News Logo
หน้าแรก
สื่อเยอรมนีเผย AI ทำไทยดัน รฟฟ.นิวเคลียร์SMR-หวั่นเทคฯใหม่ยังไม่เสถียร

สื่อเยอรมนีเผย AI ทำไทยดัน รฟฟ.นิวเคลียร์SMR-หวั่นเทคฯใหม่ยังไม่เสถียร

30 ก.ย. 2569 06:00
ผู้ชม 3 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

สื่อเยอรมนีตีข่าว AI-ดาต้าเซ็นเตอร์ ดันอาเซียนสู่ยุคนิวเคลียร์! ไทยจ่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก รับมือความต้องการพุ่งไม่หยุด ผู้เชี่ยวชาญชี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ หวั่นไทยยังไม่พร้อม

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 สำนักข่าว Business News Europe หรือ BNE IntelliNews ซึ่งเป็นสำนักข่าวและสำนักบริการข้อมูลอิสระสัญชาติเยอรมัน ได้มีการลงบทความเกี่ยวกับการแข่งขันเรื่องการตั้งศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของทั้งไทยและชาติอื่นในอาเซียน ซึ่งกำลังผลักดันให้ชาติเหล่านี้ต้องเผชิญกับคำถามสำคัญว่า “พลังงานไฟฟ้าจะมาจากไหน?” โดยสำหรับประเทศไทยนั้น พลังงานนิวเคลียร์กำลังเป็นคำตอบที่ถูกพิจารณาอย่างจริงจังมากขึ้นแต่ก็มีคำถามตามมาว่าไทยพร้อมสำหรับเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) แล้วหรือยัง

บทความระบุว่า ประเทศไทยได้บรรจุแผนงานติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMRs) จำนวน 2 เครื่อง กำลังการผลิตรวม 600 เมกะวัตต์ เข้าไว้ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) ในช่วงท้ายแผน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสำหรับประเทศไทยที่เคยหารือเรื่องพลังงานนิวเคลียร์มานานหลายทศวรรษแต่ไม่เคยมีการก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์เชิงพาณิชย์เลย

เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา นอกรอบการประชุม Gastech ที่กรุงเทพฯ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ลงนามข้อตกลงกับหน่วยงานการค้าและการพัฒนาของสหรัฐอเมริกา (USTDA) เพื่อสนับสนุนการศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยี SMR ของอเมริกา ซึ่งสามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 600 เมกะวัตต์เท่ากัน โดยมีแรงผลักดันเร่งด่วนไม่เพียงแค่การลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังรวมถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น

นายซานจีฟ กุปต้า (Sanjeev Gupta) หุ้นส่วนอาวุโสของ EY-Parthenon และผู้ดำเนินรายการเสวนา Gastech ด้านพลังงานนิวเคลียร์และปัญญาประดิษฐ์ กล่าวว่า การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ AI และดาต้าเซ็นเตอร์กำลังสร้างแรงกดดันต่อระบบพลังงานที่มีอยู่ และช่วยฟื้นความสนใจในพลังงานนิวเคลียร์อีกครั้ง

การกลับมาของพลังงานนิวเคลียร์ในการถกเถียงเชิงนโยบายของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้นในขณะที่การบริโภคไฟฟ้าทั่วภูมิภาคกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยทบวงพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ภายใต้กรอบขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ประเมินว่าความต้องการไฟฟ้าเติบโตขึ้นประมาณ 6% ต่อปีนับตั้งแต่ปี 2558 เทียบกับการเติบโต 4% ของความต้องการพลังงานโดยรวม ในอีกทศวรรษข้างหน้า การบริโภคไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียงอย่างเดียว จะเทียบเท่ากับกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบัน ซึ่งดาต้าเซ็นเตอร์กำลังกลายเป็นแหล่งสำคัญของความต้องการพลังงานดังกล่าว ควบคู่ไปกับการทำความเย็น การผลิต และการใช้ไฟฟ้าในวงกว้างขึ้น

ภูมิภาคนี้มีอัตราการใช้ไฟฟ้าคิดเป็นประมาณ 10% ของการบริโภคไฟฟ้าของดาต้าเซ็นเตอร์ในเอเชีย-แปซิฟิก โดยความต้องการเริ่มกระจุกตัวในศูนย์กลางดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย และอินโดนีเซีย ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของพลังงานนิวเคลียร์อย่างมีนัยสำคัญ

ดาต้าเซ็นเตอร์ AI ขนาดใหญ่สามารถใช้ไฟฟ้าได้หลายร้อยเมกะวัตต์ และเพิ่มขึ้นเป็นกิกะวัตต์ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งแตกต่างจากโครงสร้างพื้นฐานคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ส่วนใหญ่ พลังงานแสงอาทิตย์และลมสามารถจ่ายไฟฟ้าคาร์บอนต่ำในราคาถูก แต่ต้องอาศัยการจัดเก็บ การลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้า หรือการผลิตพลังงานเสริมเพื่อให้ได้พลังงานอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไฟฟ้าจากพนังงานนิวเคลียร์ SMRs เหมือนเป็นสิ่งที่ให้คำสัญญาว่าจะนำเสนอทางออกที่แตกต่างออกไป ด้วยว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งผู้สนับสนุน SMRs ให้เหตุผลว่าสามารถผลิตได้อย่างเป็นระบบมากขึ้นและติดตั้งได้ทีละน้อย แทนที่จะต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับเครื่องปฏิกรณ์ขนาดหลายกิกะวัตต์แบบดั้งเดิม

เปรียบเทียบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ ขนาด SMR และขนาดไมโคร

เปรียบเทียบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ ขนาด SMR และขนาดไมโคร

ไทยยังต้องสร้างความพร้อมรองรับเทคโนโลยี SMR ตลอดทศวรรษหน้า

 นางนทีกูล เกรียงชัยพร วิศวกรนิวเคลียร์อาวุโสของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวในเวที Gastech ว่า กฟผ. กำลังวางแผนสำหรับโครงการ SMR โครงการแรกของประเทศไทย และหวังว่าจะมีความคืบหน้าอย่างมากในช่วงทศวรรษหน้า เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ได้กลายเป็นประเด็นใหม่ในการวางแผนไฟฟ้าของประเทศไทย ควบคู่ไปกับความจำเป็นในการรองรับการผลิตพลังงานหมุนเวียนในปริมาณที่มากขึ้น โดยพลังงานนิวเคลียร์สามารถให้พลังงานที่เชื่อถือได้ ในขณะที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้าที่พึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์และลมที่ไม่ต่อเนื่องมากขึ้น

ความมั่นคงทางพลังงานกำลังเพิ่มความเร่งด่วนในการต้องหาคำตอบสำหรับทางเลือกใหม่ โดยปัจจุบันประเทศไทยได้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 30% จากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่นำเข้า ซึ่งเป็นข้อมูลจากบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ที่ได้เตือนในการประชุม Gastech ว่าตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกำลังการผลิตก๊าซในประเทศลดลง และการจัดหาก๊าซทางท่อจากเมียนมามีความน่าเชื่อถือน้อยลง

ปตท.สผ. ระบุว่าทุก ๆ การเพิ่มขึ้นของราคา LNG ที่ 3 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู (ประมาณ 100.77 บาทต่อล้านบีทียู) อาจทำให้ราคาไฟฟ้าของประเทศไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 5% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงของระบบไฟฟ้าที่พึ่งพาการนำเข้ามากขึ้นต่อตลาดเชื้อเพลิงระหว่างประเทศที่ผันผวน

ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่กลับมาพิจารณาพลังงานนิวเคลียร์อีกครั้ง เพราะอีกประเทศได้แก่สิงคโปร์ ซึ่งขาดทรัพยากรพลังงานภายในประเทศมานาน ส่งผลทำให้ความมั่นคงทางพลังงานเป็นข้อกังวลเชิงยุทธศาสตร์

โดยทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) จะเริ่มมีการทบทวนภายในปี 2570 เพื่อประเมินว่ามีสถาบันและความเชี่ยวชาญที่จำเป็นในการตัดสินใจอย่างรอบรู้เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ขั้นสูงมาใช้ในประเทศสิงคโปร์หรือไม่

อย่างไรก็ตาม ความกระตือรือร้นที่เกิดขึ้นใหม่นี้มาพร้อมกับข้อควรระวังที่สำคัญ นั่นคือ อุตสาหกรรม SMR ยังไม่เติบโตเต็มที่ นายโทมัส ฮาร์ดี (Thomas Hardy) รองผู้อำนวยการหน่วยงานการค้าและการพัฒนาของสหรัฐอเมริกา (USTDA) กล่าวในการประชุม Gastech ว่ามีเทคโนโลยีประมาณ 120 ชนิดที่อาจจัดอยู่ในประเภท SMRs หรือไมโครรีแอคเตอร์ แต่ก็เตือนว่า ไม่ใช่ทุกเทคโนโลยีเหล่านั้นจะประสบความสำเร็จ

โดยรัฐบาลที่พิจารณาพลังงานนิวเคลียร์ต้องสร้างมากกว่าแค่เครื่องปฏิกรณ์ โดยต้องมีหน่วยงานกำกับดูแลอิสระ วิศวกร การวางแผนฉุกเฉิน การจัดเตรียมความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ กลยุทธ์เชื้อเพลิง และระบบจัดการกากกัมมันตรังสี ซึ่ง IAEA ได้ระบุประเด็นโครงสร้างพื้นฐาน 19 ประการ*ที่ประเทศควรพิจารณาเมื่อพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์

ด้านนางนทีกุล กล่าวว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนอาจเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ยากที่สุดของประเทศไทย ประชาชนต้องการคำตอบสำหรับคำถามพื้นฐาน รวมถึงการจัดการกากกัมมันตรังสีอย่างไร และ “หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น จะเกิดอะไรขึ้น?” ดังนั้นการสร้างความไว้วางใจ “ต้องใช้เวลา” ควบคู่ไปกับข้อมูลที่ประชาชนสามารถเข้าใจได้ ไม่ใช่แค่คำอธิบายทางเทคนิคล้วนๆ

ความต้องการไฟฟ้าจากเติบโตของ AI เร็วกว่าการสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 

ประสบการณ์ของสหรัฐอเมริกายังชี้ให้เห็นว่าทำไม AI อาจทำให้ความต้องการพลังงานนิวเคลียร์ครั้งนี้แตกต่างจาก “การฟื้นฟูการผลิต” ที่ล้มเหลวในอดีต นาย เจสัน แลงคลอส (Jason Lanclos) ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและวางแผนพลังงานของรัฐลุยเซียนา กล่าวว่า เมื่อสองถึงสามปีที่แล้ว รัฐคาดว่าการผลิตขั้นสูงจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโตของไฟฟ้าในอนาคต แต่ AI ได้ “พลิกสมมติฐานเหล่านั้นไปโดยสิ้นเชิง” เขากล่าว

ขณะนี้รัฐลุยเซียนากำลังเผชิญกับ “ความต้องการพลังงานที่ไม่เคยมีมาก่อน” จากดาต้าเซ็นเตอร์ ควบคู่ไปกับอุตสาหกรรมเคมี การผลิตขั้นสูง และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงอื่นๆ  โดยการพัฒนาศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวคาดว่าจะต้องใช้พลังงานประมาณ 2.7GW ถึง 3.2GW ตามข้อมูลของนายแลงคลอส 

ผลลัพธ์ที่ได้คือการรวมตัวกันอย่างไม่ธรรมดาระหว่างบริษัทเทคโนโลยี รัฐบาล และอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ที่ใช้เวลาหลายปีในการค้นหาลูกค้า หรือก็คือผู้ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าในปริมาณมหาศาลอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว

สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุดเริ่มต้นยังคงห่างไกลออกไปมาก  ประเทศไทยไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ และ SMR ที่เสนอมาก็ยังอยู่ในขั้นตอนการวางแผนและการศึกษาความเป็นไปได้  สิงคโปร์ยังคงประเมินว่าจะควรใช้พลังงานนิวเคลียร์หรือไม่ด้วยซ้ำ  แต่ปัญหาไฟฟ้าที่พวกเขากำลังพยายามแก้ไขนั้นมาถึงเร็วกว่าการมาถึงเครื่องปฏิกรณ์  ดังที่นายมาร์ค บัคตัน (Mark Buckton) นักวิเคราะห์จากบริษัทข้อมูล Newsbase Horizon ประจำภูมิภาคกล่าวไว้ในงาน Gastech ว่า "เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังดำเนินการในสิ่งที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน LNG และพลังงานหมุนเวียนก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วทั้งภูมิภาค แต่สิ่งนี้จะไม่เพียงพอด้วยตัวมันเอง"  

นายบัคตันกล่าวเสริมว่า "คุณมีประชากรเพียงกว่า 700 ล้านคน ซึ่งเติบโตเกือบ 0.7% ต่อปี รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมและศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ที่เพิ่มเข้ามา ภูมิภาคนี้ต้องการพลังงานฐานที่มั่นคงและปราศจากคาร์บอน และนั่นหมายความว่าพลังงานนิวเคลียร์จะต้องเป็นส่วนหนึ่งของพลังงานผสมแน่นอน" 

IEA คาดการณ์ว่าความต้องการพลังงานของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเติบโตโดยเฉลี่ย 5.3% ต่อปีระหว่างปี 2569 ถึง 2573  ในขณะเดียวกัน รัฐบาลต่างๆ ก็กำลังพยายามลดการปล่อยคาร์บอนจากระบบไฟฟ้าในขณะที่ลดความเปราะบางจากการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล 

การรวมกันของปัจจัยเหล่านี้ได้นำเทคโนโลยีเก่ากลับมาสู่การถกเถียงครั้งใหม่  ด้วยเหตุนี้ คำถามที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญอยู่จึงไม่เพียงแค่ว่าพลังงานนิวเคลียร์เป็นที่ยอมรับได้หรือไม่  การเพิ่มขึ้นของ AI กำลังบังคับให้นักกำหนดนโยบายต้องตั้งคำถามมากขึ้นว่าโครงข่ายไฟฟ้าที่สร้างขึ้นสำหรับยุคอุตสาหกรรมก่อนหน้า (โรงไฟฟ้ายุคเก่า ทั้งนิวเคลียร์ ถ่านหิน ฟอสซิล) จะสามารถจัดหาไฟฟ้าปริมาณมหาศาลที่จำเป็นสำหรับยุคถัดไปได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ และเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กสามารถสร้างขึ้นได้เร็วและถูกพอที่จะมีความสำคัญหรือไม่ 

ที่มา https://www.intellinews.com/chips-need-current-as-ai-pushes-thailand-southeast-asia-toward-small-reactors-471761/?source=taiwan

 *หมายเหตุ ทบวงพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ได้กำหนดประเด็นโครงสร้างพื้นฐาน 19 ประการ หรือที่เรียกว่า "19 Elements" ภายใต้แนวทาง "Milestones Approach" เพื่อเป็นแนวทางสำหรับประเทศที่กำลังพิจารณาหรือพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งประกอบด้วย:

  1. ตำแหน่งแห่งชาติ (National Position): การตัดสินใจอย่างแน่วแน่และยั่งยืนในการพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์

  2. ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (Nuclear Safety): การจัดตั้งและรักษาโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง

  3. ความมั่นคงปลอดภัย (Security): การพัฒนาและรักษาระบบความมั่นคงปลอดภัยนิวเคลียร์ที่มีประสิทธิภาพ

  4. การพิทักษ์ความปลอดภัย (Safeguards): การปฏิบัติตามพันธกรณีด้านการพิทักษ์ความปลอดภัยระหว่างประเทศ

  5. กรอบการกำกับดูแล (Regulatory Framework): การจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลที่เป็นอิสระและมีอำนาจ

  6. การป้องกันรังสี (Radiation Protection): การจัดตั้งระบบการป้องกันรังสีที่ครอบคลุม

  7. โครงข่ายไฟฟ้า (Electrical Grid): การประเมินและพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานนิวเคลียร์

  8. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development): การวางแผนและพัฒนาบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสม

  9. การมีส่วนร่วมทางอุตสาหกรรม (Industrial Involvement): การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของอุตสาหกรรมภายในประเทศ

  10. การเลือกที่ตั้ง (Siting): การประเมินและเลือกที่ตั้งที่เหมาะสมสำหรับโรงไฟฟ้า

  11. การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม (Environmental Protection): การประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและการจัดทำมาตรการป้องกัน

  12. การวางแผนฉุกเฉิน (Emergency Planning): การจัดทำแผนฉุกเฉินสำหรับเหตุการณ์ทางนิวเคลียร์หรือรังสี

  13. การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Involvement): การสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับสาธารณชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

  14. กรอบกฎหมาย (Legislative Framework): การจัดตั้งกรอบกฎหมายที่ครอบคลุมสำหรับพลังงานนิวเคลียร์

  15. การจัดหาเงินทุนและการเงิน (Funding and Financing): การวางแผนการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการและค่าใช้จ่ายในอนาคต

  16. ประเด็นทางกฎหมายและความรับผิดชอบ (Legal and Liability Issues): การกำหนดความรับผิดชอบในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

  17. การจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้ว (Spent Fuel Management): การวางแผนสำหรับการจัดการเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว

  18. การจัดการกากกัมมันตรังสี (Radioactive Waste Management): การวางแผนสำหรับการจัดการกากกัมมันตรังสี

  19. การจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement): การกำหนดกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสสำหรับเทคโนโลยีและบริการนิวเคลียร์

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ดาต้าเซ็นเตอร์
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เนเธอร์แลนด์' แชมป์จัดการน้ำ ทุ่ม 554 ล้าน 4 ปี พัฒนา AI เสริมระบบระดับโลก
'เนเธอร์แลนด์' แชมป์จัดการน้ำ ทุ่ม 554 ล้าน 4 ปี พัฒนา AI เสริมระบบระดับโลก