News Logo
หน้าแรก
เปิดสาเหตุธารน้ำแข็งถล่มชายแดนเนปาล-ทิเบต โลกร้อนเพิ่มความเสี่ยง

เปิดสาเหตุธารน้ำแข็งถล่มชายแดนเนปาล-ทิเบต โลกร้อนเพิ่มความเสี่ยง

28 ส.ค. 2569 13:36
ผู้ชม 10 คน

เหตุธารน้ำแข็งถล่มบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบต คร่าชีวิตอย่างน้อย 472 ราย สูญหายกว่า 1,400 คน รวมชาวต่างชาติหลายร้อยคน U.S. Geological Survey ยืนยันแรงสั่นสะเทือนที่ตรวจพบไม่ได้เกิดจากแผ่นดินไหว ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนอุณหภูมิที่สูงขึ้นกำลังเร่งการละลายของธารน้ำแข็งและชั้นดินเยือกแข็งคงตัว เพิ่มความไม่เสถียรของพื้นที่ภูเขาสูงในหิมาลัย

สถานการณ์ภัยพิบัติจากธารน้ำแข็งถล่มบริเวณชายแดนเนปาลกับทิเบตยังคงรุนแรง ล่าสุดช่วงเช้าวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ตำรวจเนปาลรายงานว่าพบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 469 รายในฝั่งเนปาล ขณะที่ทางการทิเบตรายงานผู้เสียชีวิตอีก 3 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตรวมเพิ่มเป็นอย่างน้อย 472 ราย ส่วนจำนวนผู้สูญหายรวมกันมากกว่า 1,400 คน โดยฝั่งเนปาลมีผู้สูญหายราว 910 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติมากกว่า 500 คน ขณะที่ฝั่งทิเบตมีผู้สูญหาย 558 คน รวมชาวต่างชาติราว 260 คน ตามข้อมูลที่ Al Jazeera รายงานเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม

ผู้สูญหายจำนวนมากเป็นนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญที่เดินทางไปยังภูเขาไกรลาสและทะเลสาบมานาสโรวาร์ ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดูและพุทธ โดย Reuters รายงานว่ามีพลเมืองจากหลายประเทศรวมอยู่ในกลุ่มผู้สูญหาย ทั้งอินเดีย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย แคนาดา และประเทศอื่นๆ ขณะที่เส้นทางเชื่อมระหว่างกรุงกาฐมาณฑุกับนครลาซาได้รับความเสียหายอย่างหนัก สะพานอย่างน้อย 19 แห่งและถนนรวมระยะทางกว่า 40 กิโลเมตรถูกกระแสน้ำและเศษซากกวาดทำลาย ส่งผลให้ทางการทั้งสองฝ่ายต้องใช้เฮลิคอปเตอร์เข้าช่วยเหลือผู้รอดชีวิตและลำเลียงเสบียงเข้าสู่พื้นที่ที่ถูกตัดขาด

ภัยพิบัติครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 08.40 น. วันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่นเนปาล หรือประมาณ 09.55 น. ตามเวลาไทย เมื่อส่วนล่างของธารน้ำแข็งบริเวณใกล้ยอดเขาลังตังลีรุง บนชายแดนเนปาล-ทิเบต ที่ระดับความสูงประมาณ 5,200 เมตร แตกตัวและร่วงลงมาราว 1,200 เมตรสู่พื้นหุบเขา มวลน้ำแข็งขนาดใหญ่กวาดหิน ดิน และตะกอนจำนวนมหาศาลลงสู่แม่น้ำเลนเด ก่อนจะไหลต่อเข้าสู่แม่น้ำโภเตโกชีและแม่น้ำตรีชูลี เกิดเป็นกระแสมวลน้ำปนโคลนและเศษหินความเร็วสูงที่พุ่งไปตามแนวหุบเขา

ภาพถ่ายดาวเทียมที่ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและ Al Jazeera นำเสนอแสดงให้เห็นว่าส่วนล่างของธารน้ำแข็งแตกออกจากมวลน้ำแข็งหลัก ก่อนพุ่งลงสู่ด้านล่างและก่อให้เกิดกระแสเศษซากที่เคลื่อนตัวไปไกลกว่า 20 กิโลเมตร สร้างความเสียหายต่อหมู่บ้าน สะพาน ถนน และโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่งทั้งในเขตราซูวาของเนปาลและเขตจีหรงของทิเบต

ในช่วงแรก เครื่องมือตรวจวัดแรงสั่นสะเทือนสามารถจับสัญญาณจากพื้นที่ดังกล่าวได้และมีการประเมินเบื้องต้นว่าอาจเป็นแผ่นดินไหวขนาดประมาณ 4.4 อย่างไรก็ตาม U.S. Geological Survey (USGS) ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมและยืนยันในเวลาต่อมาว่าไม่มีแผ่นดินไหวตามธรรมชาติเกิดขึ้น แรงสั่นสะเทือนที่ตรวจพบเกิดจากมวลธารน้ำแข็ง หิน และเศษวัสดุปริมาณมหาศาลตกกระแทกลงสู่หุบเขา โดยมีพลังของแรงสั่นสะเทือนเทียบได้กับแผ่นดินไหวขนาดประมาณ 5.2

นอกจากความเสียหายในช่วงแรกแล้ว พื้นที่ประสบภัยยังเผชิญความเสี่ยงจากน้ำท่วมซ้ำ เนื่องจากมวลหิน ดิน และน้ำแข็งที่ถล่มลงมาได้อุดกั้นทางน้ำและก่อให้เกิดทะเลสาบชั่วคราวหลายแห่ง The Guardian รายงานเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมว่า ทางการจีนประเมินว่าอาจมีน้ำประมาณ 3 ล้านลูกบาศก์เมตรไหลเข้าสู่ทะเลสาบกั้นแห่งหนึ่งภายใน 3 วัน ขณะที่ทางการเนปาลเฝ้าระวังทะเลสาบที่เกิดจากเศษซากอุดกั้นแม่น้ำโภเตโกชี เนื่องจากหากแนวกั้นตามธรรมชาติพังลงอาจก่อให้เกิดกระแสน้ำหลากระลอกใหม่ในพื้นที่ปลายน้ำ

AFP PHOTO / TIBET MILITARY COMMAND

AFP PHOTO / TIBET MILITARY COMMAND

สำหรับสาเหตุของการถล่ม ผู้เชี่ยวชาญด้านธารน้ำแข็งระบุตรงกันว่าสาเหตุโดยตรงเกิดจากความไม่เสถียรของมวลธารน้ำแข็งและชั้นหินบนภูเขา ส่วนการประเมินว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีส่วนต่อเหตุการณ์ครั้งนี้โดยตรงมากเพียงใดยังต้องใช้ข้อมูลเพิ่มเติมและไม่สามารถสรุปจากเหตุการณ์เพียงครั้งเดียวได้

Scientific American รายงานคำอธิบายของ แดน ชูการ์ นักวิทยาศาสตร์โลกจากมหาวิทยาลัยแคลกะรี ซึ่งระบุว่า แม้จะยังไม่สามารถระบุได้ว่าภาวะโลกร้อนเป็นสาเหตุโดยตรงของการถล่มครั้งนี้ แต่มั่นใจว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นกำลังสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดเหตุลักษณะเดียวกันมากขึ้น ทั้งจากการละลายของธารน้ำแข็ง การเสื่อมสภาพของชั้นดินเยือกแข็งคงตัว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและรูปแบบหยาดน้ำฟ้าในพื้นที่ภูเขาสูง

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือการละลายของชั้นดินเยือกแข็งคงตัว ซึ่งทำหน้าที่ยึดหินและน้ำแข็งบนไหล่เขาสูงชันมานานหลายพันปี The New York Times รายงานคำอธิบายของ อัลตัน ซี. ไบเออร์ส นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันวิจัยอาร์กติกและอัลไพน์ มหาวิทยาลัยโคโลราโด ว่าแนวโน้มอุณหภูมิที่สูงขึ้นกำลังทำให้ชั้นดินเยือกแข็งอ่อนตัวลง เมื่อชั้นดังกล่าวสูญเสียความแข็งแรง ฐานใต้ธารน้ำแข็งและมวลหินจึงมีโอกาสสูญเสียเสถียรภาพมากขึ้น

ข้อมูลระยะยาวของพื้นที่หิมาลัยยังพบการสูญเสียน้ำแข็งในอัตราที่เพิ่มขึ้น Reuters อ้างข้อมูลขององค์การสหประชาชาติซึ่งรายงานในปี 2566 ว่า ภูเขาในเนปาลสูญเสียน้ำแข็งไปเกือบ 1 ใน 3 ภายในช่วงเวลากว่า 30 ปี และอัตราการละลายของธารน้ำแข็งในเนปาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 65 ในทศวรรษที่ผ่านมาเมื่อเปรียบเทียบกับทศวรรษก่อนหน้า

ไซมอน ค็อกซ์ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์โครงการจากภูเขาสู่ทะเลของ Earth Sciences New Zealand อธิบายกับ Reuters ว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นกำลังสร้างเงื่อนไขให้หินและน้ำแข็งบนภูเขาสูงมีความไม่เสถียรมากขึ้น และเพิ่มโอกาสเกิดการถล่มซึ่งอาจนำไปสู่ภัยพิบัติต่อเนื่องในพื้นที่ด้านล่าง

ด้าน ดร.ไซมอน คุก ผู้เชี่ยวชาญด้านธารน้ำแข็งจากมหาวิทยาลัยดันดี ซึ่งตรวจสอบข้อมูลเหตุการณ์ครั้งนี้ ระบุกับ BBC ว่าส่วนล่างของธารน้ำแข็งใกล้ยอดเขาลังตังลีรุงเป็นบริเวณที่พังถล่มลงมา โดยเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น ธารน้ำแข็งจะหดตัว หิมะละลายมากขึ้น และชั้นดินเยือกแข็งที่ช่วยยึดไหล่เขาจะอุ่นขึ้นและเสื่อมสภาพตามไปด้วย ขณะที่ ไมค์ เซิร์ล นักธรณีวิทยา อธิบายว่าเสถียรภาพของพื้นที่หิมาลัยได้รับอิทธิพลจากทั้งกระบวนการทางธรณีวิทยาที่ทำให้เทือกเขายังคงยกตัวขึ้น และอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเร่งการละลายของน้ำแข็ง

แนวโน้มเดียวกันเกิดขึ้นในพื้นที่กว้างของเทือกเขาฮินดูกูช-หิมาลัย โดย Al Jazeera รายงานว่าธารน้ำแข็งในภูมิภาคนี้สูญเสียน้ำแข็งในช่วงปี 2554-2563 เร็วกว่าทศวรรษก่อนหน้าร้อยละ 65 ดอโรธี ไฮน์ริช นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเรดดิ้ง ระบุว่ามีความเชื่อมั่นในระดับสูงว่าคลื่นความร้อน การถอยร่นของธารน้ำแข็ง และการลดลงของชั้นดินเยือกแข็งคงตัว สามารถเพิ่มโอกาสเกิดดินถล่มและน้ำท่วมจากทะเลสาบธารน้ำแข็งได้

Nature รายงานคำอธิบายของ เกอแรน เอกสตรอม นักธรณีฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งประเมินว่าการละลายของธารน้ำแข็งและชั้นดินเยือกแข็งในเทือกเขาหิมาลัยน่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ยังจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประเมินบทบาทของแต่ละปัจจัยอย่างละเอียด ขณะที่ อัลตัน ซี. ไบเออร์ส ระบุว่า ภัยพิบัติจากน้ำท่วมรุนแรงในพื้นที่ภูเขาสูงลักษณะนี้เกิดขึ้นถี่ขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

โมฮัน บาฮาดูร์ จันด์ นักธารน้ำแข็งวิทยาจากมหาวิทยาลัยกาฐมาณฑุ ให้ข้อมูลกับ National Geographic ว่าพื้นที่ธารน้ำแข็งทั่วโลกกำลังมีความเปราะบางเพิ่มขึ้นจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นและการละลายที่รวดเร็ว เมื่อมวลธารน้ำแข็งสูญเสียเสถียรภาพ การพังถล่มของน้ำแข็งและหินสามารถก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือคลื่นน้ำขนาดใหญ่ในหุบเขาได้ โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาสูงซึ่งมีชุมชนและเส้นทางคมนาคมตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำด้านล่าง

AFP PHOTO / UNKNOWN

AFP PHOTO / UNKNOWN

อ้างอิง:  

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

น้ำท่วมซ้ำซากภาคเหนือ งานวิจัยชี้ตัดไม้-เปลี่ยนที่ดินซ้ำเติมฝนมรสุม
น้ำท่วมซ้ำซากภาคเหนือ งานวิจัยชี้ตัดไม้-เปลี่ยนที่ดินซ้ำเติมฝนมรสุม