News Logo
หน้าแรก
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ พลิกอำนาจคองเกรส ทรัมป์เจออะไรต่อ?

เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ พลิกอำนาจคองเกรส ทรัมป์เจออะไรต่อ?

5 พ.ย. 2569 12:32
ผู้ชม 10 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ไม่ได้เลือกประธานาธิบดีคนใหม่ แต่สามารถเปลี่ยนทิศทางการบริหารประเทศได้ทั้งระบบ เดโมแครตคว้าชัยเลือกตั้งปี 2569 ยึดเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา เปิดทางตรวจสอบรัฐบาลและควบคุมการออกกฎหมาย ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเหลือเวลาบริหารประเทศอีก 2 ปี ก่อนสิ้นสุดวาระสมัยที่ 2 

การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 จบลงด้วยชัยชนะของพรรคเดโมแครต ซึ่งกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องบริหารประเทศร่วมกับสภาคองเกรสที่ฝ่ายค้านครองเสียงข้างมากเป็นครั้งแรกในสมัยที่ 2  และนับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโครงสร้างอำนาจรัฐบาลกลางสหรัฐฯ

การเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) คือ การเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรสที่จัดขึ้นทุก 2 ปี ตรงกับช่วงกึ่งกลางวาระ 4 ปีของประธานาธิบดี โดยกำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันอังคารถัดจากวันจันทร์แรกของเดือนพฤศจิกายนในปีเลขคู่ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเกิดขึ้นหลังทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 ครบเกือบ 2 ปี โดยไม่มีการเลือกประธานาธิบดีหรือรองประธานาธิบดีคนใหม่

สภาคองเกรสประกอบด้วย 2 สภา ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎรจำนวน 435 ที่นั่ง มีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี และต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งหมดทุกครั้ง ส่วน วุฒิสภามี 100 ที่นั่ง จาก 50 รัฐ รัฐละ 2 คน มีวาระ 6 ปี โดยทยอยเลือกตั้งประมาณ 1 ใน 3 ของสมาชิกทุก 2 ปี สำหรับปี 2569 มีการเลือกตั้งวุฒิสภา 35 ที่นั่ง รวมการเลือกตั้งพิเศษเพื่อเติมตำแหน่งที่ว่างลง นอกจากนี้ยังมีการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ 36 รัฐ รวมถึงตำแหน่งระดับรัฐและท้องถิ่นอีกจำนวนมาก

ความสำคัญของการเลือกตั้งกลางเทอมอยู่ที่การกำหนดว่าพรรคใดจะครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ซึ่งเป็นองค์กรนิติบัญญัติของสหรัฐฯ มีอำนาจออกกฎหมาย พิจารณางบประมาณ จัดเก็บภาษี และตรวจสอบฝ่ายบริหาร โดยร่างกฎหมายทั่วไปต้องผ่านความเห็นชอบจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาก่อนส่งให้ประธานาธิบดีลงนาม ทำให้พรรคที่ครองเสียงข้างมากสามารถกำหนดทิศทางและลำดับความสำคัญของการพิจารณากฎหมายได้

แม้ฝ่ายค้านจะชนะเลือกตั้งกลางเทอม แต่ประธานาธิบดีไม่จำเป็นต้องลาออกหรือพ้นจากตำแหน่ง โดยทรัมป์ยังคงเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และมีอำนาจดำเนินนโยบายต่างประเทศตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย รวมถึงการออกคำสั่งฝ่ายบริหารและใช้สิทธิยับยั้งร่างกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การผลักดันกฎหมายใหม่ การจัดสรรงบประมาณ และการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางตำแหน่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือหรือความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

การเปลี่ยนเสียงข้างมากในวุฒิสภายังส่งผลโดยตรงต่ออำนาจแต่งตั้งบุคคลของประธานาธิบดี เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้วุฒิสภามีหน้าที่พิจารณารับรองผู้ได้รับการเสนอชื่อดำรงตำแหน่งสำคัญ รวมถึงรัฐมนตรี เอกอัครราชทูต ผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลาง และผู้พิพากษาศาลสูงสุด ทำให้รัฐบาลอาจเผชิญอุปสรรคในการแต่งตั้งบุคคลที่ฝ่ายค้านไม่ให้การสนับสนุน

อีกหนึ่งอำนาจสำคัญคือ การตรวจสอบและถอดถอนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล โดยสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจเริ่มกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดีด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ก่อนส่งเรื่องให้วุฒิสภาพิจารณา ซึ่งต้องใช้เสียงอย่างน้อย 2 ใน 3 ของสมาชิกที่เข้าร่วมลงคะแนนจึงจะตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งได้ ทั้งนี้ การครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภาไม่ได้หมายความว่าฝ่ายค้านสามารถปลดประธานาธิบดีได้ทันที

สำหรับผลเลือกตั้งปี 2569 ข้อมูลจาก Fox News ณ วันที่ 5 พฤศจิกายน ตามเวลาไทย พบว่า เดโมแครตชนะสภาผู้แทนราษฎรแล้ว 240 ที่นั่ง รีพับลิกัน 147 ที่นั่ง เหลืออีก 48 เขตที่ยังไม่ประกาศผู้ชนะ ขณะที่วุฒิสภาเดโมแครตและสมาชิกอิสระที่ร่วมลงคะแนนกับพรรคมีรวม 54 ที่นั่ง รีพับลิกัน 44 ที่นั่ง และยังไม่ประกาศผู้ชนะอีก 2 ที่นั่ง โดยเดโมแครตสามารถพลิกชนะวุฒิสภาจากรีพับลิกันได้ 7 ที่นั่ง รวมถึงรัฐเท็กซัสและแคนซัส ซึ่งรีพับลิกันครองมาอย่างยาวนาน

รายงานของ Reuters และ Associated Press ระบุว่า ความไม่พอใจปัญหาเงินเฟ้อ ค่าครองชีพ สงครามอิหร่าน และข้อกังวลเกี่ยวกับการทุจริตในรัฐบาล เป็นปัจจัยสำคัญต่อผลการลงคะแนน โดยแกนนำเดโมแครตประกาศเตรียมผลักดันมาตรการลดค่าครองชีพและตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาลทรัมป์ ขณะที่ทรัมป์ยืนยันว่าจะใช้สิทธิยับยั้งร่างกฎหมายที่ไม่เห็นด้วย และเปิดทางเจรจาทำงานร่วมกับเดโมแครตในบางประเด็น

อย่างไรก็ตาม แม้เดโมแครตจะครองทั้ง 2 สภา ก็ยังไม่สามารถผลักดันกฎหมายทุกฉบับได้โดยลำพัง เนื่องจากวุฒิสภามีกระบวนการอภิปรายที่อาจต้องใช้เสียงสนับสนุน 60 จาก 100 เสียงเพื่อยุติการอภิปรายและเข้าสู่ขั้นตอนลงมติสำหรับร่างกฎหมายทั่วไป ขณะที่ประธานาธิบดีสามารถยับยั้งร่างกฎหมายที่ผ่านสภาได้ และการลงมติลบล้างการยับยั้งต้องได้รับเสียงสนับสนุน 2 ใน 3 จากทั้ง 2 สภา ทำให้การเจรจาระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติยังจำเป็นต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ

สำหรับขั้นตอนหลังการเลือกตั้ง หน่วยงานเลือกตั้งแต่ละรัฐจะทยอยตรวจสอบ นับคะแนนที่เหลือ และรับรองผลอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2569 โดยแต่ละรัฐมีกำหนดเวลาแตกต่างกัน เช่น จอร์เจียกำหนดรับรองผลวันที่ 20 พฤศจิกายน แคนซัสและวิสคอนซินวันที่ 1 ธันวาคม และนิวยอร์กวันที่ 9 ธันวาคม ขณะที่บางเขตอาจต้องนับคะแนนใหม่หากผลการแข่งขันสูสีตามเงื่อนไขของกฎหมายรัฐนั้น

ระหว่างนี้สภาคองเกรสชุดเดิมยังมีอำนาจปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนสิ้นสุดวาระ รวมถึงการพิจารณาร่างกฎหมายและงบประมาณที่ค้างอยู่ ก่อนที่ สภาคองเกรสชุดที่ 120 จะเริ่มวาระวันที่ 3 มกราคม 2570 ตามรัฐธรรมนูญ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่จะเลือกประธานสภา และทั้ง 2 สภาจะจัดตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อดำเนินงานด้านนิติบัญญัติและตรวจสอบรัฐบาลต่อไป

การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นพร้อมการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2571 ส่วนวาระประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ของทรัมป์จะสิ้นสุดในวันที่ 20 มกราคม 2572 ทำให้ช่วง 2 ปีหลังการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นช่วงที่รัฐบาลทรัมป์ต้องดำเนินนโยบายภายใต้สภาคองเกรสที่เดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา โดยเฉพาะการพิจารณากฎหมาย งบประมาณ การแต่งตั้งบุคคลระดับสูง และการตรวจสอบการใช้อำนาจฝ่ายบริหาร


อ้างอิง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สรุปผลเลือกตั้งกลางเทอม เดโมแครตแลนด์สไลด์ ยึดเรียบ 2 สภา
สรุปผลเลือกตั้งกลางเทอม เดโมแครตแลนด์สไลด์ ยึดเรียบ 2 สภา