่จึงลดระดับภาวะฉุกเฉินลง แต่ยังพบไฟจุดใหม่ที่อยู่ในระดับน่ากังวลอีกอย่างน้อย 10 จุด
นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ระบุว่า “อันตรายยังไม่ผ่านพ้นไป” ขณะที่รัฐบาลสเปนเคยประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติจากไฟป่าเป็นครั้งแรกในช่วงที่สถานการณ์รุนแรงที่สุด
ไฟป่าในเมืองอัลเมเรียทางตอนใต้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 14 คน เป็นเหตุไฟป่าที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดของสเปนในรอบประมาณ 20 ปี ส่วน Mappr ระบุว่า ผู้เสียชีวิตรวมถึงชายอายุ 78 ปีในพื้นที่ใกล้เมืองบาเลนเซีย
ไฟป่าบริเวณอาบีลาเผาพื้นที่ประมาณ 50,000 เฮกตาร์ ซึ่ง Mappr ระบุว่าเป็นไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่สเปนเคยบันทึกไว้ ขณะที่ไฟในกัวดาลาฮาราเผาพื้นที่ประมาณ 35,000 เฮกตาร์ก่อนที่สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย ส่วนไฟในกัสเตยอนยังคงลุกลามต่อเนื่อง
Reuters รายงานว่า ยังเกิดไฟจุดใหม่ในจังหวัดซาโมราและเลออน ทำให้ประชาชนอีกหลายร้อยถึงหลายพันคนต้องอพยพ ท่ามกลางคลื่นความร้อนระลอกที่สี่ของฤดูร้อน ควันจากไฟป่าเคยมองเห็นได้จากใจกลางกรุงมาดริด และไฟเคลื่อนตัวเข้าใกล้อารามเอลเอสโกเรียล ซึ่งเป็นโบราณสถานสำคัญ ก่อนที่ทิศทางลมจะเปลี่ยนและพัดแนวไฟออกจากพื้นที่
ข้อมูลของ EFFIS ระบุว่า พื้นที่ถูกเผาไหม้ในสเปนช่วงเดียวกันของปีสูงกว่าปีก่อนประมาณหกเท่าในข้อมูลบางชุด ขณะที่ World Weather Attribution ระบุว่า สภาพอากาศร้อน แห้ง และมีลมแรงในพื้นที่ตอนกลางของประเทศมีโอกาสเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20 เท่าจากภาวะโลกร้อนที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์
กรีซ
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ไฟป่ารุนแรงบนเกาะครีตและเพโลพอนนีสของกรีซทำให้มีนักดับเพลิงเสียชีวิตสามนาย โดยสองนายถูกเปลวไฟล้อมรถใกล้หมู่บ้านคริยาวรีซีบนครีต ท่ามกลางลมแรง และอีกนายเสียชีวิตใกล้เมืองกีธีโอจากควันพิษ ไฟลุกลามรวดเร็วมีแนวหน้ายาวกว่า 15 กิโลเมตร ส่งผลให้อพยพประชาชนและนักท่องเที่ยวหลายพันคนจากหมู่บ้านอย่างน้อยแปดแห่ง บางกลุ่มต้องหลบในโรงยิมก่อนถูกนำเรืออพยพออกจากชายฝั่ง
ลมแรงสูงถึง 125 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทำให้เครื่องบินดับเพลิงปฏิบัติการได้จำกัด ผู้ประสบเหตุเล่าว่าเปลวไฟไล่ตามขณะหนี แม้ไฟในฝรั่งเศสและสเปนจะเริ่มทรงตัว แต่กรีซยังเผชิญความเสี่ยงสูงจากอุณหภูมิและความแห้งแล้ง โดยทางการประกาศภาวะฉุกเฉินและระดมกำลังกว่า 200 นายเพื่อควบคุมสถานการณ์
อิตาลี
เมื่อวันที่ 22-28 กรกฎาคม 2569 เกาะซิซิลีของอิตาลีเผชิญไฟป่าจำนวนมาก โดยในวันที่มีสถานการณ์รุนแรงที่สุดมีเหตุการณ์ไฟกว่า 350 จุด ในจำนวนนี้มีไฟขนาดใหญ่อย่างน้อย 10 จุดที่ต้องใช้เครื่องบินดับเพลิงและเฮลิคอปเตอร์ช่วยควบคุม ไฟลุกลามในหลายจังหวัดรวมถึงปาแลร์โม อากริเจนโต กาตาเนีย และกาลตานิสเซตตา ทำให้อพยพประชาชนอย่างน้อย 100 คนในพื้นที่ซานโตสเตฟาโนควิสควินา รวมถึงผู้ป่วยจากคลินิกใกล้เคียง ขณะที่มีนักดับเพลิงเสียชีวิตหนึ่งนายระหว่างปฏิบัติหน้าที่
รายงานจากหน่วยงานท้องถิ่นและสื่ออิตาลีระบุว่า อุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ร่วมกับลมสิโรคโคแรงและความแห้งแล้งทำให้ไฟลุกลามเร็วและยากต่อการควบคุม พื้นที่ถูกเผาในซิซิลีตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายเดือนกรกฎาคมสูงกว่า 24,000 เฮกตาร์ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในอิตาลี สหภาพยุโรปเฝ้าระวังความเสี่ยงอย่างใกล้ชิดเนื่องจากทรัพยากรเครื่องบินดับเพลิงและกำลังพลของกลไกการป้องกันพลเรือนถูกใช้พร้อมกันในหลายประเทศยุโรปใต้ในช่วงเวลาเดียวกัน
โปรตุเกส
ไฟป่าใกล้เมืองวิเซวในโปรตุเกสซึ่งเริ่มต้นที่เมืองโววเซลาในอำเภอวิเซวเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ลุกลามจนกลายเป็นไฟที่ใหญ่ที่สุดของประเทศในปีนี้ โดยเผาพื้นที่มากกว่า 12,000-13,500 เฮกตาร์ ครอบคลุมหลายอำเภอรวมถึงตอนเดลา โอลิเวียราเดฟราเดส และอาเกดา ควันไฟทอดยาวราว 620 กิโลเมตรจนสามารถมองเห็นได้จากภาพถ่ายดาวเทียมของโครงการโคเปอร์นิคัส
รายงานจากแหล่งข้อมูลท้องถิ่นและระบบข้อมูลไฟป่ายุโรประบุว่า ไฟนี้ระดมนักดับเพลิงกว่า 1,100 คน พร้อมยานพาหนะและเครื่องบินหลายร้อยหน่วย มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อยสองคนที่อาการสาหัส และนำไปสู่การอพยพหมู่บ้านบางแห่ง ก่อนที่สถานการณ์จะถูกควบคุมได้ในเวลาต่อมา ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนแห้งและลมแรงที่เอื้อต่อการลุกลามในช่วงเวลาเดียวกับไฟป่ารุนแรงในประเทศเพื่อนบ้านยุโรปใต้
ตุรกี
เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ไฟป่าในอำเภอเซย์ดิเคเมอร์ จังหวัดมูกลา บริเวณชายฝั่งทะเลเอเจียนของตุรกี ปะทุจากพื้นที่เกษตรกรรมก่อนลมแรงพัดลุกลามเข้าสู่ป่าอย่างรวดเร็ว ทำให้อพยพประชาชนอย่างน้อย 200-700 คน รวมถึงผู้ป่วย 45 คนจากโรงพยาบาลรัฐเซย์ดิเคเมอร์ ปิดถนนสายหลักเฟทิเย-อันตัลยา และสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนอย่างน้อย 55 หลัง โดยเจ้าหน้าที่ระดมเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ และกำลังหลายร้อยคนควบคุมสถานการณ์ ท่ามกลางอุณหภูมิสูง ลมแรง และความชื้นต่ำ ซึ่งต่อมาไฟหลักถูกควบคุมได้ แม้ยังมีจุดเสี่ยงใกล้แหล่งท่องเที่ยวชายทะเล
อังกฤษ
Reuters รายงานว่า เจ้าหน้าที่อังกฤษประกาศให้เหตุไฟไหม้ในมณฑลซัฟฟอล์กเป็นเหตุการณ์สำคัญ เพื่อเปิดทางให้ระดมกำลังและทรัพยากรจากหลายหน่วยงานเข้าควบคุมสถานการณ์
สถานการณ์ไฟป่าในยุโรปยังอยู่ระหว่างการควบคุม โดยข้อมูลของ EFFIS ระบุว่า พื้นที่ถูกเผาไหม้ทั่วสหภาพยุโรปในปี 2569 สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างมาก ขณะที่หน่วยดับเพลิงในหลายประเทศยังเฝ้าระวังอุณหภูมิสูง ความแห้งแล้ง และลมแรง ซึ่งอาจทำให้ไฟที่ควบคุมได้แล้วกลับมาปะทุหรือเกิดไฟจุดใหม่
อ้างอิง:
The Guardian: Firefighters race to extinguish blazes across EU as fire weather breaks records
Reuters: France and Spain win some respite, as wildfire battles rage across Europe
CNN: Blazes burning with the intensity of ‘atomic bombs’: Europe enters a new era of mega fires
The Economist: France and Spain are suffering their biggest wildfires on record
Euronews: Europe is burning: How bad could this wildfire crisis get?
POLITICO: Climate change made Spanish wildfires 20 times more likely




