เอกสารภายในเผย OpenAI ขาดทุนหนัก 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2569 แม้ระดมทุนสถิติ 122,000 ล้าน นักลงทุนเริ่มกังวลเสี่ยงเงินสดสะดุดกลางปี 2570
OpenAI บริษัทผู้พัฒนา ChatGPT กำลังเผชิญแรงกดดันทางการเงินครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้ง แม้เพิ่งปิดดีลระดมทุนครั้งประวัติศาสตร์มูลค่า 122,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้มูลค่าบริษัทพุ่งแตะ 852,000 ล้านดอลลาร์ แต่เอกสารภายในกลับประเมินว่า บริษัทอาจขาดทุนสูงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 ท่ามกลางต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
รายงานจาก The Information ระบุว่า เอกสารภายในของ OpenAI ช่วงต้นปี 2569 ประเมินตัวเลขขาดทุนปีนี้สูงกว่าคาดการณ์เดิมของปี 2568 ถึงเกือบ 3 เท่า แม้บริษัทคาดว่ารายได้ปีนี้จะอยู่ราว 13,000-20,000 ล้านดอลลาร์ แต่ต้นทุนการฝึกโมเดล AI การสร้างศูนย์ข้อมูล (Data center) และค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรยังพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง
ด้าน The Wall Street Journal รายงานเมื่อปลายเดือนเมษายน 2569 ว่า OpenAI พลาดเป้าหมายรายได้และการเติบโตของผู้ใช้งานหลายเดือนติดต่อกัน โดยเฉพาะเป้าหมายผู้ใช้งานรายสัปดาห์ของ ChatGPT ที่บริษัทต้องการให้แตะ 1 พันล้านคนภายในสิ้นปี 2568 ส่งผลให้ ซาราห์ ฟรายเออร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของบริษัท แสดงความกังวลภายในเกี่ยวกับภาระสัญญาค่าใช้จ่ายศูนย์ข้อมูลระยะยาว
แม้ OpenAI เคยรายงานรายได้ต่อปีในอัตราเทียบเท่าสูงกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงปลายปี 2568 และบางรายงานระบุว่าแตะ 25,000 ล้านดอลลาร์ในต้นปี 2569 แต่การเติบโตเริ่มชะลอลง ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรงจาก Anthropic และ Google Gemini ที่เริ่มแย่งส่วนแบ่งตลาด AI สำหรับองค์กร และเครื่องมือช่วยเขียนโค้ดมากขึ้น
ก่อนหน้านี้ OpenAI ประกาศปิดดีลระดมทุนมูลค่า 122,000 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยมี SoftBank, Amazon และ Nvidia เป็นนักลงทุนหลัก ตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของบริษัท ส่งผลให้มูลค่าบริษัทหลังการระดมทุนพุ่งขึ้นสู่ระดับ 852,000 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม CNBC รายงานว่า แม้เงินทุนก้อนดังกล่าวจะช่วยยืดสภาพคล่องของบริษัทออกไปได้ แต่ OpenAI ยังมีภาระด้านพลังประมวลผลสำหรับ AI และโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมหาศาล โดยบริษัทเพิ่งปรับลดคาดการณ์การใช้จ่ายระยะยาวจากเดิม 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ เหลือราว 600,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2573
ขณะที่ The New York Times ระบุว่า OpenAI กำลังเผชิญแรงกดดันทันที หลังมีรายได้ในปีก่อนราว 13,000 ล้านดอลลาร์ แต่ต้องใช้เงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปีในการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยบริษัทถูกคาดการณ์ว่าอาจมีผลขาดทุนสะสมรวมสูงถึง 115,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2572
นักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มเตือนถึงความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง หากรายได้ไม่เติบโตตามแผน โดย Tom’s Hardware และนักวิเคราะห์ที่อ้างอิงโดย The New York Times ระบุว่า อัตราการใช้เงินสดของ OpenAI อยู่ในระดับสูงมาก และอาจทำให้บริษัทเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่องภายในกลางปี 2570 หากไม่สามารถระดมทุนเพิ่มเติมได้ทันเวลา
ขณะเดียวกัน Reuters รายงานเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ว่า OpenAI ได้ปรับโครงสร้างข้อตกลงกับ Microsoft ใหม่ โดยกำหนดเพดานการแบ่งรายได้รวมไว้ที่ 38,000 ล้านดอลลาร์จนถึงปี 2573 ลดลงจากภาระเดิมที่อาจสูงถึง 135,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมเปิดทางให้ OpenAI สามารถขายบริการผ่านผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่นได้อย่างอิสระมากขึ้น
แม้บริษัทจะเริ่มวางแผนการเข้าตลาดหุ้น (IPO) ในช่วงปลายปี 2569 หรือต้นปี 2570 แต่รายงานระบุว่า ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ OpenAI ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับความพร้อมด้านการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรฐานบริษัทจดทะเบียน และเสนอให้บริษัทควบคุมค่าใช้จ่ายก่อนเดินหน้า IPO
ด้าน แซม อัลต์แมน ซีอีโอของ OpenAI ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ขยายขนาดอย่างต่อเนื่อง โดยประกาศภาวะสถานการณ์เร่งด่วน (Code Red) ในช่วงปลายปี 2568 เพื่อเร่งพัฒนาโมเดล AI รุ่นใหม่และรักษาความเป็นผู้นำ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ OpenAI ก่อตั้งขึ้นในปี 2558 ในฐานะองค์กรไม่แสวงหากำไร ก่อนปรับโครงสร้างเป็นรูปแบบผสมระหว่างองค์กรไม่แสวงหากำไรและบริษัทแสวงหากำไรในปี 2562 โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา แซม อัลต์แมน เป็นคนผลักดันการระดมทุนขนาดใหญ่และสร้างพันธมิตรกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่างต่อเนื่อง
แม้บริษัทเคยรายงานอัตรากำไรขั้นต้นราว 33% ในปี 2568 ตามข้อมูลจากแหล่งวิเคราะห์หลายแห่ง แต่ต้นทุนการประมวลผลของ AI และต้นทุนการฝึกโมเดลยังคงดูดซับกำไรเกือบทั้งหมด
Financial Times และ The Wall Street Journal รายงานว่า นักลงทุนบางส่วนเริ่มตั้งคำถามต่อมูลค่าบริษัทระดับหลายแสนล้านดอลลาร์ หลัง OpenAI ต้องปรับแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์หลายครั้งเพื่อรับมือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
ปัจจุบัน OpenAI ยังไม่อยู่ในภาวะล้มละลาย และยังถือเป็นผู้นำตลาด generative AI แต่เส้นทางสู่ความสามารถในการทำกำไรยังอีกยาวไกล โดยบริษัทคาดว่าจะเริ่มมีกำไรได้ในช่วงทศวรรษ 2573 หากรายได้สามารถเติบโตทะลุ 1 แสนล้านดอลลาร์ตามแผน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก HSBC ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารและสถาบันการเงินรายใหญ่ระดับโลก รวมถึงนักวิเคราะห์จาก Deutsche Bank มองว่า OpenAI อาจยังต้องเผชิญผลขาดทุนสะสมอีกหลายแสนล้านดอลลาร์ก่อนถึงปี 2573 สะท้อนว่าการแข่งขัน AI ในยุคนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นสงครามเงินทุนที่ต้องใช้เม็ดเงินมหาศาลเพื่อรักษาความได้เปรียบเอาไว้
อ้างอิง:




