News Logo
หน้าแรก
เดโมแครตยึด 2 สภาเลือกตั้งกลางเทอม ทรัมป์ยอมรับผล-โทษแพ้เพราะลูกพรรค

เดโมแครตยึด 2 สภาเลือกตั้งกลางเทอม ทรัมป์ยอมรับผล-โทษแพ้เพราะลูกพรรค

4 พ.ย. 2569 15:44
ผู้ชม 23 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ทั่วโลกจับตาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เดโมแครตคว้าชัยทั้ง 2 สภาตามการประเมินของสื่อ แม้ยังไม่รับรองผลอย่างเป็นทางการ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยอมรับผล แต่ชี้ผู้สมัครรีพับลิกันบางส่วนทำฐานเสียงไม่ออกมาลงคะแนน พร้อมขู่ใช้สิทธิยับยั้งกฎหมาย เปิดแผนทำเนียบขาวเตรียมใช้อำนาจบริหารเดินหน้านโยบายต่อ แม้สูญเสียเสียงข้างมากในสภาคองเกรส

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ได้รับความสนใจจากผู้นำทั่วโลก โดยประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน กล่าวระหว่างการประชุมความมั่นคงที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ว่า “วันนี้ทั่วโลกจะจับตาเพียงประเทศเดียว นั่นคือสหรัฐอเมริกา” เนื่องจากผลเลือกตั้งจะกำหนดอนาคตของสภาคองเกรส นโยบายสหรัฐฯ และประเทศที่พึ่งพาความช่วยเหลือจากวอชิงตัน พร้อมเตือนว่ายุโรปอาจต้องเพิ่มบทบาทด้านความมั่นคงของตนเอง หากสหรัฐฯ ลดบทบาทบนเวทีโลก 

Reuters รายงานว่า พรรคเดโมแครตคว้าชัยในการเลือกตั้งกลางเทอมวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 จนสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามการประเมินผลเลือกตั้งของสื่อสหรัฐฯ แม้การนับคะแนนบางพื้นที่และการรับรองผลอย่างเป็นทางการยังไม่เสร็จสิ้น โดยก่อนการเลือกตั้ง รีพับลิกันครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา 53 ต่อ 47 ที่นั่ง และสภาผู้แทนราษฎร 218 ต่อ 214 ที่นั่ง ผลการเปลี่ยนขั้วอำนาจครั้งนี้ทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเตรียมเผชิญสภาคองเกรสที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายตรงข้ามตลอด 2 ปีสุดท้ายของวาระ

ชัยชนะของเดโมแครตขยายไปถึงรัฐที่เคยเป็นฐานเสียงสำคัญของรีพับลิกัน โดยสามารถพลิกที่นั่งวุฒิสภาในรัฐเท็กซัสเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ และรัฐแคนซัสเป็นครั้งแรกในรอบเกือบศตวรรษ รวมถึงชัยชนะในรัฐเซาท์แคโรไลนา โอไฮโอ ไอโอวา และนอร์ทแคโรไลนา นอกจากนี้ เดโมแครตยังชนะการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเท็กซัส ซึ่งรีพับลิกันครองตำแหน่งมาอย่างยาวนาน โดยผู้สมัครหลายคนที่ได้รับการสนับสนุนจากทรัมป์พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

ความไม่พอใจต่อค่าครองชีพ สงครามอิหร่าน และการบริหารประเทศของทรัมป์ เป็นประเด็นสำคัญในการเลือกตั้ง จากผลสำรวจผู้ลงคะแนนหลังออกจากคูหาที่ Reuters รายงาน พบว่าประชาชนประมาณ 75% ไม่พอใจหรือโกรธต่อทิศทางของประเทศ และ 70% ต้องการให้สภาคองเกรสเพิ่มบทบาทตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจประธานาธิบดี โดยเดโมแครตใช้ประเด็นราคาสินค้า นโยบายภาษีศุลกากร และต้นทุนทางเศรษฐกิจจากสงครามอิหร่านเป็นส่วนสำคัญในการหาเสียง

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยอมรับผลการเลือกตั้งและแสดงความยินดีกับพรรคเดโมแครต โดย CBS News รายงานบทสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เมื่อคืนวันที่ 3 พฤศจิกายน ซึ่งทรัมป์กล่าวว่า “ผมขอแสดงความยินดีกับพรรคเดโมแครต และตั้งตารอที่จะได้ทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศ” พร้อมยืนยันว่าพร้อมเจรจากับฝ่ายตรงข้าม แม้ผลเลือกตั้งจะทำให้รีพับลิกันสูญเสียอำนาจควบคุมสภาคองเกรสทั้ง 2 สภา

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุว่าสาเหตุความพ่ายแพ้ส่วนหนึ่งเกิดจากผู้สมัครของพรรครีพับลิกันเอง โดยให้สัมภาษณ์ CBS News ว่าฐานเสียงไม่ชอบผู้สมัครบางคน และผู้สมัครบางคนก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับตนเอง ทำให้ผู้สนับสนุนจำนวนหนึ่งไม่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ทรัมป์ยังยืนยันว่า หากตัวเองลงสมัคร รีพับลิกันจะได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย ก่อนโพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า “ผมไม่ได้อยู่บนบัตรเลือกตั้ง และถ้าผมลงสมัคร เราคงชนะอย่างถล่มทลาย”

แม้ยอมรับผลเลือกตั้ง แต่ทรัมป์ยืนยันพร้อมใช้อำนาจยับยั้งกฎหมายของเดโมแครตที่ตนไม่เห็นด้วย โดย Reuters รายงานคำให้สัมภาษณ์กับ Fox News เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ซึ่งทรัมป์ระบุว่า “พวกเขาจะส่งร่างกฎหมายที่ไร้เหตุผลมาให้ผม และผมจะยับยั้งมัน” พร้อมคาดการณ์ว่า หลังจากถูกยับยั้งต่อเนื่องหลายเดือน เดโมแครตจะต้องกลับมาเจรจากับทำเนียบขาวเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน นอกจากนี้ ทรัมป์ยอมรับว่าสงครามอิหร่านมีส่วนทำให้รีพับลิกันเสียคะแนนเสียง แต่ยังยืนยันถึงความสำคัญของนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการต่ออิหร่าน

Reuters เปิดเผยรายงานพิเศษเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนว่า ทำเนียบขาวเตรียมแผนเดินหน้านโยบายโดยไม่ต้องพึ่งการออกกฎหมายใหม่จากสภาคองเกรสมาตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 โดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวและบุคคลที่ทราบรายละเอียดอีก 2 ราย ระบุว่าทีมที่ปรึกษาระดับสูงร่วมกับฝ่ายกฎหมายศึกษาการใช้อำนาจประธานาธิบดีโดยตรง เพื่อรักษาความสามารถในการดำเนินนโยบายสำคัญ แม้เดโมแครตจะควบคุมทั้ง 2 สภา โดยทรัมป์ได้รับรายงานและมีส่วนร่วมในการหารือเกี่ยวกับแผนดังกล่าวแล้ว

แผนที่อยู่ระหว่างพิจารณาครอบคลุม การกำหนดภาษีนำเข้าใหม่ การเพิ่มความเข้มงวดของกฎวีซ่านักศึกษาต่างชาติและแรงงานต่างชาติ ตลอดจนมาตรการด้านที่อยู่อาศัยและการใช้จ่ายงบประมาณรัฐบาลกลาง โดยทำเนียบขาวกำลังพิจารณาการใช้งบประมาณที่สภาคองเกรสเคยอนุมัติไว้ และการปรับหลักเกณฑ์จัดสรรเงินอุดหนุนให้ฝ่ายบริหารมีบทบาทกำหนดโครงการที่ได้รับงบประมาณมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดได้รับอนุมัติให้ดำเนินการแล้ว

ทีมกฎหมายทำเนียบขาวยังศึกษาขอบเขตสูงสุดของอำนาจประธานาธิบดี รวมถึงแนวทางรับมือหากคำสั่งบริหารถูกฟ้องร้องต่อศาล โดยพิจารณาว่าทรัมป์สามารถดำเนินมาตรการใดได้ด้วยตนเองตามกฎหมายเดิม และสามารถใช้อำนาจได้ถึงระดับใดโดยไม่ต้องผ่านสภาคองเกรส อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจดังกล่าวยังอยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาล ซึ่งสามารถสั่งระงับมาตรการที่ขัดต่อกฎหมายได้

การควบคุมสภาผู้แทนราษฎรจะเปิดทางให้เดโมแครตเพิ่มการตรวจสอบรัฐบาลทรัมป์ โดย Reuters รายงานว่า ฝ่ายเดโมแครตเตรียมพิจารณาการสอบสวนประเด็นการใช้อำนาจบริหารที่อาจเอื้อประโยชน์ต่อตัวประธานาธิบดี ครอบครัว และผู้สนับสนุนทางการเมือง รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณและนโยบายตรวจคนเข้าเมือง คณะกรรมาธิการสภาสามารถเรียกเอกสาร บุคคล และเจ้าหน้าที่รัฐบาลมาให้การได้ ส่วนทำเนียบขาวเตรียมแนวทางรับมือการตรวจสอบดังกล่าว รวมถึงการอ้างเอกสิทธิ์ฝ่ายบริหารเพื่อจำกัดการเปิดเผยข้อมูลบางประเภท

ส่วนการควบคุมวุฒิสภาจะทำให้เดโมแครตสามารถชะลอหรือปฏิเสธการแต่งตั้งบุคคลสำคัญที่ทรัมป์เสนอได้โดยตรง ทั้งรัฐมนตรี เอกอัครราชทูต และผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลาง โดยเฉพาะหากมีตำแหน่งว่างในศาลฎีกาเกิดขึ้นในช่วง 2 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ เดโมแครตยังสามารถปฏิเสธร่างกฎหมายที่รัฐบาลต้องการผลักดัน แต่การผ่านกฎหมายของฝ่ายตนเองก็ยังต้องเผชิญอำนาจยับยั้งของทรัมป์ ซึ่งต้องใช้เสียงอย่างน้อย 2 ใน 3 ของทั้ง 2 สภาจึงจะล้มการยับยั้งได้

งบประมาณรัฐบาลกลาง สงครามอิหร่าน และนโยบายการค้าจะกลายเป็นประเด็นต่อรองสำคัญระหว่างสภาคองเกรสกับทำเนียบขาว เนื่องจากเดโมแครตสามารถเพิ่มการตรวจสอบการใช้จ่ายด้านกลาโหม พิจารณาเงื่อนไขงบประมาณ และสกัดกฎหมายที่รัฐบาลเสนอได้ หากทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถตกลงเรื่องงบประมาณ อาจเกิดความเสี่ยงต่อการปิดทำการบางส่วนของรัฐบาลกลาง อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงมีอำนาจบริหารด้านการต่างประเทศ การค้า และความมั่นคงตามกฎหมายเดิม ทำให้การเปลี่ยนขั้วอำนาจในสภาคองเกรสไม่ได้หมายความว่านโยบายทั้งหมดของรัฐบาลจะถูกยกเลิก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วัย 80 ปี เข้ารับตำแหน่งสมัยที่ 2 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 หลังชนะการเลือกตั้งปี 2567 โดยเคยเผชิญสภาผู้แทนราษฎรที่เดโมแครตครองเสียงข้างมากในสมัยแรก และถูกสภาผู้แทนราษฎรลงมติตั้งข้อกล่าวหาเพื่อถอดถอน 2 ครั้ง แต่ไม่ถูกถอดถอนหลังวุฒิสภาลงมติไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับสภาคองเกรสชุดใหม่จะเริ่มวาระวันที่ 3 มกราคม 2570 ก่อนที่วาระประธานาธิบดีของทรัมป์จะสิ้นสุดในวันที่ 20 มกราคม 2572

ผลเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนดุลอำนาจทางการเมืองของสหรัฐฯ ตลอด 2 ปีที่เหลือ โดยเดโมแครตจะมีอำนาจตรวจสอบและสกัดนโยบายเพิ่มขึ้น แต่ทรัมป์ยังสามารถใช้สิทธิยับยั้งกฎหมายและอำนาจฝ่ายบริหารเดินหน้านโยบายภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนด

อ้างอิง:

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อิหร่านขู่ยิงฐานทัพสหรัฐถึงยุโรป สื่อมะกันเตือนทรัมป์อาจใช้นิวเคลียร์
อิหร่านขู่ยิงฐานทัพสหรัฐถึงยุโรป สื่อมะกันเตือนทรัมป์อาจใช้นิวเคลียร์