News Logo
หน้าแรก
สถาบันออสซี่: ศก.ไทยยังอ่อนแอ หนี้สูง ลงทุนไร้ประสิทธิภาพ จี้เปิดเสรี

สถาบันออสซี่: ศก.ไทยยังอ่อนแอ หนี้สูง ลงทุนไร้ประสิทธิภาพ จี้เปิดเสรี

4 เม.ย. 2569 06:00
ผู้ชม 22 คน

สถาบันออสซี่ชี้ เศรษฐกิจไทยหลังเลือกตั้งยังอ่อนแอจากหนี้ครัวเรือนสูงและการจัดสรรลงทุนที่ไร้ประสิทธิภาพ รัฐบาลใหม่จำเป็นต้องเปิดเสรีการลงทุนต่างชาติ, ภาคบริการ และขยายข้อตกลงการค้าเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 นายอาเหม็ด อัลไบรัก นักวิเคราะห์จากสถาบันโลวี่ ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยนโยบายต่างประเทศอิสระ (Think Tank) ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ตั้งอยู่ในนครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ได้ออกมาวิเคราะห์การเมืองไทยและความท้าทายหลังจากที่มีการฟอร์มคณะรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกุล ระบุว่า

ประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่สำคัญ แม้ว่าพรรคภูมิใจไทยจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งส่งผลให้กลุ่มอนุรักษนิยมกลับมามีอำนาจอีกครั้ง ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยพรรคภูมิใจไทยสามารถเพิ่มจำนวนที่นั่งได้มากกว่าสามเท่าจากปี พ.ศ. 2562 เป็นประมาณ 194 จาก 500 ที่นั่ง

ทั้งนี้ในช่วงหาเสียง นายอนุทินได้นำเสนอประเด็นในเรื่องความมั่นคง โดยเสนอให้ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและรักษาตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญไว้ แต่รัฐบาลผสมชุดใหม่นี้ต้องเผชิญกับเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากสถานการณ์โรคระบาด

หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์และสถานะการคลังสาธารณะที่ใกล้ถึงเพดานหนี้กำลังเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโต เศรษฐกิจไทยคาดการณ์ว่าจะเติบโตเพียง 1.6% ในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลักในอาเซียน แม้ว่าภาคการส่งออกจะเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ โดยมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในปี พ.ศ. 2568 จากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ และการเปลี่ยนเส้นทางการค้าจากจีน แต่ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่ การยกเลิกมาตรการภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยคำสั่งของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 และการขึ้นภาษีภายใต้มาตรา 122 ของพระราชบัญญัติการค้าสหรัฐฯ รวมถึงการแข็งค่าของเงินบาทในปี พ.ศ. 2568 ล้วนส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกของไทย

นอกจากนี้ การจัดสรรการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพยังเป็นปัญหาใหญ่ ทรัพยากรถูกจำกัดอยู่ในอุตสาหกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดผลผลิต แทนที่จะเป็นภาคส่วนที่ไทยสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ การลงทุนใหม่ส่วนใหญ่ไปกับการบำรุงรักษาสินทรัพย์เก่า ทำให้ไทยต้องใช้การลงทุนเป็นสองเท่าของประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์และมาเลเซีย เพื่อสร้างผลผลิตเท่ากัน ธนาคารโลกเสนอแนะให้ขยายการลงทุนไปสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตรถยนต์สันดาปภายในไม่สามารถอัปเกรดเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ได้โดยตรง

เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินมาตรการปฏิรูปหลายประการ หนึ่งในแนวทางคือการปฏิรูปพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งจำกัดการถือหุ้นของต่างชาติไว้ที่ 49% ในบางภาคส่วน และกำหนดให้ต้องผ่านกระบวนการขอใบอนุญาตที่ยุ่งยาก กระทรวงพาณิชย์ได้ประกาศแผนการถอด 10 ภาคบริการออกจากบัญชีต้องห้าม ซึ่งเป็นก้าวที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ภาคบริการที่สำคัญต่อผู้ผลิต เช่น บริการด้านกฎหมาย การบัญชี และโลจิสติกส์ ยังคงถูกจำกัดอยู่

การเข้าถึงตลาดส่งออกก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องให้ความสนใจ ประเทศไทยมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) 14 ฉบับ ซึ่งให้สิทธิพิเศษในการเข้าถึงตลาดเพียง 18 แห่งเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าเวียดนามมาก การเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) จะช่วยขยายเครือข่ายประเทศที่สามารถนำเข้าสินค้ามานับรวมเป็นแหล่งกำเนิดสินค้าได้ เช่น ญี่ปุ่น และปรับปรุงการเข้าถึงตลาด

รัฐบาลผสมชุดใหม่นี้ต้องก้าวข้าม ไม่เพียงแต่การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และมุ่งเน้นการปฏิรูป แต่รวมถึงการเปิดเสรีภาคบริการที่ผู้ผลิตพึ่งพา การร่วมข้อตกลงต่างๆ เพื่อช่วยให้ประเทศไทยดึงดูดระบบนิเวศที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตต้องการ อุปสรรคทางการเมืองนั้นมีอยู่มาก แต่ด้วยหนี้ครัวเรือนที่จำกัดอุปสงค์ภายในประเทศ และการคลังสาธารณะที่ตึงตัว เศรษฐกิจที่เปิดกว้างมากขึ้นและมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาจเป็นแผนที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยในการเอาชนะข้อจำกัดภายในประเทศ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลอนุทิน



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สหราชอาณาจักรนำ 40 ชาติถกกดดันอิหร่าน เปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไร้เงาสหรัฐฯ ร่วม
สหราชอาณาจักรนำ 40 ชาติถกกดดันอิหร่าน เปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไร้เงาสหรัฐฯ ร่วม