สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าใหม่จาก 60 เศรษฐกิจทั่วโลกในอัตรา 10-12.5% ภายใต้การสอบสวนตามมาตรา 301 โดยไทย จีน และเวียดนามอยู่ในกลุ่มที่ถูกเรียกเก็บอัตราสูงสุด
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศอย่างเป็นทางการตามคำสั่งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ว่า สหรัฐฯ จะเริ่มจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจาก 60 เศรษฐกิจทั่วโลกในอัตรา 10-12.5% ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป โดยอ้างอิงผลการสอบสวนตามมาตรา 301 ที่ระบุว่าหลายประเทศยังไม่มีมาตรการป้องกันและปราบปรามการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ
ตามรายงานข้อเท็จจริงของ USTR การสอบสวนครอบคลุมเศรษฐกิจที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ คิดเป็น 99.4% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด โดยกำหนดอัตราภาษีเพิ่มเติม 12.5% สำหรับ 46 เศรษฐกิจที่ยังไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างชัดเจนและสามารถบังคับใช้ได้จริง ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความคืบหน้าในการดำเนินมาตรการดังกล่าว จะถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 10%
ข้อมูลจากรายงานการสอบสวนของ USTR ระบุว่า ไทย เวียดนาม และจีน อยู่ในกลุ่มที่ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 12.5% ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังตลาดสหรัฐฯ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง ชิ้นส่วนยานยนต์ และอาหารแปรรูป
USTR ระบุในแถลงการณ์ว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศที่บังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 100 ปี ภายใต้มาตรา 307 ของกฎหมาย Tariff Act โดยรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการผลักดันให้ประเทศคู่ค้ายกระดับมาตรฐานในลักษณะเดียวกัน เพื่อขจัดการใช้แรงงานในลักษณะทาสสมัยใหม่ออกจากห่วงโซ่อุปทานโลก
มาตรการดังกล่าวมีขึ้นหลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อต้นปี 2569 ให้ยกเลิกมาตรการภาษีฉุกเฉินที่ใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ส่งผลให้รัฐบาลทรัมป์หันมาใช้มาตรา 301 เป็นเครื่องมือหลักในการกำหนดมาตรการภาษีระยะยาวแทนมาตรการชั่วคราวที่กำลังสิ้นสุดลง
รายงานของ USTR ระบุเพิ่มเติมว่า ประเทศและเศรษฐกิจที่ถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา 10% ได้แก่ แคนาดา เม็กซิโก สหภาพยุโรป อินโดนีเซีย ปากีสถาน เอกวาดอร์ รวมถึงอีกหลายประเทศที่มีกฎหมายหรือมาตรการบางส่วนเกี่ยวกับการห้ามใช้แรงงานบังคับ หรือมีข้อตกลงทางการค้าที่ให้คำมั่นว่าจะบังคับใช้มาตรการดังกล่าว เช่น อาร์เจนตินา บังกลาเทศ และสหราชอาณาจักร
สำหรับสหภาพยุโรป ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ USTR ระบุว่าจะมีการปรับโครงสร้างอัตราภาษีให้อยู่ในระดับ 10% หรือ 12.5% ตามผลการประเมินความคืบหน้าของแต่ละฝ่าย พร้อมย้ำว่านโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้แก่แรงงานสหรัฐฯ
ด้านนักวิเคราะห์การค้าหลายรายเตือนว่า มาตรการนี้อาจนำไปสู่ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า เนื่องจากหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบแสดงความคัดค้าน โดยเห็นว่าการอ้างประเด็นแรงงานบังคับเป็นเหตุผลในการจัดเก็บภาษี อาจเป็นมาตรการคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศมากกว่าการแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน
ก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน 2569 USTR ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะและจัดการรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนหลายประเทศ เพื่อชี้แจงมาตรการภายในของแต่ละฝ่าย อย่างไรก็ตาม ผลการพิจารณายังคงเป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลสหรัฐฯ วางไว้ตั้งแต่ต้น
ทั้งนี้ มาตรการภาษีดังกล่าวยังมีข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางประเภท ได้แก่ วัตถุดิบที่สหรัฐฯ ผลิตได้ไม่เพียงพอ สินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรา 232 ด้านเหล็กและอะลูมิเนียม รวมถึงสินค้าบางรายการภายใต้ความตกลงสหรัฐฯ-เม็กซิโก-แคนาดา (USMCA) ซึ่งจะไม่ได้รับผลกระทบเต็มอัตรา
ในส่วนของไทย กระทรวงพาณิชย์และผู้ประกอบการส่งออกกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญของไทย โดยสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง ชิ้นส่วนยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผลักดันนโยบายอเมริกาต้องมาก่อนมาตั้งแต่การดำรงตำแหน่งสมัยแรก โดยใช้มาตรการทางการค้าเพื่อลดการขาดดุลการค้าและคุ้มครองการจ้างงานของแรงงานอเมริกัน การใช้มาตรา 301 ในครั้งนี้จึงเป็นการเดินหน้าตามแนวนโยบายเดียวกับที่เคยใช้กับจีนในอดีต
ผู้เชี่ยวชาญด้านห่วงโซ่อุปทานประเมินว่า มาตรการดังกล่าวอาจเร่งให้ภาคการผลิตย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศที่ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราสูง และอาจส่งผลให้ราคาสินค้าในตลาดสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะสั้น
รายงานของ USTR ระบุว่า การสอบสวนตามมาตรา 301 เริ่มต้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 หลังรัฐบาลทรัมป์ประกาศแผนจัดทำโครงสร้างภาษีรูปแบบใหม่ที่มีความถาวรมากขึ้น ภายหลังมาตรการภาษีชั่วคราวเดิมถูกศาลวินิจฉัยให้ยกเลิก
อ้างอิง:
USTR Press Release: USTR Makes Findings and Proposes Action in 60 Section 301 Investigations
White & Case Alert: USTR proposes 10% to 12.5% tariffs
Reuters: US cites forced labor concerns as grounds for new tariffs




