BIS ออกรายงานเตือนเศรษฐกิจโลกเผชิญ 3 ความเสี่ยงสำคัญ ทั้งหนี้สาธารณะสูง การลงทุน AI ที่อาจเกินจริง และเงินเฟ้อที่อาจกลับมาฝังราก หากขาดวินัยด้านนโยบายอาจกระทบระบบการเงินทั่วโลก
สำนักข่าว Next News รวบรวมข้อมูลจากรายงานเศรษฐกิจประจำปี 2569 (Annual Economic Report 2026) ของธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (BIS) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 โดยเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเปราะบางจากหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงกัน ทั้งหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อาจพัฒนาไปสู่ภาวะฟองสบู่ และความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะกลับมาฝังรากลึก แม้เศรษฐกิจโลกจะแสดงความยืดหยุ่นในช่วงที่ผ่านมา
รายงานของ BIS ระบุว่า เศรษฐกิจโลกในช่วงปีที่ผ่านมาแบ่งออกเป็นสองระยะ โดยในช่วงแรกสามารถรับมือกับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ได้ดีกว่าที่คาด การส่งออกของโลกยังขยายตัว ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ใกล้เคียงกับประมาณการเดิม ปัจจัยสำคัญมาจากความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยกระตุ้นการลงทุนขนาดใหญ่ และทำให้ภาวะการเงินทั่วโลกผ่อนคลาย
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ทำให้ช่องแคบฮอร์มุซต้องปิดชั่วคราว ซึ่ง BIS ระบุว่า การหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญแห่งนี้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียในสัดส่วนสูง
BIS ระบุในรายงานว่า หนึ่งในจุดเปราะบางสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจโลกคือ ระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งอยู่ใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง การขาดดุลงบประมาณที่ดำเนินต่อเนื่องจากมาตรการรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 และวิกฤตต่างๆ ส่งผลให้ต้นทุนการชำระดอกเบี้ยของรัฐบาลเพิ่มขึ้น และทำให้รัฐบาลมีพื้นที่ในการใช้นโยบายการคลังลดลง
ข้อมูลในบทที่ 2 ของรายงาน BIS ระบุว่า โครงสร้างตลาดพันธบัตรรัฐบาลเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยสถาบันการเงินนอกภาคธนาคาร โดยเฉพาะกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ใช้เงินกู้ในระดับสูง เข้ามามีบทบาทมากขึ้น จนก่อให้เกิดความเชื่อมโยงรูปแบบใหม่ระหว่างหนี้รัฐบาลกับเสถียรภาพของระบบการเงิน หากตลาดประเมินว่าฐานะการคลังของรัฐบาลมีความยั่งยืนน้อยลง อาจนำไปสู่ความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดพันธบัตร การตึงตัวของสภาพคล่อง และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม
รายงานยังระบุว่า หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงทำให้การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แม้อาจช่วยพยุงอุปสงค์ในบางส่วน แต่ก็ทำให้แนวโน้มฐานะการคลังอ่อนแอลง และเพิ่มต้นทุนความเสี่ยงที่นักลงทุนเรียกร้องจากการถือครองพันธบัตรรัฐบาล
อีกประเด็นสำคัญที่ BIS ให้ความสนใจคือ การขยายตัวของการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ โดยระบุว่า บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ 5 แห่ง มีแผนลงทุนรวมมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2568-2569 เพื่อพัฒนาศูนย์ข้อมูล เซมิคอนดักเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดการเงินในช่วงที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษี
อย่างไรก็ตาม BIS เตือนว่า การแข่งขันอย่างรุนแรงในธุรกิจปัญญาประดิษฐ์อาจทำให้เกิดการลงทุนเกินความจำเป็น เมื่อบริษัทต่างเร่งลงทุนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน แม้ผลตอบแทนในระยะยาวยังไม่ชัดเจน หากประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจที่เกิดจากเทคโนโลยีต่ำกว่าคาด อาจเกิดการลดการลงทุนอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด รวมถึงผู้รับเหมา ผู้ผลิตชิป และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
BIS ยังระบุว่า การขาดแคลนไฟฟ้าและอุปกรณ์โครงข่ายไฟฟ้า อาจกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญของการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นและกดดันเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน การใช้โครงสร้างทางการเงินที่ซับซ้อนและการระดมทุนผ่านหนี้ในภาคธุรกิจ อาจขยายผลกระทบหากการลงทุนไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาดหวัง
รายงานของ BIS ยังระบุว่า ราคาหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน โดยนักลงทุนคาดหวังการเติบโตของกำไรในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ขณะที่ส่วนชดเชยความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหุ้นลดลงอย่างชัดเจนหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 หากเกิดการปรับฐานของตลาดหุ้น อาจส่งผลต่อความมั่งคั่งของภาคครัวเรือน และลุกลามไปยังตลาดการเงินทั่วโลก เนื่องจากหุ้นสหรัฐฯ มีสัดส่วนสูงในดัชนีตลาดหุ้นโลก
BIS ยังเตือนว่า เงินเฟ้อ อาจกลับมาฝังรากลึกจากแรงกระแทกด้านอุปทานที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งจากนโยบายการค้า ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาด้านพลังงาน หากประชาชนและภาคธุรกิจเริ่มคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง การควบคุมเงินเฟ้อของธนาคารกลางจะทำได้ยากขึ้น แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับลดลงหลังสถานการณ์คลี่คลายแล้วก็ตาม
รายงานของ BIS ระบุว่า ความเสี่ยงทั้งสามด้าน ได้แก่ หนี้สาธารณะ การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ และเงินเฟ้อ มีความเชื่อมโยงกัน โดยหนี้สาธารณะในระดับสูงทำให้รัฐบาลมีความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจลดลง
ขณะที่การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์อาจสร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงอาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน ความเปราะบางของสถาบันการเงินนอกภาคธนาคารและการเติบโตของสินเชื่อภาคเอกชน ยังอาจขยายความเสี่ยงต่อระบบการเงินโดยรวม
BIS เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับเหตุการณ์ในอดีต ไม่ว่าจะเป็นกระแสการลงทุนในคลองเดินเรือช่วงศตวรรษที่ 19 การลงทุนระบบรถไฟ หรือฟองสบู่หุ้นดอตคอม ซึ่งต่างเริ่มต้นจากความคาดหวังต่อเทคโนโลยีใหม่ ก่อนจะจบลงด้วยการลงทุนที่หดตัวและภาวะเศรษฐกิจถดถอย
รายงานยังระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ เช่น ฮีเลียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบจำเป็นในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ยิ่งเพิ่มความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานในเอเชีย แม้หลายประเทศจะสามารถปรับตัวต่อวิกฤตที่ผ่านมาได้ดี แต่เส้นทางคมนาคมและการขนส่งที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญ
นอกจากนี้ BIS ระบุว่า สัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลโดยสถาบันการเงินนอกภาคธนาคารที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความตึงเครียดในตลาดพันธบัตรสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าเดิม และอาจนำไปสู่การลดการลงทุน การตึงตัวของภาวะการเงิน รวมถึงการชะลอตัวของการบริโภคและการลงทุน
สำหรับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ BIS ระบุว่า ความเสี่ยงจากหนี้และเงินเฟ้ออาจรุนแรงกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วกำลังเผชิญแรงกดดันจากสังคมผู้สูงอายุและความจำเป็นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม จึงเรียกร้องให้รัฐบาลสร้างฐานะการคลังที่แข็งแกร่งในช่วงที่เศรษฐกิจยังขยายตัว
ในบทสรุปของรายงาน BIS ระบุว่า ผู้กำหนดนโยบายควรให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคา การสร้างความยั่งยืนทางการคลัง การเสริมความแข็งแกร่งของระบบการเงินนอกภาคธนาคาร และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต
แม้เศรษฐกิจโลกจะสามารถผ่านผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์มาได้ โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ แต่ BIS เตือนว่า หากการดำเนินนโยบายขาดวินัย ต้นทุนของการปรับตัวในอนาคตอาจสูงกว่าที่คาด โดยเฉพาะในโลกที่เผชิญการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานบ่อยครั้งและการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่ทวีความรุนแรงขึ้น
อ้างอิง:




