‘สีหศักดิ์‘ ย้ำยกเลิก MOU 44 หลังไร้ความคืบหน้ากว่า 20 ปี พร้อมวางกรอบเจรจาใหม่ไทย-กัมพูชา โดยยืนยันตัดสินใจบนหลักกฎหมายและรับฟังทุกฝ่าย - ชี้ MOU 43 ต้องพิจารณาบนข้อเท็จจริง ไม่ใช้อารมณ์ ท่ามกลางความไม่ไว้วางใจที่ยังเป็นอุปสรรคการเจรจา
วันที่ 25 เมษายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการต้อนรับและหารือกับ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมา โดยระบุว่า นอกจากความร่วมมือไทย-จีนแล้ว ประเด็นสำคัญที่ไทยต้องเดินหน้าคือการจัดการความสัมพันธ์กับกัมพูชา ซึ่งทั้งสองประเทศจำเป็นต้องพยายามก้าวข้ามความขัดแย้งที่มีอยู่
เมื่อถูกถามว่าฝ่ายจีนได้หยิบยกประเด็น MOU 43 และ 44 ขึ้นมาหารือหรือไม่ นายสีหศักดิ์ชี้แจงว่า ไม่มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเป็นการตัดสินใจของไทยเอง โดยรัฐบาลได้ตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการยกเลิก และจะต้องแจ้งให้ฝ่ายกัมพูชาทราบต่อไป พร้อมติดตามท่าที หากกัมพูชาไม่เห็นด้วยก็ต้องเจรจากันต่อ แต่หากเข้าใจเจตนาของไทย ก็ยังสามารถใช้กรอบอื่นในการพูดคุยได้
นายสีหศักดิ์ย้ำว่า การยกเลิก MOU 44 ไม่ได้หมายความว่าไทยไม่มีทางเดินต่อ แต่เป็นการปรับแนวทางใหม่ โดยรัฐบาลมีแผนรองรับอยู่แล้ว และอาจนำไปสู่กรอบความร่วมมือที่เหมาะสมกว่า เนื่องจากข้อตกลงเดิมมีข้อจำกัด ทั้งในประเด็นการอ้างสิทธิและปัจจัยการเมืองภายในของไทย ดังนั้นแนวทางใหม่คือเริ่มต้นจากการเจรจาเรื่องเขตแดนให้ชัดเจนก่อน แล้วจึงค่อยพิจารณาพื้นที่ทับซ้อนในลำดับถัดไป
ต่อข้อกังวลของนักวิชาการที่มองว่าการยกเลิก MOU อาจกระทบความน่าเชื่อถือของไทยในเวทีระหว่างประเทศ นายสีหศักดิ์ระบุว่า รัฐบาลไม่ได้ตัดสินใจโดยปราศจากหลักการ แต่ได้หารือกับที่ปรึกษากฎหมายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงพิจารณาแนวทางตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างรอบด้าน พร้อมรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย ก่อนตัดสินใจบนเหตุผลที่เหมาะสม
พร้อมกันนี้ยังชี้ว่า MOU 44 ดำเนินมากว่า 20 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งยังมีแรงกดดันจากปัจจัยภายในประเทศ จึงเห็นว่าควรยกเลิกและหันไปใช้แนวทางใหม่ในการเจรจากับกัมพูชา
สำหรับท่าทีของผู้นำกัมพูชาที่ต้องการใช้กลไกทวิภาคีและผลักดันการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) นายสีหศักดิ์มองว่า หากเป็นความตั้งใจจริงก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ที่ผ่านมาแม้จะมีการแสดงท่าทีเช่นนั้น กัมพูชายังมีการกล่าวถึงไทยในลักษณะที่ไม่เป็นผลดีในเวทีระหว่างประเทศ จึงควรเน้นการสร้างความไว้วางใจ ลดการกระทบกระทั่ง และหลีกเลี่ยงการใช้วิธีกดดัน เช่น การกำหนดวันเจรจาโดยไม่หารือร่วมกันก่อน ซึ่งอาจถูกนำไปใช้สร้างภาพว่าไทยไม่ให้ความร่วมมือ ทั้งนี้ หากกัมพูชาต้องการเดินหน้าจริง ไทยก็พร้อมที่จะพูดคุย
ในส่วนบทบาทของจีน นายสีหศักดิ์กล่าวว่า จีนพร้อมอำนวยความสะดวกให้ไทยและกัมพูชาได้พบกัน แต่ไม่ต้องการแทรกแซง และเชื่อว่าทั้งสองประเทศสามารถเจรจากันได้โดยตรง หากค่อยๆ สร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน
ด้านประเด็นพลังงาน นายสีหศักดิ์ระบุว่า แม้พื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชาจะมีทรัพยากรจำนวนมาก แต่ต้องรอให้การเจรจาเขตแดนมีความชัดเจนก่อน ขณะเดียวกันไทยยังมีทางเลือกอื่น ทั้งการร่วมลงทุนกับเมียนมา และการจัดหาพลังงานจากภูมิภาคอื่น เช่น กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ แอฟริกา รวมถึงประเทศในเอเชียกลาง โดยต้องพิจารณาตามสถานการณ์และราคาตลาดในช่วงเวลานั้น
นอกจากนี้ ในส่วนของ MOU 43 นายสีหศักดิ์เห็นว่าควรเปิดให้มีการหารืออย่างรอบด้าน รับฟังทุกความเห็นโดยตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีความคืบหน้าในการปักปันเขตแดนไปแล้วระดับหนึ่ง แม้จะสะดุดจากสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยเฉพาะเมื่อเกิดการปะทะที่ส่งผลให้การทำงานของ JBC ชะงักลง
ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องแผนที่อัตราส่วน 1:200,000 ควรพิจารณาควบคู่กับเนื้อหาในสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้อง และไทยยังสามารถนำแผนที่มาตราส่วนอื่นมาใช้ประกอบการเจรจาได้ โดยย้ำว่าการมีกรอบ MOU ไม่ได้หมายความว่าไทยจะเสียเปรียบ เพราะหากจุดใดไม่เป็นประโยชน์ก็สามารถชะลอหรือไม่ตกลงได้ ก่อนกลับมาพิจารณาในภาพรวม
นายสีหศักดิ์ทิ้งท้ายว่า สิ่งสำคัญคือการให้ทุกฝ่ายพูดคุยกันด้วยเหตุผล เนื่องจากยังมีหลายแนวทางที่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและเดินหน้าความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาได้ต่อไป
(ข้อมูลเพิ่มเติม: MOU 43 (หรือ MOU 2543) เป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและกัมพูชา ลงนามเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 เพื่อใช้เป็นกรอบในการสำรวจและปักปันเขตแดนทางบก ผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) โดยอ้างอิงสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ปี ค.ศ. 1904 และ 1907 มีเป้าหมายแก้ไขปัญหาเขตแดนทับซ้อนด้วยสันติวิธี ไม่ใช่การเสียดินแดน อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อขัดแย้งจากการตีความแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่แตกต่างกัน ส่วน MOU 44 (บันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา ปี 2544) ลงนามเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 เป็นข้อตกลงชั่วคราวเพื่อเจรจาจัดการพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล (OCA) ในอ่าวไทย ราว 26,000 ตารางกิโลเมตร พร้อมเปิดทางให้ทั้งสองประเทศพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมร่วมกัน โดยมีหลักการสำคัญคือการเจรจาแบ่งเขตทางทะเลและการพัฒนาพลังงานต้องดำเนินควบคู่กันไป)




