‘อนุทิน’ ยอมรับไทยหายจากสายตานักลงทุนต่างชาติมาหลายปี เร่งสร้างความเชื่อมั่นดึงเงินลงทุนในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์ ชูเสถียรภาพการเมืองและความรวดเร็วในการอนุมัติโครงการ พร้อมเผยการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลง
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการเสวนาแบบตัวต่อตัวในหัวข้อ “สนทนากับอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย โดยสตีฟ ฟอร์บส์” ร่วมกับ นายสตีฟ ฟอร์บส์ ประธานกรรมการและบรรณาธิการบริหาร Forbes Media ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการเสวนา ในการประชุม Forbes Global CEO Conference 2026 ณ โรงแรมแชงกรี-ลา ประเทศสิงคโปร์ โดยยอมรับว่าประเทศไทยหายไปจากสายตานักลงทุนต่างชาติมานานหลายปี และจำเป็นต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นเพื่อดึงดูดเงินลงทุนกลับเข้าสู่ประเทศ
นายอนุทินกล่าวระหว่างการเสวนาว่า “ประเทศไทยหายไปจากสายตานักลงทุนมาหลายปีแล้ว” พร้อมยอมรับว่าไทยสูญเสียโอกาสในการดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนไปช่วงหนึ่ง และขณะนี้กำลังพยายามกลับเข้าสู่สายตาของนักลงทุนทั่วโลก โดยอาศัยเสถียรภาพทางการเมืองและการเร่งรัดกระบวนการอนุมัติโครงการลงทุน เพื่อแข่งขันดึงดูดเงินทุนในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์และเซมิคอนดักเตอร์
ขณะที่ Forbes Asia เผยแพร่คำกล่าวของนายอนุทินเพิ่มเติมว่า “ประเทศไทยอาจหายไปจากสายตานักลงทุนมาระยะหนึ่ง แต่เมื่อเรากำลังกลับมาอยู่ในสายตาอีกครั้ง เราจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าให้เร็วขึ้น” โดยนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการผลักดันประเทศไทยให้กลับมาเป็นหนึ่งในจุดหมายของนักลงทุนต่างชาติ ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ทวีความเข้มข้นขึ้น
นายอนุทินกล่าวถึงแนวทางดึงดูดการลงทุนว่า รัฐบาลต้องการให้นักลงทุนต่างชาติมองประเทศไทยมากกว่าการเป็นแหล่งแรงงานราคาถูกหรือประเทศที่มีต้นทุนสาธารณูปโภคต่ำ แต่ให้พิจารณาถึงความพร้อมด้านระบบขนส่ง การสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับการดำเนินธุรกิจ รวมถึงบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางกระจายสินค้าไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนและตลาดอื่นทั่วโลก
ข้อมูลจากทำเนียบรัฐบาลระบุเพิ่มเติมว่า นายอนุทินได้นำเสนอจุดแข็งของประเทศไทยในฐานะ ฐานการผลิตที่มีศักยภาพรองรับการลงทุนจากทั่วโลกในหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยเข้ากับภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก พร้อมกล่าวถึงนโยบายของภาครัฐในการส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน ตลอดจนเป้าหมายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป ขณะที่รัฐบาลพยายามปรับปรุงกระบวนการพิจารณาโครงการให้รวดเร็วขึ้น เพื่อดึงดูดธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง ควบคู่กับการรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตเดิม
ในประเด็นการค้าระหว่างประเทศ นายอนุทินเปิดเผยว่า การเจรจาข้อตกลงการค้าแบบต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาใกล้ได้ข้อสรุปแล้ว โดยเปรียบเทียบว่าการเจรจา “เดินทางมาถึงย่อหน้าสุดท้าย” หลังได้รับจดหมายจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งระบุว่าทั้งสองประเทศอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการจัดทำข้อตกลง
นายอนุทินระบุเพิ่มเติมว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการให้คณะทำงานของไทยและสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เร่งจัดทำข้อกำหนดส่วนสุดท้ายให้เรียบร้อย โดยคาดหวังว่าจะสามารถลงนามในข้อตกลงได้ระหว่างการเดินทางเยือนเอเชียครั้งถัดไปของผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2569 อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่เสร็จสมบูรณ์และต้องรอการสรุปรายละเอียดระหว่างสองฝ่าย
สำหรับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน นายอนุทินแสดงความเชื่อมั่นว่าการขาดดุลการค้าระหว่างไทยกับจีนจะทยอยลดลงในอนาคต จากการลงทุนโดยตรงของบริษัทจีนที่เพิ่มขึ้น โดยระบุว่าตั้งแต่ต้นปี 2569 มีโครงการลงทุนจากจีนเข้าสู่ประเทศไทยหลายโครงการ รวมถึงการยืนยันแผนลงทุนของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยานยนต์ระหว่างการเดินทางเยือนจีนเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ด้านนโยบายต่างประเทศ นายอนุทินกล่าวถึงการแข่งขันระหว่างประเทศมหาอำนาจและการแข่งขันทางการค้าที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคง โดยไทยพร้อมปรับตัวและดำเนินนโยบายที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะยาว
นายอนุทินยังกล่าวถึงความสำคัญของอาเซียนท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยยืนยันว่าไทยพร้อมมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของภูมิภาค และขยายความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยกลับมามีบทบาทและเป็นที่ยอมรับในประชาคมระหว่างประเทศ พร้อมย้ำถึง ความพร้อมของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจและการเงินจากทั่วโลกเดินทางเข้าร่วม
นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงเป้าหมายระยะยาวของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินนโยบายและสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติ โดยนายกรัฐมนตรีมองว่าการเข้าเป็นสมาชิกองค์กรดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในฐานะจุดหมายการลงทุน
ก่อนเข้าร่วมการเสวนา นายอนุทินเดินทางถึงสิงคโปร์ในช่วงบ่ายของวันที่ 7 ตุลาคม และเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่ นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ จัดขึ้นเพื่อต้อนรับ โดยทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัล และการเชื่อมโยงระหว่างประเทศในภูมิภาค ก่อนที่นายอนุทินจะพบหารือกับผู้บริหาร Forbes Media และขึ้นเวทีเสวนาในช่วงค่ำ
สำหรับการประชุม Forbes Global CEO Conference ครั้งที่ 24 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-8 ตุลาคม 2569 ภายใต้หัวข้อหลัก “ความรวดเร็วของการเปลี่ยนแปลง” โดยมีคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจสิงคโปร์ (Singapore Economic Development Board: EDB) เป็นเจ้าภาพร่วม และธนาคารกรุงเทพเป็นผู้สนับสนุนหลัก เนื้อหาการประชุมมุ่งเน้นการปรับตัวของภาคธุรกิจต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลก ทั้งด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายการค้าระหว่างประเทศ
ทำเนียบรัฐบาลระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประมาณ 400-450 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารระดับสูง นักลงทุนรายใหญ่ และผู้นำจากภาครัฐและเอกชนทั่วโลก โดยผู้เข้าร่วมมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิรวมกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และประมาณร้อยละ 40 อยู่ในทำเนียบมหาเศรษฐีของ Forbes นอกจากนี้ยังมีบุคคลสำคัญเข้าร่วม ได้แก่ นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจไทย อาทิ ธนาคารกรุงเทพ บริษัทเอสซีจี เครือเจริญโภคภัณฑ์ และบริษัท B.Grimm
อ้างอิง:




