สรุปประชุม IMF-World Bank โลกโตชะลอ 3.1% พิษสงครามดันพลังงานพุ่ง วิกฤตถี่ พึ่งสหรัฐฯ ยากขึ้น
การประชุม Spring Meetings ของ IMF-World Bank ปี 2569 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระหว่างวันที่ 13-18 เมษายน ปิดฉากลงท่ามกลางความกังวลต่อสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังกดดันเศรษฐกิจโลกทั้งด้านการเติบโต เงินเฟ้อ และเสถียรภาพพลังงาน ขณะเดียวกันยังสะท้อนภาพใหญ่ของโลกที่กำลังเผชิญแรงกระแทกซ้ำซ้อนจากภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดถี่ขึ้น และยากต่อการควบคุม
รายงาน World Economic Outlook ของ International Monetary Fund ระบุว่า เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะเติบโตเพียง 3.1% และ 3.2% ในปี 2570 ลดลงจากประมาณการก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหลักจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม IMF เตือนว่าในกรณีเลวร้าย เศรษฐกิจโลกอาจชะลอลงเหลือเพียง 2-2.5% และเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หากวิกฤตยืดเยื้อ
แรงกดดันสำคัญมาจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง โดยในสถานการณ์อ้างอิง ราคาพลังงานอาจเพิ่มขึ้นถึง 19% ในปี 2569 ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและกำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลก ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งขึ้นสู่ 4.4% ก่อนจะทยอยชะลอในปีถัดไป
ปิแอร์ โอลิเวียร์ กูรินชัส ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย IMF ระบุว่า สงครามครั้งนี้ก่อให้เกิดช็อกด้านอุปทานเชิงลบที่รุนแรงกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะในประเทศผู้นำเข้าพลังงาน ซึ่งต้องเผชิญทั้งเศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้อที่เร่งสูงขึ้นพร้อมกัน
บรรยากาศการประชุมสะท้อนความไม่แน่นอนสูง โดยการหารือแกว่งตัวระหว่างความวิตกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก กับความหวังระยะสั้นจากสัญญาณว่า ช่องแคบฮอร์มุซ อาจกลับมาเปิดให้ขนส่งพลังงานได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ความหวังดังกล่าวถูกลดทอนลงอย่างรวดเร็วหลังเกิดเหตุโจมตีเรือขนส่งเพิ่มเติม
ในภาพรวม ที่ประชุมมองว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ช็อกทางภูมิรัฐศาสตร์” เกิดถี่และรุนแรงขึ้น ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ในปี 2563 ไปจนถึง สงครามรัสเซีย-ยูเครน และความตึงเครียดล่าสุดในตะวันออกกลาง ซึ่งล้วนสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง
แม้ World Bank และ IMF จะประกาศกรอบสนับสนุนทางการเงินรวมสูงสุด 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า “ปัจจัยชี้ขาด” กลับอยู่นอกเวทีการประชุม โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐอเมริกา และ อิหร่าน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพพลังงานโลก
แถลงการณ์ของ International Monetary and Financial Committee ระบุว่า ประเทศสมาชิกยังคงมุ่งรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค แต่ยอมรับว่าขีดความสามารถในการรับมือวิกฤตมีจำกัดมากขึ้น ขณะที่ความร่วมมือระหว่างประเทศเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งที่เพิ่มขึ้น
ด้าน คริสตาลีนา จอร์เจวา เตือนว่า แม้สงครามจะยุติลงทันที ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ โดยเฉพาะจากราคาพลังงานและความตึงเครียดในตลาดการเงิน
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นในที่ประชุม คือบทบาทของสหรัฐฯ ในฐานะ ผู้รักษาเสถียรภาพโลก ที่เริ่มไม่แน่นอนเหมือนในอดีต ส่งผลให้หลายประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจเกิดใหม่ ต้องหันมาพึ่งพาตนเองมากขึ้น ทั้งการกระจายความเสี่ยงทางการค้า เสริมความมั่นคงพลังงาน และสร้างฐานเศรษฐกิจภายใน
ประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะในแอฟริกา เริ่มเร่งปรับยุทธศาสตร์ หันไปส่งเสริมการค้าภายในภูมิภาค พัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือก และเพิ่มรายได้ภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก ขณะที่หลายประเทศในยุโรปยังคงคาดหวังให้สหรัฐมีบทบาทในการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของพลังงานโลก
IMF แนะนำให้ประเทศสมาชิกใช้นโยบายอย่างยืดหยุ่น โดยธนาคารกลางต้องเฝ้าระวังเงินเฟ้อจากพลังงาน ขณะที่ภาครัฐควรหลีกเลี่ยงการอุดหนุนราคาที่บิดเบือนตลาด และหันมาใช้มาตรการที่ตรงเป้าหมายมากขึ้น
ขณะเดียวกัน อเจย์ บังกา ระบุว่า ความต้องการเงินทุนฉุกเฉินเพิ่มสูงขึ้น โดยธนาคารโลกพร้อมจัดสรรเงินกู้ 20,000-25,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อช่วยเหลือประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต
สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ และเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF-World Bank ประจำปีในเดือนตุลาคม ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาครัฐมองว่าวิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระยะยาว
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องว่า ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังกลายเป็น ความปกติใหม่ ของเศรษฐกิจโลก และจะบีบให้ประเทศต่างๆ ต้องปรับนโยบายเศรษฐกิจและการเงินให้ยืดหยุ่น กระจายความเสี่ยง และพึ่งพาตนเองมากขึ้นในระยะข้างหน้า
อ้างอิง:
IMF: World Economic Outlook, April 2026: Global Economy in the Shadow of War
IMF: Press Briefing Transcript: World Economic Outlook, Spring Meetings 2026
World Bank: 2026 Spring Meetings - Building prosperity through policy
IMF: World Bank meetings show limits in mitigating shocks, reliance on US solutions




