ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เนเธอร์แลนด์ และลิทัวเนีย จับมือยื่นข้อเสนอถึง European Commission เร่งเพิ่มเครื่องมือป้องกันทางการค้า หวังรับมือสินค้าจีนราคาต่ำจากการอุดหนุนรัฐที่กระทบอุตสาหกรรมยุโรปอย่างต่อเนื่อง
เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าว Next News รายงานว่า กลุ่มประเทศ ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เนเธอร์แลนด์ และลิทัวเนีย ได้ยื่นเอกสารไม่เป็นทางการ (Non-paper) ร่วมกันถึงคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เพื่อเรียกร้องให้สหภาพยุโรปเร่งใช้ มาตรการป้องกันทางการค้าที่มีความรวดเร็วและครอบคลุมมากขึ้น เพื่อรับมือกับการนำเข้าสินค้าราคาถูกที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลต่างประเทศ ซึ่งถูกมองว่ากำลังสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายในยุโรป โดยเฉพาะสินค้าที่มี ภาวะผลิตล้นตลาดจากจีน
อ้างอิงจากรายงานของ POLITICO เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ระบุว่า เอกสารดังกล่าวซึ่งมีฝรั่งเศสเป็นผู้นำ ชี้ว่าประเทศคู่ค้ารายสำคัญบางประเทศของสหภาพยุโรปกำลังบั่นทอนกรอบการค้าระหว่างประเทศ ด้วยการสร้างอุปสรรคทางการค้าใหม่และก่อให้เกิดภาวะกำลังการผลิตล้นเกินเชิงโครงสร้างและระบบ แม้ในเอกสารจะไม่ได้ระบุชื่อประเทศโดยตรง แต่มีการประเมินกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นการอ้างถึงจีนเป็นหลัก
ขณะเดียวกัน Reuters รายงานว่า เอกสารลงวันที่ 22 พฤษภาคม ระบุว่ามาตรการของสหภาพยุโรปในปัจจุบันยังดำเนินการได้ช้า ครอบคลุมสินค้าในวงจำกัด และสามารถถูกหลบเลี่ยงได้ง่าย ทำให้กลุ่ม 5 ประเทศเสนอให้เพิ่มความถี่ในการเปิดการสอบสวน ใช้มาตรการปกป้องอุตสาหกรรมในระดับภาพรวมแทนการพิจารณาเป็นรายกรณี และพัฒนาเครื่องมือใหม่ที่เรียกว่า Resilience Tool ซึ่งจะใช้กำหนดโควตาหรือภาษี เมื่อพบว่ามีการพึ่งพาซัพพลายเออร์จากประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป
Financial Times และ South China Morning Post รายงานสอดคล้องกันว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการประชุมภายในของ European Commission ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ซึ่งจะพิจารณาทิศทางนโยบายต่อจีน สะท้อนการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของหลายประเทศสมาชิกที่ก่อนหน้านี้มีมุมมองแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ฝรั่งเศสในฐานะผู้นำกลุ่มยังเสนอให้สหภาพยุโรปพัฒนาเครื่องมือเชิงรุกในลักษณะคล้าย มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐฯ เครื่องมือทางกฎหมายที่รัฐบาลสหรัฐฯ ใช้ในการตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ถูกมองว่าดำเนินนโยบายหรือมาตรการทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐอเมริกา ซึ่งเปิดทางให้สามารถตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรมได้อย่างกว้างขวาง โดยข้อเสนอดังกล่าวได้รับแรงสนับสนุนจากประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง
ด้านบริบททางการค้า European Union กำลังเผชิญภาวะขาดดุลการค้ากับจีนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยข้อมูลที่สื่อหลายสำนักอ้างอิงในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ระบุว่าตัวเลขขาดดุลอยู่ในระดับราว 360,000 ล้านยูโรในปีที่ผ่านมา ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากจีนขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่การส่งออกกลับลดลง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาด เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ และเหล็กกล้า
Reuters ระบุเพิ่มเติมว่า จีนถูกมองว่าใช้นโยบายอุดหนุนภาครัฐในหลายอุตสาหกรรม ทำให้สามารถผลิตสินค้าในราคาต่ำกว่าคู่แข่ง ส่งผลให้โรงงานในยุโรปเผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันจนต้องลดกำลังการผลิตหรือปิดกิจการ และเกิดผลกระทบต่อการจ้างงานในหลายภาคส่วน
ขณะเดียวกัน Global Times รายงานว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่ม 5 ประเทศเป็นลักษณะของการปกป้องทางการค้าในรูปแบบใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดทางการค้าเพิ่มเติม โดยจีนยืนยันว่าจะดำเนินมาตรการตอบโต้หากสหภาพยุโรปใช้มาตรการที่เข้มงวดเกินสมควร
แม้เช่นนั้น ฝ่ายสหภาพยุโรปยังคงย้ำว่ามาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในและสร้างความเป็นธรรมทางการค้า ไม่ได้มุ่งโจมตีประเทศใดโดยเฉพาะ ขณะที่ความแตกต่างทางจุดยืนภายในสหภาพยุโรปยังคงปรากฏชัด โดยเยอรมนีซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใกล้ชิดกับจีนไม่ได้เข้าร่วมในเอกสารฉบับนี้ สะท้อนความไม่เป็นเอกภาพของสมาชิกบางส่วน
รายงานยังระบุว่า European Union เคยดำเนินมาตรการมาก่อนหน้านี้ เช่น การเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนในอัตราสูงสุดถึงร้อยละ 38 ในช่วงปี 2567-2568 รวมถึงการสอบสวนการทุ่มตลาดและการอุดหนุนในสินค้าอื่นๆ แต่กลุ่ม 5 ประเทศมองว่ายังไม่เพียงพอและล่าช้าเกินไป
หากข้อเสนอนี้ได้รับการผลักดันต่อ อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการค้าโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดที่จีนมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกันอาจทำให้ราคาสินค้านำเข้าในยุโรปปรับสูงขึ้นในระยะสั้น แต่ช่วยลดแรงกดดันต่อภาคการผลิตภายในระยะยาว โดยในอีกด้านหนึ่ง จีนอาจใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้ากับสินค้าจากยุโรป เช่น ไวน์ เนื้อหมู และสินค้าหรูจากฝรั่งเศสและอิตาลี ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในความตึงเครียดก่อนหน้า
ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่าง European Union และจีนตึงเครียดต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 เมื่อสหภาพยุโรปกำหนดให้จีนเป็นคู่แข่งเชิงระบบ ท่ามกลางนโยบายลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจากการพึ่งพาจีน โดยไม่ถึงขั้นตัดขาดความสัมพันธ์ทางการค้าโดยสิ้นเชิง ขณะที่ประเด็นด้านความมั่นคง เทคโนโลยี และท่าทีต่อสงครามยูเครนยังคงเป็นปัจจัยกดดันความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง
อ้างอิง:
POLITICO: 5 EU countries call for tougher trade weapons to tackle China
Reuters: France, Italy and Spain urge EU to toughen and hasten trade defences
Financial Times: EU countries press for trade crackdown on China
South China Morning Post: Major EU countries push for tougher China policy
Global Times: The EU should neither engage in nor afford a 'trade war with China'




