ศาลฎีกาสหรัฐฯ ไม่รับคำร้องอุทธรณ์ของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ทำให้คำพิพากษาคดีล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาท ‘อี. จีน แคร์รอลล์’ พร้อมค่าเสียหาย 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีผลบังคับใช้ต่อไป
เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกามีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้คำพิพากษาของคณะลูกขุนที่ตัดสินให้ทรัมป์มีความรับผิดทางแพ่งในคดีล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาท อี. จีน แคร์รอลล์ นักเขียนและอดีตคอลัมนิสต์นิตยสาร Elle ซึ่งกล่าวหาว่าทรัมป์ล่วงละเมิดทางเพศเมื่อปี 2539 ซึ่งยังคงมีผลบังคับใช้ โดยศาลฎีกาปฏิเสธการรับพิจารณาคดีโดยไม่ให้เหตุผลและไม่มีผู้พิพากษาคนใดแสดงความเห็นคัดค้าน ทำให้ทรัมป์ยังคงต้องรับผิดชำระค่าเสียหาย 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 162 ล้านบาท จากคดีดังกล่าว
AP News รายงานว่า คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์ที่แคร์รอลล์กล่าวหาว่าทรัมป์ล่วงละเมิดทางเพศภายในห้องลองเสื้อของห้างสรรพสินค้าเบิร์กดอร์ฟ กูดแมน ในนครนิวยอร์กเมื่อปี 2539 ก่อนที่แคร์รอลล์จะเปิดเผยเรื่องราวดังกล่าวในหนังสือที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2562 และยื่นฟ้องในเวลาต่อมา
ภายหลังคณะลูกขุนมีคำตัดสินเมื่อปี 2566 ว่าทรัมป์มีความรับผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาท แม้จะไม่วินิจฉัยว่าเป็นการข่มขืนตามนิยามของกฎหมายนครนิวยอร์ก แต่เห็นว่าหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่ามีการล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้น
หลังคำพิพากษา ทรัมป์ได้อุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ เขตอุทธรณ์ที่ 2 แต่ศาลมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ก่อนที่ทรัมป์จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาในเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยฝ่ายกฎหมายของทรัมป์โต้แย้งว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้นำหลักฐานที่อาจสร้างอคติต่อจำเลยเข้าสู่การพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นคลิปบันทึกเสียงเมื่อปี 2548 รวมถึงคำให้การของผู้หญิงอีกสองคนที่เคยกล่าวหาทรัมป์ในอดีต
ขณะที่ The New York Times รายงานว่า ทีมทนายของทรัมป์อ้างว่า การตีความกฎว่าด้วยพยานหลักฐานของศาลรัฐบาลกลางหลายข้อ อาจทำให้จำเลยไม่ได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาไม่ได้รับประเด็นดังกล่าวไว้พิจารณา และไม่มีการให้เหตุผลเพิ่มเติมตามแนวปฏิบัติปกติของศาล
แคร์รอลล์ ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 82 ปี ระบุผ่านทีมทนายว่าคำสั่งของศาลถือเป็นการยืนยันความถูกต้องของคำพิพากษาที่แคร์รอลล์ต่อสู้มาเป็นเวลาหลายปี พร้อมย้ำว่าบุคคลที่กระทำความผิดควรต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ไม่ว่าจะมีสถานะทางสังคมหรือการเมืองเพียงใด
หลังคำสั่งของศาลฎีกา ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยเรียกคดีนี้ว่า "คดีปลอม" และยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อสู้ แม้ว่าช่องทางอุทธรณ์ในคดีนี้จะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม
ด้าน SCOTUSblog ระบุว่า คดีของแคร์รอลล์เป็นหนึ่งในหลายคดีทางแพ่งที่ทรัมป์กำลังเผชิญอยู่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และการที่ศาลฎีกาปฏิเสธรับคำร้องเกิดขึ้นระหว่างที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่สอง
คดีดังกล่าวแยกจากอีกคดีหนึ่งที่ทรัมป์ถูกศาลสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่แคร์รอลล์เป็นเงิน 83.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.7 พันล้านบาท จากการหมิ่นประมาทเพิ่มเติม ซึ่งคดีนั้นยังอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ โดยศาลอนุญาตให้ชะลอการชำระเงินไว้ก่อนหลังจากมีการวางหลักประกันตามที่กำหนด
ก่อนหน้านี้ ศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ เขตอุทธรณ์ที่ 2 ได้ปฏิเสธคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ โดยเห็นว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างเหมาะสมในการรับฟังพยานหลักฐาน และไม่มีเหตุเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษา ขณะที่ Los Angeles Times รายงานว่า การที่ศาลฎีกาไม่รับพิจารณาคดีโดยไม่มีผู้พิพากษาคัดค้าน ถือเป็นแนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เนื่องจากศาลจะรับพิจารณาเฉพาะคดีที่มีประเด็นกฎหมายสำคัญในระดับประเทศ
สำหรับคดีนี้เกิดขึ้นได้จากการที่แคร์รอลล์ใช้สิทธิภายใต้กฎหมาย Adult Survivors Act ของรัฐนิวยอร์ก ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายจากการล่วงละเมิดทางเพศสามารถยื่นฟ้องคดีแพ่งได้ แม้จะพ้นกำหนดอายุความไปแล้วในบางกรณี โดยแคร์รอลล์เป็นนักเขียนและนักข่าวที่เป็นที่รู้จักจากคอลัมน์ "แอสก์ อี. จีน" ในนิตยสาร Elle มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ
ส่วนทรัมป์ยังคงปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยืนยันมาตลอดว่าคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของ "การล่าแม่มดทางการเมือง" แม้ว่าศาลจะมีคำพิพากษายืนยันความรับผิดทางแพ่งของทรัมป์แล้วก็ตาม
อ้างอิง:




