OPEC+ เพิ่มผลิตน้ำมันอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน จับตาตลาดเสี่ยงอุปทานล้นหากช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดเต็มที่
กลุ่ม OPEC+ ซึ่งนำโดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย มีมติผ่านการประชุมทางไกลให้ปรับเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมันอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน โดยจะมีผลตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 นับเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 หลังเริ่มทยอยยกเลิกมาตรการลดกำลังการผลิตโดยสมัครใจที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2566
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอ่อนตัวลง โดยน้ำมันดิบเบรนท์ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ใกล้เคียงระดับก่อนเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ขณะที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มกลับมาฟื้นตัว หลังสถานการณ์ด้านความมั่นคงคลี่คลายลงบางส่วน
OPEC ระบุในแถลงการณ์ว่า สมาชิก 7 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน เห็นชอบร่วมกันในการปรับเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อสนับสนุนเสถียรภาพของตลาดน้ำมันโลก พร้อมยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมปรับนโยบายได้ทันทีหากภาวะตลาดเปลี่ยนแปลง
การเพิ่มกำลังการผลิตครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนทยอยคืนกำลังการผลิตที่เคยลดลงโดยสมัครใจรวม 1.65 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 โดยก่อนหน้านี้ OPEC+ ได้เพิ่มโควตาการผลิตในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมในระดับใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันที่ทยอยกลับเข้าสู่ตลาดตั้งแต่ต้นปีรวมแล้วมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มโควตาดังกล่าวยังเป็นการปรับตัวเลขตามนโยบายมากกว่าการเพิ่มปริมาณน้ำมันที่เข้าสู่ตลาดจริง เนื่องจากผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ทำให้การส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราวร้อยละ 20 ของโลก ลดลงอย่างมากตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569
ด้าน Bloomberg รายงานว่า การตัดสินใจของ OPEC+ ยังสะท้อนความพยายามรักษาสมดุลของตลาด ท่ามกลางการแข่งขันจากประเทศผู้ผลิตนอกกลุ่มที่เพิ่มการส่งออก รวมถึงการนำน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ออกมาใช้ของหลายประเทศ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมันในตลาดโลก
การอ่อนตัวของราคาน้ำมันช่วยลดภาระต้นทุนด้านพลังงานของผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับสร้างแรงกดดันต่อรายได้ของประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียที่ยังพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาประเทศ วิสัยทัศน์ 2573
ข้อมูลล่าสุดในตลาดระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอยู่ที่ประมาณ 69 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์อยู่ที่ราว 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลงอย่างมากจากช่วงที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางรุนแรง ซึ่งเคยผลักดันราคาให้สูงกว่า 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
การฟื้นตัวของการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียได้รับแรงหนุนจากความคืบหน้าของบันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดและเปิดทางให้เรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนกลับมาเดินเรือได้อีกครั้ง แม้ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคยังต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันของจีน ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ยังคงอยู่ในระดับอ่อนตัว
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือการปรับตัวของ OPEC+ หลังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศถอนตัวจากกลุ่มเมื่อต้นปี 2569 ซึ่งส่งผลให้โครงสร้างการตัดสินใจภายในกลุ่มเปลี่ยนแปลงไป
Fitch Ratings ประเมินว่า หากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นปกติเต็มรูปแบบ ตลาดน้ำมันโลกอาจเข้าสู่ภาวะอุปทานส่วนเกินตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2569 โดยอาจมีน้ำมันล้นตลาดประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมีแนวโน้มกดดันให้ราคาน้ำมันปรับลดลงต่อเนื่อง
สำหรับประเทศไทย ซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่าร้อยละ 90 ของความต้องการใช้ภายในประเทศ การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันในตลาดโลกจะช่วยบรรเทาต้นทุนด้านพลังงาน ลดค่าครองชีพของประชาชน และลดต้นทุนการผลิตของภาคธุรกิจ แม้ในอีกด้านหนึ่งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องกับภาคพลังงานได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายสำนักเตือนว่า หากอุปทานกลับเข้าสู่ตลาดเร็วกว่าการฟื้นตัวของอุปสงค์ ก็อาจนำไปสู่การแข่งขันด้านราคาและเพิ่มความผันผวนของตลาดน้ำมันโลกในระยะต่อไป ขณะที่การประชุมครั้งถัดไปของ OPEC+ มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 2 สิงหาคม 2569 เพื่อประเมินผลของมาตรการล่าสุดและทิศทางตลาดน้ำมันโลกต่อไป
อ้างอิง:




